
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฉบับที่ 3 แก้ไขวัตถุประสงค์ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ให้สามารถถือหุ้น เข้าร่วมทุน และจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพได้เป็นครั้งแรก จากเดิมที่ NIA ทำหน้าที่เพียงให้ทุนสนับสนุนแบบให้เปล่าเท่านั้น
Techsauce เคยรายงานข่าวนี้ไปก่อนหน้า และได้รับความสนใจจากแวดวงสตาร์ทอัพจำนวนมาก จึงเชิญ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มาร่วมสัมภาษณ์พิเศษ เพื่ออธิบายรายละเอียดของกลไกใหม่นี้ ตั้งแต่ที่มา รูปแบบการลงทุน ไปจนถึงเงื่อนไขสำหรับสตาร์ทอัพที่สนใจ
ดร.กริชผกา อธิบายว่า ตลอดที่ผ่านมา NIA ทำหน้าที่เป็น Granting Agency คือให้ทุนสนับสนุนผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็น SME สตาร์ทอัพ หรือกิจการเพื่อสังคม ด้วยเงินทุนแบบให้เปล่าตั้งแต่ 1 ถึง 1.5 ล้านบาท ไปจนถึง 5 ล้านบาท โดยไม่เอาหุ้น และไม่เอาทรัพย์สินทางปัญญาคืน ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดเป็นของผู้รับทุน 100% โมเดลนี้ใช้สนับสนุนสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นมาตลอด
ทว่าเมื่อมองไปยังต่างประเทศ หลายแห่งมีกลไกที่ภาครัฐเข้าไปถือหุ้นในสตาร์ทอัพโดยตรง ซึ่ง NIA ไม่เคยมีเครื่องมือนี้เลย เพราะวัตถุประสงค์เดิมของสำนักงานไม่เปิดช่องให้เข้าไปถือหุ้นในบริษัทใด ๆ
ดร.กริชผกา มองว่าการมีแค่เครื่องมือให้ทุนอย่างเดียวยังไม่ครบชุด สิ่งที่ขาดไปคือกลไกร่วมลงทุน
การแก้ไขวัตถุประสงค์ครั้งนี้ใช้เวลากว่า 1 ปี เริ่มจากการเสนอเรื่องต่อบอร์ด NIA จากนั้นส่งต่อไปยังสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งมีคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) เป็นผู้พิจารณา อุปสรรคสำคัญคือหลักการที่ว่า องค์การมหาชนต้องไม่แสวงหากำไร ทำให้ต้องอธิบายว่าการลงทุนแบบไม่แสวงหากำไรเป็นไปได้อย่างไร
คำตอบของ NIA คือ กำไรที่เกิดขึ้นจะไม่กลับเข้าสำนักงาน แต่กลับคืนสู่ระบบนิเวศของสตาร์ทอัพเพื่อนำไปลงทุนต่อ
ผลจากการให้ข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และ กพม. อย่างต่อเนื่อง ทำให้พระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่นี้ ไม่เพียงเปิดทางให้ NIA ถือหุ้นและเข้าร่วมทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน แต่ยังเขียนไว้ชัดเจนว่าให้เข้าร่วมทุนในกองทรัสต์ได้ด้วย
ดร.กริชผกา ระบุว่าเป็นครั้งแรกที่องค์การมหาชนไทยเขียนวัตถุประสงค์ชัดเจนขนาดนี้ในเรื่องการลงทุนสตาร์ทอัพ เพราะเดิมทีการตีความเรื่องกองทรัสต์ที่ผสมเงินภาครัฐกับเอกชนยังเป็นพื้นที่คลุมเครือ
NIA ตั้งชื่อกลไกร่วมลงทุนชุดนี้อย่างเป็นทางการว่า 'NIA Venture' ภายใต้ NIA Venture นี้ NIA วางกรอบการลงทุนไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่
รูปแบบแรกคือ PE Trust หรือ Private Equity Trust ที่ NIA นำเงินจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มาจับมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชน ทั้งธนาคารและบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาร่วมลงทุนด้วย โดย NIA ตั้งเป้าขนาดกองทุนนี้ไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท
เม็ดเงินจาก PE Trust จะเน้นลงทุนในสตาร์ทอัพที่เติบโตแล้วระดับ Series A ถึง Series B ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนรายใหญ่พอจะมั่นใจ ดร.กริชผกา อธิบายว่าเงินภาครัฐที่เข้าไปร่วมจะช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความมั่นใจให้เอกชนกล้าลงทุนมากขึ้น เพราะปัจจุบันกองทรัสต์ร่วมลงทุนในตลาดเริ่มปิดตัวไปเกือบหมดแล้ว หากปล่อยให้เกิดช่องว่างตรงนี้ ระบบนิเวศการลงทุนของไทยจะขาดตอน
กองทุนนี้วางแผนดำเนินการนานหลายปี โดยจะจ้างผู้จัดการกองทุนมืออาชีพมาบริหาร และมีคณะกรรมการนโยบายร่วมกันระหว่าง NIA, SET และพันธมิตรที่ร่วมลงทุน เพื่อกำกับดูแลธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
ทิศทางการลงทุนจะเน้นสตาร์ทอัพไทยเป็นหลัก หรือสตาร์ทอัพต่างชาติที่ทำธุรกิจในไทย ในกลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมายของประเทศ เช่น เกษตร อาหาร การแพทย์ Health and Wellness ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริการทางการเงิน (FinTech)
รูปแบบที่ 2 คือ Holding Company หรือบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อถือหุ้นในสตาร์ทอัพรายเล็กที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นมาก ขนาดเงินลงทุนต่อรายจะอยู่ที่หลักล้านถึง 2 ถึง 3 ล้านบาท ต่างจาก PE Trust ที่เน้นเม็ดเงินระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไปสำหรับสตาร์ทอัพที่พร้อมเติบโตแล้ว
ดร.กริชผกา ตั้งใจให้ Holding Company นี้เป็นตัวกลางรวมเงินลงทุนจากหลายมหาวิทยาลัย เพราะปัจจุบันแทบทุกมหาวิทยาลัยมี Holding Company ของตัวเอง แต่ยังจำกัดการลงทุนอยู่แค่สตาร์ทอัพภายในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น
หากรวมเงินจากหลายที่เข้าด้วยกัน เช่น มหาวิทยาลัยละ 2 ถึง 3 ล้านบาท ก็จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่กว่า 10 ล้านบาท ที่พอจะช่วยผลักดันสตาร์ทอัพข้ามรั้วสถาบันให้เติบโตได้จริง
รูปแบบที่ 3 ต่อยอดจากโครงการ Corporate Co-funding เดิมที่ NIA ทำร่วมกับ VC และ CVC หรือ Corporate Venture Capital ที่ขึ้นทะเบียนกับ NIA
ปัจจุบันมี VC และ CVC ขึ้นทะเบียนแล้ว 24 ราย และอยู่ระหว่างยื่นขอเพิ่มอีก 6 ราย โดยรายชื่อนี้ NIA จะส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ใช้ประกอบการพิจารณาสิทธิประโยชน์ด้วย
เดิมโครงการนี้ให้เงินสนับสนุนไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย ในรูปแบบ Recoverable Grant คือเงินที่ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ยขั้นต่ำเมื่อถึงจุดหนึ่ง แต่ NIA ยังไม่ได้ถือหุ้นในดีลลักษณะนี้
ดร.กริชผกา ระบุว่าจะปรับให้มีทางเลือกเพิ่ม คือสตาร์ทอัพสามารถเลือกได้ว่าจะคืนเงินตามเงื่อนไขเดิม หรือแปลงเป็นหุ้น (Convertible Note) แทน ซึ่งจะช่วยได้มากในกรณีที่ธุรกิจยังไม่มีกระแสเงินสดพอจะคืนทุน
เมื่อคิดเป็นสัดส่วนเม็ดเงินลงทุนรวม ดร.กริชผกา ยกตัวอย่างว่าถ้ามีเงิน 100 บาท จะจัดสรรลง PE Trust ประมาณ 40 บาท Holding Company 30 บาท และ Corporate Co-funding อีก 30 บาท เพื่อกระจายความเสี่ยง และให้เม็ดเงินไปถึงสตาร์ทอัพทุกระยะ ตั้งแต่ Seed Stage ไปจนถึง Growth Stage

คำถามที่ตามมาคือ การมีภาครัฐเข้าไปถือหุ้นให้ประโยชน์อะไรกับสตาร์ทอัพ นอกเหนือจากเงินทุน ?
ดร.กริชผกา อธิบายว่า นักลงทุนทั่วไปมักออกจากการลงทุน (Exit) ตามจังหวะที่ตัวเองได้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด ซึ่งอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่สตาร์ทอัพพร้อมจริง แต่เงินภาครัฐมีเป้าหมายต่างออกไป คือต้องการประคับประคองให้สตาร์ทอัพเติบโตไปจนถึงจุดที่พร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือ IPO
Philosophy ของการลงทุนจะมีความแตกต่างกันตรงที่เราไม่ได้เอากำไรจนถึงที่สุด
ดร.กริชผกา ย้ำว่ากำไรที่ได้จากการลงทุนทั้งหมดจะกลับคืนเข้ากองทุน เพื่อนำไปลงทุนในสตาร์ทอัพรายอื่นต่อ ไม่มีการเก็บไว้ที่ตัวสำนักงาน
โมเดล PE Trust ที่ภาครัฐร่วมลงทุนกับเอกชนแบบนี้ ยุโรปและสหรัฐฯ ใช้กันมานานแล้ว ขณะที่สิงคโปร์เองก็มีกองทุนลักษณะเดียวกันผ่านเทมาเส็ก ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลที่ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนสตาร์ทอัพ
ดร.กริชผกา เล่าประสบการณ์ตรงว่า เวลาไปพูดคุยกับต่างประเทศ มักถูกถามกลับว่าภาครัฐไทยถือหุ้นในสตาร์ทอัพที่ไปโปรโมทหรือไม่ และเมื่อคำตอบคือไม่ ก็มักถูกตั้งคำถามต่อว่า หากสตาร์ทอัพนั้นดีจริง เหตุใดภาครัฐจึงไม่สนใจถือหุ้น ? คำถามนี้เองเป็นแรงผลักดันหนึ่งที่ทำให้ NIA เดินหน้าผลักดันกลไกร่วมทุนออกมา
สตาร์ทอัพสาย Deep Tech เป็นกลุ่มที่ต้องใช้เวลาพัฒนาเทคโนโลยียาวนานกว่าจะสร้างรายได้ หรือมี Runway ยาว จนหลายครั้งนักลงทุนเอกชนรอไม่ไหว ดร.กริชผกา มองว่าเรื่องนี้ตรงกับพันธกิจของ NIA ในฐานะหน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ให้ความสำคัญกับ Deep Tech Startup มาตลอด
และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ 'อาจารย์เชน' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ก็สนับสนุนทิศทางนี้เช่นกัน
เธอชี้ว่าระยะเวลา 8 ปีของ PE Trust เหมาะสมพอดีกับวงจรการเติบโตของ Deep Tech ไม่เร็วเกินไปจนกดดันให้ต้อง Exit ก่อนเวลาอันควร แต่กองทุนนี้จะไม่ได้ลงทุนเฉพาะ Deep Tech เท่านั้น ยังกระจายไปยังเทคโนโลยีทั่วไปด้วย เพื่อบาลานซ์ความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวม

NIA เปิดเผยว่า จะแยกช่องทางการสมัครออกจากการขอทุนแบบเดิมอย่างชัดเจน โดยยังเปิดให้ทุนปกติควบคู่กันไป ส่วนสตาร์ทอัพที่สนใจให้ NIA ร่วมลงทุน จะต้องยื่นผ่านช่องทาง Call ที่เปิดขึ้นใหม่ จากนั้น NIA จะพิจารณาว่าเหมาะกับกลไกไหนใน 3 รูปแบบข้างต้น
เมื่อ NIA เข้าไปลงทุนแล้ว คำถามที่ตามมาคือจะมีที่นั่งในคณะกรรมการบริษัท หรือ Board Seat หรือไม่ ? ดร.กริชผกา อธิบายว่า หลักการทั่วไปคือถ้าถือหุ้นในสัดส่วนที่มากพอ ก็ควรมี Board Seat เพื่อกำกับดูแลธรรมาภิบาล แต่ NIA วางกรอบไว้ว่าจะไม่ถือหุ้นเกิน 25% ในสตาร์ทอัพรายใดรายหนึ่ง เพื่อให้ผู้ก่อตั้งยังคงความเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองไว้มากที่สุด
เธอเน้นว่า Board Seat ของ NIA จะทำหน้าที่ให้คำแนะนำและช่วยประคับประคองทิศทางธุรกิจ ไม่ใช่เข้าไปควบคุมการตัดสินใจ พร้อมยกตัวอย่างว่า เมื่อพาสตาร์ทอัพไปพูดคุยกับต่างประเทศแล้วถูกถามว่าภาครัฐถือหุ้นหรือไม่ การที่ NIA เข้าไปถือหุ้นได้จริงจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสตาร์ทอัพในเวทีต่างประเทศ
มันเหมือนกับเราลงเรือลำเดียวกัน
ดร.กริชผกา กล่าวถึงความรับผิดชอบที่ตามมา เพราะเมื่อภาครัฐถือหุ้นแล้ว หากสตาร์ทอัพนั้นเกิดปัญหา NIA ก็ต้องรับผิดชอบร่วมด้วยเช่นกัน
ในกระบวนการตรวจสอบก่อนลงทุน หรือ Due Diligence แต่ละโมเดลจะมีนักลงทุนหลัก หรือ Lead Investor ที่ร่วมพิจารณาแตกต่างกันไป
ดร.กริชผกา ฝากถึงสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นว่า นอกจากแผนธุรกิจที่ดีแล้ว ระบบบัญชีและระบบหลังบ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน และหากยังไม่พร้อม NIA จะมีทีมพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาเข้ามาช่วยเตรียมความพร้อมให้ก่อน
สำหรับสตาร์ทอัพที่มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติ ดร.กริชผกา ระบุว่าไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงจดทะเบียนดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และสร้างงานสร้างอาชีพในประเทศ เพราะระบบนิเวศสตาร์ทอัพเป็นเรื่องระดับโลกอยู่แล้ว NIA เองก็อยากเห็นสตาร์ทอัพไทยไปเติบโตในต่างประเทศเช่นกัน ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปิดกั้นนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาร่วมลงทุนใน PE Trust ด้วย
นอกจากเม็ดเงินลงทุนแล้ว NIA ยังมองว่าตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยสตาร์ทอัพเติบโต โดยตั้งชื่อแนวทางนี้อย่างเป็นทางการว่าโครงการ Government Procurement Transformation หรือ GPT ทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเดิมที่มักเป็นอุปสรรคต่อสตาร์ทอัพ
เช่น ข้อกำหนดเรื่องทุนจดทะเบียนหรือผลงานย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 หน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และบริการที่ขอขึ้นทะเบียน 'บัญชีนวัตกรรมไทย' จะโอนย้ายจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาอยู่ที่ NIA เต็มตัว ตามมติคณะรัฐมนตรี
ความสำคัญของบัญชีนวัตกรรมคือ ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วสามารถให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อแบบเจาะจงได้ทันทีหากมีผู้ผลิตเพียงรายเดียว และงบประมาณภาครัฐกำหนดไว้ว่าต้องใช้สินค้าจากบัญชีนวัตกรรมไม่น้อยกว่า 30%
ดร.กริชผกา ยอมรับว่าในอดีตกลไกนี้เคยมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างบางกรณี ทำให้ภาพลักษณ์เสียไป เมื่อย้ายมาอยู่ที่ NIA แล้วจะปรับปรุงระบบให้โปร่งใสขึ้น ทั้งการนำเทคโนโลยีมาช่วยคัดกรอง และเปิดให้มีการตรวจสอบร่วมกัน
อีกแนวคิดที่ ดร.กริชผกา อยากผลักดันคือรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างที่วัดผลจากประสิทธิภาพจริง หรือ Performance-based Procurement ยกตัวอย่างว่า หากหน่วยงานรัฐมีโจทย์ต้องการระบบมูลค่า 500 ล้านบาท แทนที่จะเลือกผู้รับเหมารายเดียวตั้งแต่ต้น ควรเปิดให้สตาร์ทอัพหลายรายยื่นข้อเสนอ แล้วให้เงินทดลองทำจริงรายละ 5 ล้านบาท จำนวน 4 บริษัท ก่อนวัดผลลัพธ์และมอบงานก้อนใหญ่ให้กับรายที่ทำได้ดีที่สุด วิธีนี้ใช้กันในต่างประเทศ และช่วยลดปัญหาการล็อกสเปกที่เคยเกิดขึ้นกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ในตัว
เมื่อถามถึงเทรนด์เทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพแข่งขันได้ในระยะใกล้ ดร.กริชผกา ยกให้ Health and Wellness เป็นอันดับแรก โดยอ้างอิงรายงาน Global Startup Ecosystem Index 2026 ของ StartupBlink ที่จัดอันดับให้ไทยเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกลุ่ม MedTech และอันดับ 8 ของโลก
ขณะที่กรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองอันดับ 1 ของอาเซียนด้านสตาร์ทอัพหุ่นยนต์ หรือ Robotics ซึ่ง ดร.กริชผกา มองว่าสอดคล้องกับจุดแข็งของไทยในอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมายาวนาน
เทรนด์ที่ 2 คือ Green Manufacturing ซึ่งรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero ดร.กริชผกา ชวนมองไปไกลกว่านั้นด้วยแนวคิด Nature Positive หรือ NatureTech ซึ่งไม่ใช่แค่การลดหรือชดเชยการปล่อยคาร์บอน แต่เป็นการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญเสียไปจากการทำธุรกิจให้กลับคืนมา
เธอยกตัวอย่างเทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม หรือ eDNA ที่สามารถตรวจน้ำทะเลเพื่อดูว่าต้องเติมสิ่งมีชีวิตชนิดใดกลับเข้าไป เพื่อให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองได้ พร้อมเผยว่า ศ.ดร.ยศชนัน สนับสนุนแนวคิดนี้ถึงขั้นอยากเปิดให้ไทยเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีจากทั่วโลก หรือ Living Lab
เทรนด์ถัดมาคือกลุ่มเกษตรและอาหารที่ผูกกันเป็นห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน ครอบคลุมตั้งแต่อาหารเฉพาะบุคคล โปรตีนสูง อาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงอาหารรองรับสังคมสูงวัยและตลาดสัตว์เลี้ยง หรือ Pet Economy ที่กำลังเติบโตเร็ว
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่ไทยควรเข้าไปมีส่วนร่วม รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ผูกกับนโยบาย Soft Power ซึ่ง ดร.กริชผกา มองว่าเป็นจุดแข็งที่ไทยมีความสามารถอยู่แล้ว
ดร.กริชผกา ทิ้งท้ายด้วยข้อความถึงผู้ประกอบการระยะเริ่มต้นว่า
น้องคือความหวังของประเทศ
เธออธิบายต่อว่า หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่าสตาร์ทอัพเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ และประเทศไทยจะไม่มีทางหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ หากโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ปรับมาพึ่งพา SME และสตาร์ทอัพมากขึ้น ตรงกับทิศทางเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14
เป้าหมายปลายทางของ ดร.กริชผกา ไม่ใช่แค่จำนวนสตาร์ทอัพที่เพิ่มขึ้น แต่คือการดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนให้ไหลเข้าสู่ระบบนิเวศมากขึ้น เพราะเงินลงทุนจากภาครัฐมีจำกัด
ส่วนสิ่งที่เธอยังอยากผลักดันต่อ คือการทำให้หน่วยงานภาครัฐเชื่อมโยงและบูรณาการงานร่วมกันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่งบประมาณของ NIA ถูกตัดลงมากในปีนี้ รวมถึงการผลักดันเรื่อง Legal Tech เพื่อลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจนวัตกรรม ซึ่ง NIA เตรียมเปิดเวทีพูดคุยรับฟังปัญหาที่เป็นอุปสรรคจริงจากผู้ประกอบการในระยะต่อไป
อ้างอิง : บทสัมภาษณ์ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดย Techsauce, พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569 ประกาศราชกิจจานุเบกษา 29 มิถุนายน 2569, StartupBlink Global Startup Ecosystem Index 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด