เดือนตุลาคมนี้ ประเทศไทยกำลังจะเปิดบ้านต้อนรับงานใหญ่ระดับโลกอย่าง 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานที่คนในแวดวงเศรษฐกิจขนานนามว่าเป็น โอลิมปิกการเงินโลก
สเกลของงานนี้ไม่ธรรมดา เพราะเรากำลังพูดถึงผู้เข้าร่วมจาก 191 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงสื่อมวลชนชั้นนำ ที่จะบินมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าพิธีเปิดที่ยิ่งใหญ่ คือ หลังงานจบ เจ้าภาพได้อะไรติดมือกลับบ้านบ้าง? บทความนี้ Techsauce เลยอยากพาย้อนไปดู Case Study ของ 3 ประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพก่อนหน้าเรา ว่าพวกเขาใช้เวทีนี้สร้าง Impact ให้ประเทศตัวเองอย่างไรบ้าง
โอลิมปิกการเงินโลก เวทีนี้สำคัญอย่างไร?
งานนี้ไม่ใช่แค่งานสัมมนาทั่วไป แต่เป็นเวทีที่ผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกมานั่งหารือกัน ตั้งแต่เรื่องเสถียรภาพทางการเงิน การแก้ปัญหาความยากจน การรับมือ Climate Change ไปจนถึงโลกของ Digitalization
ปกติงานนี้จะจัดที่วอชิงตัน ดี.ซี. 2 ปีติด และปีที่ 3 จะสลับไปจัดที่ประเทศสมาชิก การที่ไทยได้รับเลือก (ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี) สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน เสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่ง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการ (Managing Director: MD) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ถึงกับเอ่ยปากว่า "ไม่มีสถานที่ใดเหมาะสมกว่าประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้"
การกลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 35 ปีของไทยรอบนี้ มาพร้อมวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการเติบโตที่ยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Empowering People, Building Resilience) โดยแบ่งวาระการนำเสนอบนเวทีโลกออกเป็น 4 เสาหลัก ที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก ได้แก่
- Digital & AI Transformation โชว์เคสความสำเร็จของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง PromptPay, Cross-Border QR รวมถึงการนำ AI มาใช้ในระบบสาธารณสุขและบริการภาครัฐ การเตรียมทักษะแรงงานยุค AI และไฮไลต์สำคัญอย่างการผลักดัน Bangkok Blueprint ว่าด้วยความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัล
- Opportunities for Middle Powers การวางตัวเป็น Trusted Hub ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่แตกขั้ว ดึงดูดการลงทุนและสร้าง Supply Chain ที่ยืดหยุ่น
- Climate Adaptation ปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างสมดุล
- The Longevity Economy เปลี่ยนความท้าทายของสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ เจาะกลุ่มอุตสาหกรรม Wellness, MedTech และการปรับโครงสร้างแรงงาน
ถอดบทเรียน 3 เจ้าภาพรุ่นพี่ ปิดฉากแล้วใครได้อะไร?
ก่อนจะดูว่าเป้าหมายของไทยคืออะไร ลองย้อนดูมรดกที่เจ้าภาพ 3 ประเทศก่อนหน้านี้ทิ้งไว้ให้ระบบเศรษฐกิจของตัวเอง

2015
ลิมา, เปรู
ย้อนกลับไปในปี 2015 ภูมิภาคลาตินอเมริกากำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอย่างหนักจากวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ แต่เปรูต้องการใช้เวทีนี้ประกาศให้โลกรู้ว่า พวกเขาคือ ข้อยกเว้นที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่ง เปรูเป็นประเทศแรกในอเมริกาใต้ในรอบเกือบ 50 ปีที่ได้เป็นเจ้าภาพ ในช่วงเวลานั้น เปรูตั้งใจใช้งานนี้เป็นเครื่องมือรีแบรนด์ประเทศ
- สิ่งที่โชว์ให้นักลงทุนเห็น: รัฐบาลเปรูใช้เวทีนี้พิสูจน์ให้ผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนทั่วโลกเห็นด้วยตาตัวเองว่า เปรูคือ Safe Haven ที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคแข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค ดึงดูดความสนใจจากเม็ดเงินต่างชาติได้มหาศาลในระยะสั้น
- สิ่งที่ได้เรียนรู้กลับบ้าน: แม้ภาพใหญ่จะดูสวยหรู แต่ระหว่างงานกลับมีเสียงสะท้อนและการประท้วงจากภาคประชาสังคม ที่ตั้งคำถามว่า ตัวเลข GDP ที่เติบโต ทำไมไม่ตกถึงมือคนงาน? เปรูจึงได้บทเรียนครั้งใหญ่เรื่องการเติบโตอย่างทั่วถึง งานนี้บีบให้รัฐบาลต้องกลับไปรื้อแผนการสื่อสารนโยบายใหม่ และสร้างกลไกที่ทำให้เม็ดเงินจากการลงทุนต่างชาติ กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ปี 2018
บาหลี, อินโดนีเซีย
อินโดนีเซียมองขาดว่า การจัดงานสเกลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องเที่ยว แต่คือโอกาสในการอัปเกรดประเทศและสร้าง Soft Power ทางนโยบาย ทำให้อินโดนีเซียจัดงานนี้ด้วยสเกลที่ใหญ่เหนือความคาดหมาย มีผู้เข้าร่วมทะลุ 34,000 คน (มากกว่าที่ไทยคาดไว้รอบนี้ถึงเท่าตัว) นี่คือ Masterclass ของการใช้ Event ระดับโลกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
- ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (ROI): รัฐบาลอินโดนีเซียอัดฉีดงบจัดงานไป 1.1 ล้านล้านรูเปียห์ แต่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงได้ถึง 2.9 ล้านล้านรูเปียห์ และทางอ้อมอีก 7.8 ล้านล้านรูเปียห์ เรียกได้ว่าลงทุน 1 บาท ได้คืนเกือบ 10 บาท ยังไม่นับรวมรายได้จากภาษี VAT ที่สะพัดในท้องถิ่น
- โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ถาวร: ก่อนงานจะเริ่ม รัฐบาลเร่งรัดโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานทั่วเกาะบาหลี ทั้งการขยายสนามบิน Ngurah Rai, การสร้างทางลอด (Underpass) แก้รถติด, การขยายท่าเรือ Benoa และการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งของเหล่านี้กลายเป็นมรดกทางกายภาพที่ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวและธุรกิจของบาหลีมาจนถึงทุกวันนี้
- มรดกนโยบายระดับโลก: สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของงานนี้คือการคลอด Bali Fintech Agenda แผนการทำงาน 12 ข้อที่เป็นเสมือนคัมภีร์ตั้งต้นให้ธนาคารกลางทั่วโลก ใช้เป็นกรอบในการกำกับดูแลและส่งเสริมเทคโนโลยีการเงิน, การชำระเงินดิจิทัล, และสินทรัพย์ดิจิทัล ชื่อของบาหลี จึงถูกจารึกและใช้อ้างอิงในวงการการเงินโลกมาจนถึงปัจจุบัน
2023
มาร์ราเกช, โมร็อกโก
โมร็อกโกเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายที่สุด เพราะก่อนงานเริ่มเพียงไม่กี่สัปดาห์ เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียมหาศาล แต่รัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าจัดงานต่อ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและฟื้นตัวไวของประเทศ
- เปลี่ยนเวทีความเห็นใจ เป็นเวทีความร่วมมือ: แทนที่จะยกเลิก โมร็อกโกใช้โอกาสนี้ประกาศ Marrakech Principles for Global Cooperation กระตุ้นให้ประชาคมโลกเห็นความสำคัญของการร่วมมือกันรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติ
- งานจบ เงินลงทุนไม่จบ: สิ่งที่โมร็อกโกได้กลับบ้านคือ ความเชื่อมั่นระดับสูงสุด ผ่านไป 1 ปีหลังงานจบ ธนาคารโลกยังคงเดินหน้าอัดฉีดเงินลงทุนสนับสนุนโครงการในโมร็อกโกอย่างต่อเนื่องถึง 27 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะบิ๊กโปรเจกต์อย่าง Noor Ouarzazate ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power Complex) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้โมร็อกโกก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือได้อย่างเต็มภาคภูมิ
เป้าหมายไทย เรากำลังจะเก็บเหรียญอะไรกลับบ้าน?
เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ประเทศไทยจะได้จากงานนี้ เราต้องแยกผลพลอยได้ ออกเป็น 2 ชั้นให้ชัดเจน ชั้นแรกคือ เม็ดเงินที่จับต้องได้ทันที (Direct Impact) จากการเป็นเจ้าภาพจัดงาน 7 วัน และชั้นที่สองคือ วิสัยทัศน์ระดับมหภาค ที่ไทยใช้เวทีนี้เป็นโทรโข่งประกาศจุดยืนให้นักลงทุนทั่วโลกได้ยินพร้อมกัน
ชั้นที่ 1 รายได้ระยะสั้นและแรงส่งอุตสาหกรรม MICE
กระทรวงการคลังได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการเตรียมงานครั้งนี้ไว้ที่ 2,800 ล้านบาท โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประเมินว่า งานนี้จะสร้างเงินสะพัดทางตรงหลายพันล้านบาท ทั้งจากการจัดการประชุม และผลพวงทางอ้อมที่กระจายสู่อุตสาหกรรมโรงแรม ร้านอาหาร และการคมนาคมรอบพื้นที่จัดงาน
หากมองภาพใหญ่ไปที่อุตสาหกรรม MICE ของไทย งานนี้คือ อีเวนต์เรือธงที่จะช่วยดันเป้าหมายของ TCEB ให้สำเร็จ เร่งเครื่องรายได้อุตสาหกรรม MICE รวมทั้งประเทศให้แตะ 200,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 (กระโดดขึ้นจาก 148,000 ล้านบาทในปี 2567) พร้อมรองรับนักเดินทางกลุ่มนี้ถึง 25.3 ล้านคน
จุดที่น่าจับตามองคือ ปัจจุบันภาครัฐของไทยยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขประมาณการเงินสะพัดรวมทั้งหมด ออกมาเป็นตัวเลขเดียวที่ชัดเจน การสื่อสารเรื่องความคุ้มค่าของการใช้งบ 2,800 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพรวม จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องตอบให้ได้หลังงานจบ
ชั้นที่ 2 วิสัยทัศน์เศรษฐกิจแห่งอนาคต
เมื่อวันที่ 13-14 เมษายน 2569 ในเวที Spring Meetings ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทีมเศรษฐกิจของไทยได้ขึ้นเวทีคู่กับ Kristalina Georgieva MD ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อกาง Roadmap ของประเทศ โดยแบ่งเป้าหมายออกเป็น 3 เหรียญทองเศรษฐกิจ ดังนี้
- เหรียญการลงทุน (Investment) ไทยตั้งเป้าดันสัดส่วนการลงทุนให้พุ่งจาก 22-23% ขึ้นไปแตะ 30% ของ GDP ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า โดยมีเป้าหมายหลักคือการดึงเม็ดเงินเข้าสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ และโดยเฉพาะการเป็นฐานที่ตั้ง Data Center ระดับภูมิภาค ซึ่งไม่ได้มีความหมายแค่การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญต่อการกุมความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ และเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ AI ในอนาคต
- เหรียญพลังงานสะอาด (Green Transformation) ปัจจุบันต้นทุนพลังงานของไทยสูงถึง 8-10% ของ GDP รัฐบาลจึงเร่งแผนลดต้นทุนผ่านระบบ Solar Rooftop และ Smart Grid เพื่อเปลี่ยนประชาชนจากผู้ใช้ไฟธรรมดา ให้กลายเป็น Prosumer (ผู้ผลิตและผู้บริโภคในเวลาเดียวกัน)
- เหรียญศูนย์กลางอาเซียน (Regional Investment Hub) ใช้ความได้เปรียบเรื่องทำเล เสถียรภาพเชิงนโยบาย และความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล (เช่น ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน) ในการปักหมุดเป็นฮับการลงทุนที่เชื่อมโยงทั้งภูมิภาคเข้าด้วยกัน
- มรดกนโยบายที่จะเปลี่ยนระบบการเงินโลก: เหรียญสุดท้ายที่ผูกกับงานประชุมครั้งนี้โดยตรง และถือเป็นไพ่ตายของไทยในการสร้างผลกระทบระดับโลก (แบบเดียวกับที่บาหลีเคยทำได้) คือการเตรียมเสนอ Bangkok Blueprint นี่คือกรอบความร่วมมือว่าด้วยความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัลที่ไทยจะผลักดันร่วมกับ IMF และ World Bank Group หากพิมพ์เขียวนี้ถูกนำไปใช้จริง ชื่อของกรุงเทพฯ จะกลายเป็นมาตรฐานสากลใหม่ที่ทั่วโลกต้องใช้อ้างอิงในการวางกรอบป้องกันภัยไซเบอร์ทางการเงินออนไลน์ ซึ่งนอกจากจะได้โชว์ศักยภาพแล้ว ไทยยังได้สวมบทบาทแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาให้กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EMDEs) อีกด้วย
จุดร่วมที่สำคัญที่สุดของเปรู อินโดนีเซีย และโมร็อกโก คือ ความสำเร็จไม่ได้ถูกตัดสินในวันที่แขก 15,000 คนบินกลับประเทศ แต่วัดกันที่ระยะทาง 1-5 ปีหลังจากนั้น
สำหรับประเทศไทย เดือนตุลาคม 2569 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่เราเป็นผู้กำหนดกติกาเอง ผลแพ้ชนะที่แท้จริงจะถูกพิสูจน์ในอนาคตอันใกล้