สัมภาษณ์พิเศษ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ไขทุกคำถามเรื่องกลไกร่วมทุนสตาร์ทอัพของ NIA

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฉบับที่ 3 แก้ไขวัตถุประสงค์ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ให้สามารถถือหุ้น เข้าร่วมทุน และจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพได้เป็นครั้งแรก จากเดิมที่ NIA ทำหน้าที่เพียงให้ทุนสนับสนุนแบบให้เปล่าเท่านั้น 

Techsauce เคยรายงานข่าวนี้ไปก่อนหน้า และได้รับความสนใจจากแวดวงสตาร์ทอัพจำนวนมาก จึงเชิญ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มาร่วมสัมภาษณ์พิเศษ เพื่ออธิบายรายละเอียดของกลไกใหม่นี้ ตั้งแต่ที่มา รูปแบบการลงทุน ไปจนถึงเงื่อนไขสำหรับสตาร์ทอัพที่สนใจ

จาก 'ให้เปล่า' สู่ 'ร่วมถือหุ้น'

ดร.กริชผกา อธิบายว่า ตลอดที่ผ่านมา NIA ทำหน้าที่เป็น Granting Agency คือให้ทุนสนับสนุนผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็น SME สตาร์ทอัพ หรือกิจการเพื่อสังคม ด้วยเงินทุนแบบให้เปล่าตั้งแต่ 1 ถึง 1.5 ล้านบาท ไปจนถึง 5 ล้านบาท โดยไม่เอาหุ้น และไม่เอาทรัพย์สินทางปัญญาคืน ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดเป็นของผู้รับทุน 100% โมเดลนี้ใช้สนับสนุนสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นมาตลอด

ทว่าเมื่อมองไปยังต่างประเทศ หลายแห่งมีกลไกที่ภาครัฐเข้าไปถือหุ้นในสตาร์ทอัพโดยตรง ซึ่ง NIA ไม่เคยมีเครื่องมือนี้เลย เพราะวัตถุประสงค์เดิมของสำนักงานไม่เปิดช่องให้เข้าไปถือหุ้นในบริษัทใด ๆ 

ดร.กริชผกา มองว่าการมีแค่เครื่องมือให้ทุนอย่างเดียวยังไม่ครบชุด สิ่งที่ขาดไปคือกลไกร่วมลงทุน

การแก้ไขวัตถุประสงค์ครั้งนี้ใช้เวลากว่า 1 ปี เริ่มจากการเสนอเรื่องต่อบอร์ด NIA จากนั้นส่งต่อไปยังสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งมีคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) เป็นผู้พิจารณา อุปสรรคสำคัญคือหลักการที่ว่า องค์การมหาชนต้องไม่แสวงหากำไร ทำให้ต้องอธิบายว่าการลงทุนแบบไม่แสวงหากำไรเป็นไปได้อย่างไร

คำตอบของ NIA คือ กำไรที่เกิดขึ้นจะไม่กลับเข้าสำนักงาน แต่กลับคืนสู่ระบบนิเวศของสตาร์ทอัพเพื่อนำไปลงทุนต่อ

ผลจากการให้ข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และ กพม. อย่างต่อเนื่อง ทำให้พระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่นี้ ไม่เพียงเปิดทางให้ NIA ถือหุ้นและเข้าร่วมทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน แต่ยังเขียนไว้ชัดเจนว่าให้เข้าร่วมทุนในกองทรัสต์ได้ด้วย 

ดร.กริชผกา ระบุว่าเป็นครั้งแรกที่องค์การมหาชนไทยเขียนวัตถุประสงค์ชัดเจนขนาดนี้ในเรื่องการลงทุนสตาร์ทอัพ เพราะเดิมทีการตีความเรื่องกองทรัสต์ที่ผสมเงินภาครัฐกับเอกชนยังเป็นพื้นที่คลุมเครือ

NIA ตั้งชื่อกลไกร่วมลงทุนชุดนี้อย่างเป็นทางการว่า 'NIA Venture' ภายใต้ NIA Venture นี้ NIA วางกรอบการลงทุนไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่

  • PE Trust สำหรับสตาร์ทอัพที่เติบโตแล้ว 
  • Holding Company สำหรับสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น
  • Corporate Co-funding ที่ทำงานผ่าน VC และ CVC โดยแต่ละรูปแบบมีขนาดเงินลงทุนและกลุ่มเป้าหมายต่างกัน ดังนี้

PE Trust จับมือตลาดหลักทรัพย์ ตั้งเป้ากองทุนพันล้าน

รูปแบบแรกคือ PE Trust หรือ Private Equity Trust ที่ NIA นำเงินจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มาจับมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชน ทั้งธนาคารและบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาร่วมลงทุนด้วย โดย NIA ตั้งเป้าขนาดกองทุนนี้ไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท

เม็ดเงินจาก PE Trust จะเน้นลงทุนในสตาร์ทอัพที่เติบโตแล้วระดับ Series A ถึง Series B ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนรายใหญ่พอจะมั่นใจ ดร.กริชผกา อธิบายว่าเงินภาครัฐที่เข้าไปร่วมจะช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความมั่นใจให้เอกชนกล้าลงทุนมากขึ้น เพราะปัจจุบันกองทรัสต์ร่วมลงทุนในตลาดเริ่มปิดตัวไปเกือบหมดแล้ว หากปล่อยให้เกิดช่องว่างตรงนี้ ระบบนิเวศการลงทุนของไทยจะขาดตอน

กองทุนนี้วางแผนดำเนินการนานหลายปี โดยจะจ้างผู้จัดการกองทุนมืออาชีพมาบริหาร และมีคณะกรรมการนโยบายร่วมกันระหว่าง NIA, SET และพันธมิตรที่ร่วมลงทุน เพื่อกำกับดูแลธรรมาภิบาลและความโปร่งใส 

ทิศทางการลงทุนจะเน้นสตาร์ทอัพไทยเป็นหลัก หรือสตาร์ทอัพต่างชาติที่ทำธุรกิจในไทย ในกลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมายของประเทศ เช่น เกษตร อาหาร การแพทย์ Health and Wellness ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริการทางการเงิน (FinTech)

Holding Company ผนึกเงินลงทุนจากมหาวิทยาลัย

รูปแบบที่ 2 คือ Holding Company หรือบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อถือหุ้นในสตาร์ทอัพรายเล็กที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นมาก ขนาดเงินลงทุนต่อรายจะอยู่ที่หลักล้านถึง 2 ถึง 3 ล้านบาท ต่างจาก PE Trust ที่เน้นเม็ดเงินระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไปสำหรับสตาร์ทอัพที่พร้อมเติบโตแล้ว

ดร.กริชผกา ตั้งใจให้ Holding Company นี้เป็นตัวกลางรวมเงินลงทุนจากหลายมหาวิทยาลัย เพราะปัจจุบันแทบทุกมหาวิทยาลัยมี Holding Company ของตัวเอง แต่ยังจำกัดการลงทุนอยู่แค่สตาร์ทอัพภายในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น 

หากรวมเงินจากหลายที่เข้าด้วยกัน เช่น มหาวิทยาลัยละ 2 ถึง 3 ล้านบาท ก็จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่กว่า 10 ล้านบาท ที่พอจะช่วยผลักดันสตาร์ทอัพข้ามรั้วสถาบันให้เติบโตได้จริง

Corporate Co-funding ทางเลือกใหม่ของ VC และ CVC

รูปแบบที่ 3 ต่อยอดจากโครงการ Corporate Co-funding เดิมที่ NIA ทำร่วมกับ VC และ CVC หรือ Corporate Venture Capital ที่ขึ้นทะเบียนกับ NIA 

ปัจจุบันมี VC และ CVC ขึ้นทะเบียนแล้ว 24 ราย และอยู่ระหว่างยื่นขอเพิ่มอีก 6 ราย โดยรายชื่อนี้ NIA จะส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ใช้ประกอบการพิจารณาสิทธิประโยชน์ด้วย

เดิมโครงการนี้ให้เงินสนับสนุนไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย ในรูปแบบ Recoverable Grant คือเงินที่ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ยขั้นต่ำเมื่อถึงจุดหนึ่ง แต่ NIA ยังไม่ได้ถือหุ้นในดีลลักษณะนี้ 

ดร.กริชผกา ระบุว่าจะปรับให้มีทางเลือกเพิ่ม คือสตาร์ทอัพสามารถเลือกได้ว่าจะคืนเงินตามเงื่อนไขเดิม หรือแปลงเป็นหุ้น (Convertible Note) แทน ซึ่งจะช่วยได้มากในกรณีที่ธุรกิจยังไม่มีกระแสเงินสดพอจะคืนทุน

เมื่อคิดเป็นสัดส่วนเม็ดเงินลงทุนรวม ดร.กริชผกา ยกตัวอย่างว่าถ้ามีเงิน 100 บาท จะจัดสรรลง PE Trust ประมาณ 40 บาท Holding Company 30 บาท และ Corporate Co-funding อีก 30 บาท เพื่อกระจายความเสี่ยง และให้เม็ดเงินไปถึงสตาร์ทอัพทุกระยะ ตั้งแต่ Seed Stage ไปจนถึง Growth Stage

เงินทุนที่อดทน

คำถามที่ตามมาคือ การมีภาครัฐเข้าไปถือหุ้นให้ประโยชน์อะไรกับสตาร์ทอัพ นอกเหนือจากเงินทุน ?

ดร.กริชผกา อธิบายว่า นักลงทุนทั่วไปมักออกจากการลงทุน (Exit) ตามจังหวะที่ตัวเองได้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด ซึ่งอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่สตาร์ทอัพพร้อมจริง แต่เงินภาครัฐมีเป้าหมายต่างออกไป คือต้องการประคับประคองให้สตาร์ทอัพเติบโตไปจนถึงจุดที่พร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือ IPO

Philosophy ของการลงทุนจะมีความแตกต่างกันตรงที่เราไม่ได้เอากำไรจนถึงที่สุด

ดร.กริชผกา ย้ำว่ากำไรที่ได้จากการลงทุนทั้งหมดจะกลับคืนเข้ากองทุน เพื่อนำไปลงทุนในสตาร์ทอัพรายอื่นต่อ ไม่มีการเก็บไว้ที่ตัวสำนักงาน

โมเดล PE Trust ที่ภาครัฐร่วมลงทุนกับเอกชนแบบนี้ ยุโรปและสหรัฐฯ ใช้กันมานานแล้ว ขณะที่สิงคโปร์เองก็มีกองทุนลักษณะเดียวกันผ่านเทมาเส็ก ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลที่ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนสตาร์ทอัพ 

ดร.กริชผกา เล่าประสบการณ์ตรงว่า เวลาไปพูดคุยกับต่างประเทศ มักถูกถามกลับว่าภาครัฐไทยถือหุ้นในสตาร์ทอัพที่ไปโปรโมทหรือไม่ และเมื่อคำตอบคือไม่ ก็มักถูกตั้งคำถามต่อว่า หากสตาร์ทอัพนั้นดีจริง เหตุใดภาครัฐจึงไม่สนใจถือหุ้น ? คำถามนี้เองเป็นแรงผลักดันหนึ่งที่ทำให้ NIA เดินหน้าผลักดันกลไกร่วมทุนออกมา

Deep Tech กลุ่มที่กองทุนนี้ตั้งใจดูแลเป็นพิเศษ

สตาร์ทอัพสาย Deep Tech เป็นกลุ่มที่ต้องใช้เวลาพัฒนาเทคโนโลยียาวนานกว่าจะสร้างรายได้ หรือมี Runway ยาว จนหลายครั้งนักลงทุนเอกชนรอไม่ไหว ดร.กริชผกา มองว่าเรื่องนี้ตรงกับพันธกิจของ NIA ในฐานะหน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ให้ความสำคัญกับ Deep Tech Startup มาตลอด 

และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ 'อาจารย์เชน' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ก็สนับสนุนทิศทางนี้เช่นกัน

เธอชี้ว่าระยะเวลา 8 ปีของ PE Trust เหมาะสมพอดีกับวงจรการเติบโตของ Deep Tech ไม่เร็วเกินไปจนกดดันให้ต้อง Exit ก่อนเวลาอันควร แต่กองทุนนี้จะไม่ได้ลงทุนเฉพาะ Deep Tech เท่านั้น ยังกระจายไปยังเทคโนโลยีทั่วไปด้วย เพื่อบาลานซ์ความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวม

สตาร์ทอัพที่สนใจต้องทำอย่างไร ?

NIA เปิดเผยว่า จะแยกช่องทางการสมัครออกจากการขอทุนแบบเดิมอย่างชัดเจน โดยยังเปิดให้ทุนปกติควบคู่กันไป ส่วนสตาร์ทอัพที่สนใจให้ NIA ร่วมลงทุน จะต้องยื่นผ่านช่องทาง Call ที่เปิดขึ้นใหม่ จากนั้น NIA จะพิจารณาว่าเหมาะกับกลไกไหนใน 3 รูปแบบข้างต้น

เมื่อ NIA เข้าไปลงทุนแล้ว คำถามที่ตามมาคือจะมีที่นั่งในคณะกรรมการบริษัท หรือ Board Seat หรือไม่ ? ดร.กริชผกา อธิบายว่า หลักการทั่วไปคือถ้าถือหุ้นในสัดส่วนที่มากพอ ก็ควรมี Board Seat เพื่อกำกับดูแลธรรมาภิบาล แต่ NIA วางกรอบไว้ว่าจะไม่ถือหุ้นเกิน 25% ในสตาร์ทอัพรายใดรายหนึ่ง เพื่อให้ผู้ก่อตั้งยังคงความเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองไว้มากที่สุ

เธอเน้นว่า Board Seat ของ NIA จะทำหน้าที่ให้คำแนะนำและช่วยประคับประคองทิศทางธุรกิจ ไม่ใช่เข้าไปควบคุมการตัดสินใจ พร้อมยกตัวอย่างว่า เมื่อพาสตาร์ทอัพไปพูดคุยกับต่างประเทศแล้วถูกถามว่าภาครัฐถือหุ้นหรือไม่ การที่ NIA เข้าไปถือหุ้นได้จริงจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสตาร์ทอัพในเวทีต่างประเทศ

มันเหมือนกับเราลงเรือลำเดียวกัน 

ดร.กริชผกา กล่าวถึงความรับผิดชอบที่ตามมา เพราะเมื่อภาครัฐถือหุ้นแล้ว หากสตาร์ทอัพนั้นเกิดปัญหา NIA ก็ต้องรับผิดชอบร่วมด้วยเช่นกัน

ในกระบวนการตรวจสอบก่อนลงทุน หรือ Due Diligence แต่ละโมเดลจะมีนักลงทุนหลัก หรือ Lead Investor ที่ร่วมพิจารณาแตกต่างกันไป 

  • ถ้าเป็น PE Trust จะมีทีมมืออาชีพของกองทุนดูแล 
  • ถ้าเป็น Corporate Co-funding จะมี VC หรือ CVC เป็นผู้นำ 
  • ถ้าเป็น Holding Company จะต้องตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาช่วยพิจารณาโดยเฉพาะ 

ดร.กริชผกา ฝากถึงสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นว่า นอกจากแผนธุรกิจที่ดีแล้ว ระบบบัญชีและระบบหลังบ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน และหากยังไม่พร้อม NIA จะมีทีมพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาเข้ามาช่วยเตรียมความพร้อมให้ก่อน

สำหรับสตาร์ทอัพที่มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติ ดร.กริชผกา ระบุว่าไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงจดทะเบียนดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และสร้างงานสร้างอาชีพในประเทศ เพราะระบบนิเวศสตาร์ทอัพเป็นเรื่องระดับโลกอยู่แล้ว NIA เองก็อยากเห็นสตาร์ทอัพไทยไปเติบโตในต่างประเทศเช่นกัน ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปิดกั้นนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาร่วมลงทุนใน PE Trust ด้วย

บัญชีนวัตกรรม อีกช่องทางสร้างตลาดให้สตาร์ทอัพ

นอกจากเม็ดเงินลงทุนแล้ว NIA ยังมองว่าตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยสตาร์ทอัพเติบโต โดยตั้งชื่อแนวทางนี้อย่างเป็นทางการว่าโครงการ Government Procurement Transformation หรือ GPT ทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเดิมที่มักเป็นอุปสรรคต่อสตาร์ทอัพ 

เช่น ข้อกำหนดเรื่องทุนจดทะเบียนหรือผลงานย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 หน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และบริการที่ขอขึ้นทะเบียน 'บัญชีนวัตกรรมไทย' จะโอนย้ายจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาอยู่ที่ NIA เต็มตัว ตามมติคณะรัฐมนตรี

ความสำคัญของบัญชีนวัตกรรมคือ ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วสามารถให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อแบบเจาะจงได้ทันทีหากมีผู้ผลิตเพียงรายเดียว และงบประมาณภาครัฐกำหนดไว้ว่าต้องใช้สินค้าจากบัญชีนวัตกรรมไม่น้อยกว่า 30% 

ดร.กริชผกา ยอมรับว่าในอดีตกลไกนี้เคยมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างบางกรณี ทำให้ภาพลักษณ์เสียไป เมื่อย้ายมาอยู่ที่ NIA แล้วจะปรับปรุงระบบให้โปร่งใสขึ้น ทั้งการนำเทคโนโลยีมาช่วยคัดกรอง และเปิดให้มีการตรวจสอบร่วมกัน

อีกแนวคิดที่ ดร.กริชผกา อยากผลักดันคือรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างที่วัดผลจากประสิทธิภาพจริง หรือ Performance-based Procurement ยกตัวอย่างว่า หากหน่วยงานรัฐมีโจทย์ต้องการระบบมูลค่า 500 ล้านบาท แทนที่จะเลือกผู้รับเหมารายเดียวตั้งแต่ต้น ควรเปิดให้สตาร์ทอัพหลายรายยื่นข้อเสนอ แล้วให้เงินทดลองทำจริงรายละ 5 ล้านบาท จำนวน 4 บริษัท ก่อนวัดผลลัพธ์และมอบงานก้อนใหญ่ให้กับรายที่ทำได้ดีที่สุด วิธีนี้ใช้กันในต่างประเทศ และช่วยลดปัญหาการล็อกสเปกที่เคยเกิดขึ้นกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ในตัว

Health and Wellness ความหวังอันดับ 1

เมื่อถามถึงเทรนด์เทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพแข่งขันได้ในระยะใกล้ ดร.กริชผกา ยกให้ Health and Wellness เป็นอันดับแรก โดยอ้างอิงรายงาน Global Startup Ecosystem Index 2026 ของ StartupBlink ที่จัดอันดับให้ไทยเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกลุ่ม MedTech และอันดับ 8 ของโลก 

ขณะที่กรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองอันดับ 1 ของอาเซียนด้านสตาร์ทอัพหุ่นยนต์ หรือ Robotics ซึ่ง ดร.กริชผกา มองว่าสอดคล้องกับจุดแข็งของไทยในอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมายาวนาน

เทรนด์ที่ 2 คือ Green Manufacturing ซึ่งรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero ดร.กริชผกา ชวนมองไปไกลกว่านั้นด้วยแนวคิด Nature Positive หรือ NatureTech ซึ่งไม่ใช่แค่การลดหรือชดเชยการปล่อยคาร์บอน แต่เป็นการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญเสียไปจากการทำธุรกิจให้กลับคืนมา 

เธอยกตัวอย่างเทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม หรือ eDNA ที่สามารถตรวจน้ำทะเลเพื่อดูว่าต้องเติมสิ่งมีชีวิตชนิดใดกลับเข้าไป เพื่อให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองได้ พร้อมเผยว่า ศ.ดร.ยศชนัน สนับสนุนแนวคิดนี้ถึงขั้นอยากเปิดให้ไทยเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีจากทั่วโลก หรือ Living Lab

เทรนด์ถัดมาคือกลุ่มเกษตรและอาหารที่ผูกกันเป็นห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน ครอบคลุมตั้งแต่อาหารเฉพาะบุคคล โปรตีนสูง อาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงอาหารรองรับสังคมสูงวัยและตลาดสัตว์เลี้ยง หรือ Pet Economy ที่กำลังเติบโตเร็ว 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่ไทยควรเข้าไปมีส่วนร่วม รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ผูกกับนโยบาย Soft Power ซึ่ง ดร.กริชผกา มองว่าเป็นจุดแข็งที่ไทยมีความสามารถอยู่แล้ว

สารถึงสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

ดร.กริชผกา ทิ้งท้ายด้วยข้อความถึงผู้ประกอบการระยะเริ่มต้นว่า

น้องคือความหวังของประเทศ

เธออธิบายต่อว่า หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่าสตาร์ทอัพเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ และประเทศไทยจะไม่มีทางหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ หากโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ปรับมาพึ่งพา SME และสตาร์ทอัพมากขึ้น ตรงกับทิศทางเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14

เป้าหมายปลายทางของ ดร.กริชผกา ไม่ใช่แค่จำนวนสตาร์ทอัพที่เพิ่มขึ้น แต่คือการดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนให้ไหลเข้าสู่ระบบนิเวศมากขึ้น เพราะเงินลงทุนจากภาครัฐมีจำกัด 

ส่วนสิ่งที่เธอยังอยากผลักดันต่อ คือการทำให้หน่วยงานภาครัฐเชื่อมโยงและบูรณาการงานร่วมกันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่งบประมาณของ NIA ถูกตัดลงมากในปีนี้ รวมถึงการผลักดันเรื่อง Legal Tech เพื่อลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจนวัตกรรม ซึ่ง NIA เตรียมเปิดเวทีพูดคุยรับฟังปัญหาที่เป็นอุปสรรคจริงจากผู้ประกอบการในระยะต่อไป

อ้างอิง : บทสัมภาษณ์ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดย Techsauce, พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569 ประกาศราชกิจจานุเบกษา 29 มิถุนายน 2569, StartupBlink Global Startup Ecosystem Index 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

dentsu เปิดแนวคิด Intelligence Operating System เมื่อการตลาดยุค AI ต้องชนะด้วยความเร็วในการตัดสินใจ

ในวันที่ผู้บริโภคไม่ได้เดินทางผ่านสื่อแบบเส้นตรงอีกต่อไป การทำการตลาดเริ่มวัดกันที่ว่าแบรนด์เห็นสัญญาณของผู้บริโภคเร็วพอหรือไม่ ตัดสินใจจากข้อมูลได้แม่นพอหรือเปล่า และปรับแผนได้ทัน...

Responsive image

คุยกับ Eric Tse ผู้สืบทอดบริษัทยาเบอร์ต้นจีน เจาะสูตรบทเรียน 20 ปี SBP Group สู่ความสำเร็จในตลาดโลก

Techsauce พาคุยกับ Eric Tse กิ่งก้าน CP ฝั่งจีน ผู้สร้างบริษัทยาเบอร์ต้นของจีน พร้อมเผยยุทธศาสตร์ Mutual Recognition ทางลัดที่จะปลดล็อกให้สตาร์ทอัพและบริษัทยาไทย สเกลสู่ตลาดจีนแสนล...

Responsive image

'รู้ทัน ทำจริง พิสูจน์ได้' 3 ข้อที่ผู้ประกอบการต้องสำรวจธุรกิจตัวเอง ถ้าอยากเข้าถึง Green Capital

ดร.ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แนะ 3 Reality Check : รู้ทัน (See the Signals) ทำถึง (Execution) พิสูจน์ได้ (Provable) ให้ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ ดูว่าดำเ...