สรุปจบใน 5 ประเด็นสำคัญ เปลี่ยนการทำธุรกิจนับจากนี้ ฉบับกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล

“ปีนี้จะเป็นปีที่ปั่นป่วนที่สุด และ AI เวฟนี้คือของจริงที่เป็นทั้งการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก” กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท KASIKORN Business-Technology Group (KBTG)

ในยุคที่ Generative AI ก้าวข้ามผ่านความตื่นเต้น มาสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวในปี 2026 นี้ โจทย์ใหญ่ของผู้นำองค์กรไม่ใช่การตั้งคำถามว่า “จะเริ่มใช้ AI เมื่อไหร่” แต่คือการหาคำตอบว่า “จะใช้ AI อย่างไรให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน”

ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 ที่ผ่านมา คุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) ได้ขึ้นมาแชร์มุมมองที่น่าสนใจภายใต้หัวข้อ AI ครองโลกธุรกิจ: เทรนด์ AI สำหรับธุรกิจจะไปยังไงต่อ? ซึ่งถือเป็นเข็มทิศสำคัญสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องเผชิญกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากกว่าที่เคย

Techsauce สรุปประเด็นสำคัญและ Deep Insights จาก Session นี้มาให้แล้ว !

สรุป 5 ประเด็นสำคัญที่จะเปลี่ยนนิยามการทำธุรกิจนับจากนี้

คุณกระทิง ได้ทิ้งระเบิดความคิดลูกใหญ่ที่เก็บตกมาจาก Davos และ World Economic Forum โดยชี้ให้เห็นว่าเราได้ผ่านจุดหักศอกแรกของทศวรรษมาแล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่จุดที่ AI จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรืออากาศหายใจ

1. AI Sovereignty: สงครามแย่งชิงเอกราชทางดิจิทัล

คุณกระทิงชี้ให้เห็นว่า AI ได้ขยับฐานะจากการเป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ขึ้นไปสู่การเป็น National Asset หรือสินทรัพย์ระดับชาติ ปัจจุบันมหาอำนาจทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป กำลังเร่งสร้างประชาธิปไตยทาง AI เพื่อลดการพึ่งพาขั้วอำนาจเดิม เพราะในโลกยุคใหม่ ใครที่เสียเอกราชทาง AI ไป จะลงเอยด้วยการเป็นเพียงผู้บริโภคที่ต้องจ่ายค่าส่วยทางเทคโนโลยีไปวัน ๆ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ AI ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยโค้ดเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกโยงกับทรัพยากรทางกายภาพอย่างมหาศาล เช่น วิกฤตพลังงานและทรัพยากร เพราะการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลและทรัพยากรน้ำในการหล่อเย็นเดต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับนโยบายชาติ

รวมถึงเมื่อ AI กลายเป็นตัวแปรสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใครที่มี AI Infrastructure ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมมีอำนาจต่อรองที่สูงกว่าในเวทีโลก

ดังนั้น การที่ยุโรปและกลุ่มประเทศมหาอำนาจเริ่มขยับตัวสร้างโมเดลและห่วงโซ่อุปทาน AI ของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ธุรกิจไทยต้องเริ่มมองหาการสร้าง National Asset ของตนเอง

2. จาก Digital Transformation สู่ยุคของ Agentic Enterprise

"Digital Transformation ตายไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว" คือประโยคที่กระตุกความคิดคนฟังได้เป็นอย่างดี คุณกระทิงอธิบายว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Agentic Enterprise หรือองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนท์อัจฉริยะ (AI Agents) ที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ตอบคำถาม แต่มีหน้าที่ลงมือทำและตัดสินใจในกระบวนการธุรกิจจริง ๆ

ความน่ากลัวและน่าทึ่งของบริษัทที่เป็น AI-Native ในปี 2026 คือประสิทธิภาพที่มนุษย์แบบเดิมตามไม่ทัน จากสถิติพบว่าบริษัทรุ่นใหม่ใช้พนักงานเพียง 100 คน แต่สร้างรายได้ทะลุ 100 ล้านเหรียญได้ภายในเวลาเพียง 3.5 ปี โดยมี AI เป็นขุมพลังหลักในการเขียนซอฟต์แวร์กว่า 36%

3. ปีแห่งการวัดผล ROI เลิกทดลองแล้วทำจริง

ปีที่ผ่านมาหลายบริษัทอาจจะแค่ลองทดสอบ AI ดูว่าทำอะไรได้บ้าง แต่ปี 2026 คือปีที่ผู้บริหารและฝ่ายการเงินจะเริ่มถามหากำไร และความคุ้มค่า (ROI) อย่างจริงจัง ใครที่ลงทุนไปแล้วยังเห็นผลไม่ชัดเจนจะเริ่มอยู่ยาก

จากข้อมูลของคุณกระทิงชี้ว่า ปัจจุบัน CIO หรือหัวหน้าทีมไอทีส่วนใหญ่ถูกสั่งให้ทำโปรเจกต์ AI ที่ต้องเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เช่น ผลลัพธ์เป็นตัวเงินหรือความประหยัดภายในครึ่งปี ซึ่งคุณกระทิงแนะนำว่า ช่วงที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไวแบบนี้ ให้คบ AI หลาย ๆ เจ้า อย่าเพิ่งปักใจเชื่อค่ายใดค่ายหนึ่งเพียงเจ้าเดียว เพื่อให้ธุรกิจยืดหยุ่นที่สุด

ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องรู้ในปี 2026 คือ เลิกทำหรือใช้ AI เพื่อแสดงตัวว่าอยู่ในเทรนด์ แต่ต้องทำเพื่อลดต้นทุน หรือเพิ่มรายได้ให้เห็นผลจริง ๆ ภายในเวลาสั้นที่สุด อย่างน้อยคือ  6 เดือน

4. AI เข้าใจโลกจริงและความปลอดภัยที่ต้องคุม

เทรนด์ใหม่คือ World Model คือ AI ที่เข้าใจโลกกายภาพ (เช่น รู้จักถนน รู้สภาพแวดล้อมเหมือนมนุษย์) ซึ่งจะเปลี่ยนโลกของหุ่นยนต์และรถยนต์ไร้คนขับ และเมื่อมันเก่งขึ้นขนาดนี้ หลักการที่ใช้ควบคุม จึงสำคัญมาก เพราะ AI ที่ฉลาดเกินไปอาจอันตรายพอ ๆ กับนิวเคลียร์หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี

ดังนั้น ในปีนี้ยิ่งเราเห็นว่า AI ฉลาดและทำงานเร็วเท่าไหร่ การมีกรอบหรือระบบควบคุมความปลอดภัย ยิ่งต้องแข็งแรงเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่คุมไม่ได้

5. ยุคที่ซอฟต์แวร์ถูกเขียนโดย AI (36% และกำลังพุ่งสูง)

ตอนนี้ 36% ของซอฟต์แวร์ถูกเขียนด้วย AI เรียบร้อยแล้ว ต่อไปบริษัทที่มีทีมไอทีเก่งๆ จะไม่ยอมจ่ายเงินซื้อโปรแกรมสำเร็จรูป หรือ SaaS แพง ๆ แต่จะใช้ AI สร้างระบบขึ้นมาใช้เองเฉพาะทาง และคุณกระทิงชี้ว่า นี่คือการ Disrupt ครั้งใหญ่ของวงการซอฟต์แวร์โลก

ธุรกิจจึงต้องเตรียมรับมือกับซอฟต์แวร์ยุคใหม่ที่สร้างได้เองและปรับแต่งได้ตามใจ ด้วยพลัง AI


สุดท้ายแล้ว AI อาจจะเข้ามา Re-shape โลกธุรกิจไปไกลแค่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถพรากไปจากเราได้ นั่นคือ ความเป็นมนุษย์

คุณกระทิงทิ้งทายไว้อย่างน่าสนใจว่า ในปี 2026 ทักษะที่เราเคยมีเกือบ 50% อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป หน้าที่ของเราไม่ใช่การแข่งกับหุ่นยนต์ในงานซ้ำซาก แต่คือการยกระดับตัวเองขึ้นเป็น AI Orchestrator หรือผู้คุมวงออเคสตราที่รู้จักใช้ AI ให้ถูกจังหวะ ท่ามกลางสมรภูมินี้ ผู้ชนะที่แท้จริงคือ ธุรกิจที่รู้เทค และคนเทคที่เข้าใจธุรกิจ ที่มี Human Judgement และความเห็นอกเห็นใจเป็นอาวุธลับ... เพราะในโลกที่ AI ครองเมือง คนที่ยืนหยัดได้นานที่สุด คือคนที่รู้จักใช้ AI

ข้อมูลจาก เซสชั่น AI ครองโลกธุรกิจ: เทรนด์ AI สำหรับธุรกิจจะไปยังไงต่อ ? ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Samsung เปิดวิสัยทัศน์ ปี 2569 เปลี่ยนบ้านเป็น ‘AI Living’ ยกระดับบ้าน ทีวี มือถือให้เป็นเพื่อนคู่คิด ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ผู้ใช้มากยิ่งขึ้น

วิสัยทัศน์ Samsung 2026 เปลี่ยนบ้านเป็น AI Living เชื่อมต่อ 37 ล้านดีไวซ์ในไทย ชูนวัตกรรม Vision AI Companion บนทีวี และ Bespoke AI ผสาน Google Gemini ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย...

Responsive image

เจาะลึก ARAYA Industrial and Logistics Hub ฮับใหม่ย่านบางนา-ตราด ดันไทยสู่ศูนย์กลางซัพพลายเชนโลก ด้วยแนวคิด Industrial-Tech Ecosystem

อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ได้ขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ 'ARAYA Industrial and Logistics Hub' ฮับซัพพลายเชนดีไซน์อัจฉริยะที่เน้นความยืดหยุ่นสูงสุด ตอบโจทย์เทรนด์โล...

Responsive image

เจาะลึกทิศทางกรุงศรีปี 2569 ชูกลยุทธ์ ‘ONE Krungsri’ ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน พร้อมดันเป้า ESG 3.5 แสนล้าน

เจาะลึกแผน ‘Krungsri 2026’ เตรียมยุบ 4 แอปฯ เหลือ One Super App ภายในปี 2027 พร้อมขยับเป้า ESG สู่ 3.5 แสนล้านบาท และรื้อระบบ Core Banking ใหม่ด้วย AI เพื่อความยั่งยืน...