
หนึ่งในประเด็นร้อนแรงที่สุดจากงาน World Economic Forum (WEF) ปี 2026 คือคำถามที่ว่า EV จะครองโลกได้จริงหรือ ?
เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นบรรยากาศการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างมหาอำนาจอย่างจีน และสหรัฐฯ ซึ่งดูเหมือนว่าเกมนี้อาจไม่ได้วัดกันแค่ที่รถ แต่กำลังวัดกันที่ ความนิ่งของนโยบาย และต้นน้ำอย่างเหมืองแร่
ในหัวข้อ Can EVs Really Dominate ของงาน WEF 2026 ได้รวมเอาตัวหลักจากทุกภาคส่วนมาร่วมพูดคุยกัน ทั้ง Gretchen Whitmer ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน (ศูนย์กลางยานยนต์สหรัฐฯ), Stella Li แม่ทัพใหญ่จาก BYD, Gustavo Pimenta CEO ของ Vale ยักษ์ใหญ่ด้านเหมืองแร่ และ Elaine Buckberg อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ GM
ทำไมจึนถึงนำหน้าในโลก EV ?

Stella Li จาก BYD ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า กุญแจสำคัญไม่ใช่แค่เงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่คือความชัดเจนและความต่อเนื่องของจีน
รัฐบาลจีนมุ่งมั่นกับนโยบาย New Energy Vehicle มาตลอด 20 ปีไม่เคยเปลี่ยนทิศทาง ทำให้ภาคเอกชนกล้าทุ่มงบ R&D และสร้าง Ecosystem จนเกิดการแข่งขันที่ดุเดือดภายในประเทศ ซึ่งผลักดันให้เกิดนวัตกรรมระดับโลกมากมาย โดยไม่ต้องง้อเงินอุดหนุนอีกต่อไป ซึ่งเห็นได้จากปี 2025 ที่ผ่านมาที่อัตราการใช้งานรถ EV ในจีนพุ่งทะลุ 52% แซงหน้ารถสันดาปไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในทางกลับกัน ฝั่งสหรัฐฯ ที่มีตัวแทนอย่าง Gretchen Whitmer ยอมรับว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมือง นโยบายระดับชาติมีการเปลี่ยนไปมา ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้นักลงทุนเป็นอย่างมาก
แม้รัฐมิชิแกนจะพยายามผลักดันเต็มที่ในเรื่องของ EV แต่ด้วยความไม่แน่นอนจากรัฐบาลกลาง ทำให้เกิดอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐฯ ไม่กล้า All-in เหมือนกับจีน

เมื่อพูดถึง EV เรามักมองแค่ตัวรถ แต่ Gustavo Pimenta จาก Vale พยายามเตือนสติโลกว่า สิ่งที่น่าจับตามองกว่าคือ แร่ ไม่มีแร่ ก็ไม่มี EV เพราะ 50-60% ของต้นทุนแบตเตอรี่มาจากแร่ธาตุ และความท้าทายของการทำแบตเตอรี่ก็คือ ‘เวลา’
การจะเปิดเหมืองใหม่สักแห่งต้องใช้เวลากว่า 15 ปี ตั้งแต่การสำรวจจนถึงเริ่มผลิต ในขณะที่ความต้องการ Lithium, Cobalt และ Nickel (ส่วนประกอบสำคัญของการผลิตแบตเตอรี่รถ EV) พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
แต่ Gustavo บอกว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของโลก EV ไม่ใช่การขาดแคลนแร่ในธรรมชาติ แต่คือขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า และภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมเหมืองที่ติดลบในสายตาสังคม เขาจึงเสนอว่าโลกต้องช่วยกันทำเหมืองให้เป็นเรื่องที่รวดเร็วและตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้ราคา EV ค้างเติ่งเพราะต้นทุนวัตถุดิบ
ที่คือโจทย์ใหญ่ที่โลกต้องแก้ จะทำอย่างไรให้การทำเหมืองเป็นเรื่องรวดเร็ว และยั่งยืนไปพร้อมกัน
ความกังวลของผู้ใช้ EV ในยุคก่อน ๆ คือ Range Anxiety หรือความกังวลด้านระยะทางที่จำกัด กลัวแบตหมดกลางทาง แต่ Stella Li จากฝั่ง BYD บอกว่าความกังวลนี้จะถูกทำลายด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่าง Flash Charging ซึ่งมีกำลังจ่ายไฟระดับ 1 เมะวัตต์ ชาร์จเพียง 5 นาที แต่รถจะวิ่งได้ไกล 400 กิโลเมตร ทำให้การชาร์จรถ EV รวดเร็วแทบไม่ต่างจากการเติมน้ำมันแล้ว

Elaine Buckberg เสริมว่า Solid State Battery กำลังเริ่มเข้าสู่ตลาด ซึ่งจะยกระดับประสิทธิภาพการชาร์จแบตเตอรี่ขึ้นไปอีกขั้น
แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศที่นโยบายยังไม่นิ่ง หรือโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม Stella Li มองว่ารถ Plug-in Hybrid (PHEV) คือทางออกที่ดีที่สุดในระยะ 5-10 ปีนี้ โดยรุ่นใหม่ๆ สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลและประหยัด ซึ่งในยุโรปยอดขาย PHEV ก็เติบโตขึ้นเกือบเท่าตัวในปีที่ผ่านมา
ตัวแทนจากแต่ละที่มองว่า อนาคตระยะยาวน่าจะหนีไม่พ้น EV เพราะปลายทางของเทคโนโลยีนี้คือ Autonomous Driving หรือรถยนต์ไร้คนขับ และต้องมาคู่กับรถ EV เท่านั้น เพราะระบบประมวลผลต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล และ EV ก็ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างดี
โดยมองว่า รถยนต์ไร้คนขับไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง แต่ยังช่วยลดสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้อีกด้วย โดย BYD อ้างข้อมูลจากสหรัฐฯ และทั่วโลกว่ามีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งระบบอัตโนมัติจะลดอุบัติเหตุได้ 40%
ซึ่งในระยะสั้น โลกของรถยนต์จะแบ่งออกเป็น 2 โซนคือ โซนที่พร้อม (เช่น จีน สแกนดิเนเวีย) จะกลายเป็นประเทศที่ใช้รถ EV ล้วน ส่วนในโซนที่เหลือ PHEV น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจระหว่างรอเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน และรอโครงสร้างพื้นฐานในประเทศนั้น ๆ เสร็จสิ้น
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด