“ปีนี้จะเป็นปีที่ปั่นป่วนที่สุด และ AI เวฟนี้คือของจริงที่เป็นทั้งการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก” กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท KASIKORN Business-Technology Group (KBTG)

ในยุคที่ Generative AI ก้าวข้ามผ่านความตื่นเต้น มาสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวในปี 2026 นี้ โจทย์ใหญ่ของผู้นำองค์กรไม่ใช่การตั้งคำถามว่า “จะเริ่มใช้ AI เมื่อไหร่” แต่คือการหาคำตอบว่า “จะใช้ AI อย่างไรให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน”
ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 ที่ผ่านมา คุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) ได้ขึ้นมาแชร์มุมมองที่น่าสนใจภายใต้หัวข้อ AI ครองโลกธุรกิจ: เทรนด์ AI สำหรับธุรกิจจะไปยังไงต่อ? ซึ่งถือเป็นเข็มทิศสำคัญสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องเผชิญกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากกว่าที่เคย
Techsauce สรุปประเด็นสำคัญและ Deep Insights จาก Session นี้มาให้แล้ว !
คุณกระทิง ได้ทิ้งระเบิดความคิดลูกใหญ่ที่เก็บตกมาจาก Davos และ World Economic Forum โดยชี้ให้เห็นว่าเราได้ผ่านจุดหักศอกแรกของทศวรรษมาแล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่จุดที่ AI จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรืออากาศหายใจ
คุณกระทิงชี้ให้เห็นว่า AI ได้ขยับฐานะจากการเป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ขึ้นไปสู่การเป็น National Asset หรือสินทรัพย์ระดับชาติ ปัจจุบันมหาอำนาจทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป กำลังเร่งสร้างประชาธิปไตยทาง AI เพื่อลดการพึ่งพาขั้วอำนาจเดิม เพราะในโลกยุคใหม่ ใครที่เสียเอกราชทาง AI ไป จะลงเอยด้วยการเป็นเพียงผู้บริโภคที่ต้องจ่ายค่าส่วยทางเทคโนโลยีไปวัน ๆ
ประเด็นที่น่าสนใจคือ AI ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยโค้ดเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกโยงกับทรัพยากรทางกายภาพอย่างมหาศาล เช่น วิกฤตพลังงานและทรัพยากร เพราะการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลและทรัพยากรน้ำในการหล่อเย็นเดต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับนโยบายชาติ
รวมถึงเมื่อ AI กลายเป็นตัวแปรสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใครที่มี AI Infrastructure ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมมีอำนาจต่อรองที่สูงกว่าในเวทีโลก
ดังนั้น การที่ยุโรปและกลุ่มประเทศมหาอำนาจเริ่มขยับตัวสร้างโมเดลและห่วงโซ่อุปทาน AI ของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ธุรกิจไทยต้องเริ่มมองหาการสร้าง National Asset ของตนเอง
"Digital Transformation ตายไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว" คือประโยคที่กระตุกความคิดคนฟังได้เป็นอย่างดี คุณกระทิงอธิบายว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Agentic Enterprise หรือองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนท์อัจฉริยะ (AI Agents) ที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ตอบคำถาม แต่มีหน้าที่ลงมือทำและตัดสินใจในกระบวนการธุรกิจจริง ๆ
ความน่ากลัวและน่าทึ่งของบริษัทที่เป็น AI-Native ในปี 2026 คือประสิทธิภาพที่มนุษย์แบบเดิมตามไม่ทัน จากสถิติพบว่าบริษัทรุ่นใหม่ใช้พนักงานเพียง 100 คน แต่สร้างรายได้ทะลุ 100 ล้านเหรียญได้ภายในเวลาเพียง 3.5 ปี โดยมี AI เป็นขุมพลังหลักในการเขียนซอฟต์แวร์กว่า 36%
ปีที่ผ่านมาหลายบริษัทอาจจะแค่ลองทดสอบ AI ดูว่าทำอะไรได้บ้าง แต่ปี 2026 คือปีที่ผู้บริหารและฝ่ายการเงินจะเริ่มถามหากำไร และความคุ้มค่า (ROI) อย่างจริงจัง ใครที่ลงทุนไปแล้วยังเห็นผลไม่ชัดเจนจะเริ่มอยู่ยาก
จากข้อมูลของคุณกระทิงชี้ว่า ปัจจุบัน CIO หรือหัวหน้าทีมไอทีส่วนใหญ่ถูกสั่งให้ทำโปรเจกต์ AI ที่ต้องเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เช่น ผลลัพธ์เป็นตัวเงินหรือความประหยัดภายในครึ่งปี ซึ่งคุณกระทิงแนะนำว่า ช่วงที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไวแบบนี้ ให้คบ AI หลาย ๆ เจ้า อย่าเพิ่งปักใจเชื่อค่ายใดค่ายหนึ่งเพียงเจ้าเดียว เพื่อให้ธุรกิจยืดหยุ่นที่สุด
ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องรู้ในปี 2026 คือ เลิกทำหรือใช้ AI เพื่อแสดงตัวว่าอยู่ในเทรนด์ แต่ต้องทำเพื่อลดต้นทุน หรือเพิ่มรายได้ให้เห็นผลจริง ๆ ภายในเวลาสั้นที่สุด อย่างน้อยคือ 6 เดือน
เทรนด์ใหม่คือ World Model คือ AI ที่เข้าใจโลกกายภาพ (เช่น รู้จักถนน รู้สภาพแวดล้อมเหมือนมนุษย์) ซึ่งจะเปลี่ยนโลกของหุ่นยนต์และรถยนต์ไร้คนขับ และเมื่อมันเก่งขึ้นขนาดนี้ หลักการที่ใช้ควบคุม จึงสำคัญมาก เพราะ AI ที่ฉลาดเกินไปอาจอันตรายพอ ๆ กับนิวเคลียร์หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี
ดังนั้น ในปีนี้ยิ่งเราเห็นว่า AI ฉลาดและทำงานเร็วเท่าไหร่ การมีกรอบหรือระบบควบคุมความปลอดภัย ยิ่งต้องแข็งแรงเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่คุมไม่ได้
ตอนนี้ 36% ของซอฟต์แวร์ถูกเขียนด้วย AI เรียบร้อยแล้ว ต่อไปบริษัทที่มีทีมไอทีเก่งๆ จะไม่ยอมจ่ายเงินซื้อโปรแกรมสำเร็จรูป หรือ SaaS แพง ๆ แต่จะใช้ AI สร้างระบบขึ้นมาใช้เองเฉพาะทาง และคุณกระทิงชี้ว่า นี่คือการ Disrupt ครั้งใหญ่ของวงการซอฟต์แวร์โลก
ธุรกิจจึงต้องเตรียมรับมือกับซอฟต์แวร์ยุคใหม่ที่สร้างได้เองและปรับแต่งได้ตามใจ ด้วยพลัง AI
สุดท้ายแล้ว AI อาจจะเข้ามา Re-shape โลกธุรกิจไปไกลแค่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถพรากไปจากเราได้ นั่นคือ ความเป็นมนุษย์
คุณกระทิงทิ้งทายไว้อย่างน่าสนใจว่า ในปี 2026 ทักษะที่เราเคยมีเกือบ 50% อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป หน้าที่ของเราไม่ใช่การแข่งกับหุ่นยนต์ในงานซ้ำซาก แต่คือการยกระดับตัวเองขึ้นเป็น AI Orchestrator หรือผู้คุมวงออเคสตราที่รู้จักใช้ AI ให้ถูกจังหวะ ท่ามกลางสมรภูมินี้ ผู้ชนะที่แท้จริงคือ ธุรกิจที่รู้เทค และคนเทคที่เข้าใจธุรกิจ ที่มี Human Judgement และความเห็นอกเห็นใจเป็นอาวุธลับ... เพราะในโลกที่ AI ครองเมือง คนที่ยืนหยัดได้นานที่สุด คือคนที่รู้จักใช้ AI
ข้อมูลจาก เซสชั่น AI ครองโลกธุรกิจ: เทรนด์ AI สำหรับธุรกิจจะไปยังไงต่อ ? ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด