
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เกือบ 9 ใน 10 คนทั่วโลกกำลังมองเศรษฐกิจในอีก 12 เดือนข้างหน้าด้วยสายตาที่ไม่สดใสนัก ราว 94% เชื่อว่าเงินเฟ้อโลกจะสูงขึ้น และแม้ราว 92% มั่นใจว่าการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) จะแพร่หลายขึ้น แต่ความหวังว่าจะได้เห็นผลตอบแทนด้านผลิตภาพจากมันกลับถูกเลื่อนออกไปไกลกว่าเดิม จากที่เคยคาดว่าจะเห็นผลภายใน 1-2 ปี ตอนนี้ขยับเป็น 3 ปีขึ้นไป ตัวเลขชุดนี้มาจากรายงาน Chief Economists Outlook ของ World Economic Forum (WEF) ที่สำรวจก่อนงานเพียงเดือนเดียว และกลายเป็นจุดตั้งต้นของวงเสวนาหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก
บนเวที Chief Economists Briefing ในงาน Annual Meeting of the New Champions 2026 (AMNC 2026) หรือที่หลายคนเรียกกันว่า Summer Davos ที่ประเทศจีน คณะนักเศรษฐศาสตร์จากหลายภูมิภาคมาแลกเปลี่ยนกันว่าเศรษฐกิจโลกกำลังยืนอยู่ตรงไหน ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางส่งแรงสะเทือนถึงตลาดและราคาพลังงาน การแยกขั้วทางภูมิเศรษฐศาสตร์ทวีความเข้มข้น และคลื่น AI กำลังเปลี่ยนสมการการเติบโต Techsauce เรียบเรียงสาระสำคัญจากวงนี้ภายใต้กฎ Chatham House Rule จึงขอนำเสนอเฉพาะเนื้อหาโดยไม่ระบุชื่อผู้พูดเป็นรายบุคคล

ในมุมของจีน เงินเฟ้อที่ขยับขึ้นกลับเป็นข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย วงเสวนาชี้ว่าดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index หรือ PPI) ของจีนติดลบต่อเนื่องมานานถึง 4 ปี และเพิ่งกลับมาเป็นบวกในปีนี้ ส่วนเงินเฟ้อผู้บริโภคก็ขยับจากราว 0% เมื่อปีก่อนมาอยู่ที่ 1.2% ตัวเลขระดับนี้ถ้าไปอยู่ในสหรัฐฯ หรือยุโรปที่เงินเฟ้อแตะ 3-5% คงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง แต่สำหรับจีนมันคือสัญญาณที่ช่วย 'ลบล้างความคาดหวังว่าจะเกิดภาวะเงินฝืด' ที่ฝังรากมานาน แม้ต้นตอหลักจะมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หรือเงินเฟ้อนำเข้าซึ่งเป็นแรงกระแทกจากฝั่งอุปทานก็ตาม
จากนั้นวงเสวนาวิเคราะห์ว่าหัวใจของเศรษฐกิจจีนเวลานี้คือ '3 ความย้อนแย้งที่ตัดกันอย่างชัดเจน' ความย้อนแย้งแรกคืออุตสาหกรรมใหม่ปะทะอุตสาหกรรมดั้งเดิม ฝั่งที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทั้งโมเดลภาษา ชิป และพลังงานใหม่ กำลังโตแบบเลขสองหลัก บางเซ็กเตอร์ส่งออกพุ่ง 30-40% จนเวลาพูดถึงแนวหน้าวงการ AI ก็เหลือแค่จีนกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่อีกฝั่งอย่างอสังหาริมทรัพย์ยังติดลบเลขสองหลักทั้งการลงทุนและยอดขาย กลายเป็นตัวถ่วงสำคัญ
ความย้อนแย้งที่สองคือฝั่งอุปทานปะทะฝั่งอุปสงค์ การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังโตราว 6-7% แต่ฝั่งความต้องการกลับอ่อนแรง ทั้งการบริโภคและการลงทุนล่าสุดเดือนพฤษภาคมติดลบทั้งคู่ ยอดค้าปลีกหดตัว 0.6% ส่วนการลงทุนก็ลดลงเช่นกัน และความย้อนแย้งที่สามคือภายนอกปะทะภายใน ด้านการส่งออกแข็งแกร่งโตราว 10% ทุนสำรองระหว่างประเทศขยับขึ้นแตะ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินหยวน (renminbi) แข็งค่า แต่อุปสงค์ในประเทศกลับซบเซาและติดลบ
ที่น่าสนใจคือ วงเสวนามองว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้กระทบจีนรุนแรงอย่างที่หลายคนคิด เพราะจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีกำลังการผลิตเหลือเฟือและผลิตของส่วนใหญ่ได้เองในประเทศ เหตุการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จึงแทบไม่กระเทือนจีน ซ้ำยังอาจดันให้การส่งออกของจีนโตขึ้นไปอีก

ภาพของสหรัฐฯ ถูกฉุดไปคนละทาง ด้านหนึ่งคือคลื่น AI และการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ดันการเติบโตอย่างชัดเจน วงเสวนาประเมินว่า 'ราวครึ่งหนึ่งของการเติบโตด้านการใช้จ่ายในประเทศของสหรัฐฯ เมื่อปีก่อนมาจาก AI และการสร้างศูนย์ข้อมูล' อีกด้านหนึ่งคือวิกฤตในตะวันออกกลาง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิไปแล้ว ผลกระทบจึงมาทางช่องทางราคาเป็นหลัก และดันเงินเฟ้อขึ้นไปเกิน 4%
ผลคือธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) เพิ่งถอดท่าทีผ่อนคลายนโยบายออกไป และเอนไปทางเข้มงวดมากขึ้น แม้จะยังคงดอกเบี้ยแบบคงไว้เชิงเหยี่ยวไปจนสิ้นปี แต่มีความเป็นไปได้สูงขึ้นว่าการขยับครั้งถัดไปอาจเป็นการขึ้นดอกเบี้ย กระนั้นเศรษฐกิจโดยรวมยังโตราว 2% และอยู่ใกล้ระดับการจ้างงานเต็มที่ด้วยอัตราว่างงานเพียง 4.3% วงเสวนาสรุปว่าภาพมหภาคยังดูดี เพียงแต่ยืนอยู่บนฐานที่ค่อนข้างแคบ และในระยะกลางการลงทุน AI จะยังเดินหน้าต่อ โดยหวังว่าสักวันจะแปรเป็นผลิตภาพที่จับต้องได้
แอฟริกา: เงินเฟ้อที่ 'เหนียวและคลายตัวช้า' กับบทเรียนเรื่องความมั่นคงทางพลังงานวงเสวนาเปิดด้วยข้อแม้ว่าแอฟริกามีถึง 54 ประเทศ ข้อตกลงที่เกิดวันนี้ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้จะยังอยู่ จึงเลือกโฟกัสที่ข้อมูลจริงและมองข้ามเสียงรบกวนของวิกฤต ภาพที่เห็นคือผลกระทบค่อนข้างเป็นสากลกับทุกประเทศ ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าน้ำมัน เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้เงินเฟ้อด้านเชื้อเพลิงเริ่มลามไปยังค่าขนส่งที่พุ่งขึ้นชัดเจน แม้แต่ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิซึ่งปกติจะได้ประโยชน์ก็ยังเจอเงินเฟ้อสูงขึ้น และเริ่มทะลักเข้าสู่หมวดที่สำคัญที่สุดอย่างอาหาร ซึ่งกินสัดส่วนใหญ่ในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index หรือ CPI) ของภูมิภาค จนกลายเป็นปัญหาค่าครองชีพที่จับต้องได้จริง
ประเด็นที่วงเน้นย้ำคือ ต่อให้ข้อตกลงหยุดยิงที่กำลังเจรจากันในสัปดาห์นั้นอยู่รอด เศรษฐกิจก็ไม่น่าจะกลับสู่ภาวะปกติก่อนวิกฤตได้ง่าย ๆ เพราะบทเรียนจากวิกฤตในอดีตชี้ว่าเงินเฟ้อในภูมิภาคนี้มีลักษณะ 'เหนียวและคลายตัวช้ามาก' อาจใช้เวลาถึง 3 ปีหรือมากกว่านั้นกว่าผลกระทบจะคลี่คลายเต็มที่ ซึ่งย่อมกดให้แนวโน้มการเติบโตอ่อนลงตามไปด้วย
วงเสวนายังแยกความแตกต่างของแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ที่สัมผัสกับช่องแคบฮอร์มุซโดยตรงมากกว่า ราว 70% ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นที่เข้าสู่แอฟริกาตะวันออกต้องผ่านช่องแคบนี้ ขณะที่ปุ๋ยก็เป็นอีกจุดเปราะบาง อย่างซูดานนำเข้าปุ๋ยกว่า 50% ผ่านจุดคอขวดเดียวกันนี้ ความกังวลจึงพุ่งไปที่ฤดูกาลเพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตรในวงกว้าง สุดท้ายแล้ว โจทย์ที่ชัดเจนที่สุดของวิกฤตรอบนี้คือเงินเฟ้อและสิ่งที่ธนาคารกลางต้องทำเพื่อรับมือ ซึ่งจะเป็นตัวกดแนวโน้มการเติบโตต่อไป ไม่ว่าวิกฤตจะคลี่คลายเมื่อไรก็ตาม

คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือ AI จะให้ผลตอบแทนด้านผลิตภาพเมื่อไร วงเสวนาตอบตรง ๆ ว่า AI น่าจะ 'ทำให้ผิดหวังในระยะสั้น แต่จะมีผลที่มีความหมายมากขึ้นในระยะยาว' ทั้งในแง่การบัญชีการเติบโตและในแง่พลังเปลี่ยนเกม
ลองคิดแบบบัญชีการเติบโต สมมติว่า AI ช่วยเพิ่มการเติบโตด้านผลิตภาพเพียงปีละ 0.5% เมื่อทบไป 10 ปีก็จะเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจมากกว่า 5% ตัวเลขนี้ไม่ใช่ยูโทเปีย แต่ก็ไม่ใช่เศษทศนิยมที่ตัดทิ้งได้ มันอาจไม่ได้แก้ปัญหาระบบบำนาญทั้งหมด แต่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพ และทำให้โจทย์หนี้สินกับสังคมสูงวัยดูไม่น่าปวดหัวเท่าเดิม
แล้วเราเห็นมันในข้อมูลแล้วหรือยัง? อย่างน้อยในสหรัฐฯ ซึ่งอยู่แนวหน้าของการพัฒนา AI ผลิตภาพแรงงานเริ่มกระเตื้องขึ้นเมื่อเทียบกับแนวโน้มก่อนโควิด แต่ก็มีคำอธิบายอื่นปนอยู่ ทั้งบูมการลงทุนที่ดันการใช้จ่ายด้านทุนให้สูงขึ้น การโยกย้ายแรงงาน และการกลับสู่ภาวะปกติหลังการระบาด วงเสวนาจึงบอกว่าเรื่องนี้ยังสรุปไม่ได้ชัดเจน
จุดที่ชวนตื่นเต้นที่สุดคือศักยภาพของ AI ในการเสริมพลังการสร้างนวัตกรรม เปรียบเหมือนกล้องจุลทรรศน์ที่ขยายสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์มองเห็น หรือคอมพิวเตอร์ที่ขยายขีดการคำนวณ AI ก็อาจเสนอสมมติฐาน ออกแบบโปรตีน หรือพิสูจน์ทฤษฎีในแบบที่มนุษย์ยังทำไม่ได้ ข่าวที่ AI แก้โจทย์คณิตศาสตร์ซึ่งมนุษย์ติดมานานหลายสิบปีได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพด้านบวกนี้ แม้จะยังเป็นแค่เรื่องเล่าเฉพาะกรณี ไม่ใช่เทรนด์ที่เห็นในสถิติการวิจัยและพัฒนา (Research and Development หรือ R&D) ในวงกว้าง
ตัวอย่างที่ถูกหยิบมาคือ AlphaFold ระบบ AI ทำนายโครงสร้างโปรตีนของ Google ที่ทำให้งานวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับโปรตีนซึ่งเคยถูกมองข้ามเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับยังไม่เห็นการนำโปรตีนเหล่านั้นไปทดลองใช้ในการวิจัยยาเพิ่มขึ้นตาม สะท้อนว่ายังมี 'คอขวดในขั้นปลายน้ำ' ขวางอยู่ บทสรุปของวงคือ ควรมองผลในระยะสั้นอย่างสมจริง แต่ในเชิงสะสมก็มีเหตุผลพอจะคาดหวังผลิตภาพที่มีความหมายในระดับเดียวกับเทคโนโลยีพลิกโลกในอดีต ดังที่ผู้ร่วมวงทิ้งท้ายว่า 'นี่ไม่ใช่การพยากรณ์ที่ควรเอาเงินบำนาญไปเดิมพัน แต่ก็เป็นความเป็นไปได้ที่จริงจังเกินกว่าจะมองข้าม'
เมื่อถูกถามถึงเทรนด์หรือความเสี่ยงที่ยังถูกพูดถึงน้อยเกินไป วงเสวนายกเรื่องความมั่นคงและความยืดหยุ่นทางพลังงานขึ้นมาก่อน บทเรียนจากวิกฤตหลายครั้งที่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ คือ 'บางครั้งเราต้องขยับจากการคิดเรื่องประสิทธิภาพไปสู่การเตรียมแผนสำรองและความยืดหยุ่น' บทสนทนาในแอฟริกาเวลานี้จึงวนอยู่กับคำถามว่าจะสร้างโรงกลั่นที่ไหน จะพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานและปุ๋ยได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกจับได้คาที่เมื่อวิกฤตหน้ามาเยือน คล้ายกับการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่กำลังนำไปสู่การจัดระเบียบตลาดพลังงานใหม่ซึ่งให้น้ำหนักกับความยืดหยุ่นมากขึ้น
อีกมุมที่วงเน้นคือความทนทานของระบบที่น่าประหลาดใจ ลองนึกว่าถ้ามีคนบอกล่วงหน้าเมื่อ 5 ปีก่อนว่าโลกจะเจอเงินเฟ้อหลังโควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามภาษีปีก่อน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซในปีนี้ แต่เศรษฐกิจมหภาคกลับผ่านมาได้โดยที่การเติบโตและการจ้างงานยังอยู่ในเกณฑ์ดี นี่คือความยืดหยุ่นที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไป
ในช่วงถาม-ตอบ ประเด็นการบริโภคที่ติดลบของจีนถูกหยิบขึ้นมา วงเสวนามองว่านี่ไม่ใช่จุดเริ่มของเทรนด์ระยะยาว เพราะรัฐบาลจีนคงไม่ปล่อยให้การเติบโตติดลบ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ไตรมาสแรกที่ดูน่าพอใจอาจทำให้เกิดความชะล่าใจ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังโตไม่ทันแผนแม้รายได้จะแข็งแกร่ง จึงคาดว่าหลังตัวเลขไตรมาสสองออกมา รัฐบาลน่าจะปล่อยมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศรอบใหม่ในไตรมาสสาม โดยเน้นการบริโภคภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยวและงานแข่งฟุตบอลที่ดึงนักท่องเที่ยวหลายแสนคนเข้าเมืองต่าง ๆ ทางตอนเหนือของจีน อย่างเมืองซูเชียน (Suqian) ที่มีคนแห่ไปชมการแข่งขันถึง 800,000 คน ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานที่เคยถูกครหาว่าลงทุนเกินตัว วันนี้กลับกลายเป็นแต้มต่อในยุค AI เพราะภาคพลังงานที่แข็งแรงทำให้จีนสร้างศูนย์ข้อมูลได้โดยแทบไม่สะดุด แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะมีปัญหา
อีกคำถามคือ ต้องเห็นสัญญาณอะไรก่อนดอกเบี้ยและเงินเฟ้อทั่วโลกจะเริ่มลดลง วงเสวนาชี้ว่าแรงกระแทกในตะวันออกกลางจะดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องดันให้เงินเฟ้อสูงตามเสมอไป เพราะราคาน้ำมันที่เคยพุ่งแตะ 120-130 ดอลลาร์ ตอนนี้ย่อลงมาอยู่ที่ 70-80 ดอลลาร์แล้ว เงินเฟ้ออาจลดลงด้วยซ้ำเมื่อทยอยสะท้อนในข้อมูล โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ว่าบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding หรือ MOU) ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะอยู่รอดหรือไม่ ถ้าราคาน้ำมันทรงตัวระดับนี้ เงินเฟ้อก็น่าจะถึงจุดสูงสุด อาจมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกสักครั้งสองครั้งจากธนาคารกลางใหญ่ ๆ ก่อนที่ Fed จะกลับมาลดดอกเบี้ยสู่ระดับเป็นกลางได้ในปีหน้า สิ่งที่ธนาคารกลางจับตาคือการคาดการณ์เงินเฟ้อ เพราะความกลัวที่แท้จริงเหมือนช่วงหลังโควิดคือ 'การที่ราคาขึ้นจนฝังเป็นความเคยชิน และกลายเป็นคำทำนายที่เป็นจริงด้วยตัวมันเอง' ถ้าคุมการคาดการณ์ตรงนี้ได้ ธนาคารกลางก็มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น
คำถามสุดท้ายแตะเรื่องความเป็นอิสระของระบบการเงิน เมื่อหลายฝ่ายเริ่มถอนตัวจากระบบเดิม ทั้งการซื้อขายน้ำมันด้วยเงินรูเบิลและเงินหยวน ไปจนถึงการหันไปใช้คริปโทเคอร์เรนซีแทนระบบ SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) วงเสวนามองว่าเงินหยวนกำลังมีบทบาทมากขึ้นชัดเจน ด้วยการส่งออกที่แข็งแกร่ง ดุลการค้าที่เกินดุล และทุนสำรองที่เพิ่มขึ้น เงินหยวนจึงน่าจะแข็งค่าต่อและถูกใช้ในวงกว้างขึ้น แต่กุญแจสำคัญจริง ๆ อยู่ที่จีนจะเดินหน้าเปิดเสรีบัญชีทุน (Capital Account Liberalization) เพื่อให้เงินหยวนแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรีเต็มที่เมื่อไร

คำถามปิดท้ายของวงคือ หลังผ่านมรสุมมาชุดใหญ่ เราสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้จริง หรือยังเปราะบางต่อแรงกระแทก คำตอบคือภาพที่ปนกันทั้งด้านดีและด้านร้าย ในมุมแอฟริกา โรงกลั่น Dangote ในไนจีเรียที่เพิ่งเดินเครื่องเมื่อปีก่อนกลายเป็นปัจจัยสร้างเสถียรภาพให้ทั้งไนจีเรียและแอฟริกาตะวันตก สวนทางกับฝั่งตะวันออกของทวีปที่ไม่มีโรงกลั่นเลย บทเรียนนี้กำลังผลักให้ภูมิภาคหันมาทำกระบวนการแปรรูปในพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น
อีกเสียงในวงเห็นด้วยเรื่องความทนทานที่ผ่านมา โดยชี้ว่าแม้แต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ยังไม่ดันราคาน้ำมันทะลุ 200 ดอลลาร์อย่างที่บางคนเคยทำนาย สะท้อนความสามารถในการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด แต่สิ่งที่ยังทำให้นอนไม่หลับคือระบบการเงิน เพราะวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในอดีตล้วนกระทบเศรษฐกิจจริงอย่างหนัก ทั้งมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวและรอยร้าวในตลาดสินเชื่อเอกชน (Private Credit) แม้ยังไม่ใช่สัญญาณว่าวิกฤตอยู่แค่เอื้อม แต่สิ่งเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นคำทำนายที่เป็นจริงด้วยตัวมันเองได้
อีกมุมหนึ่งออกตัวว่ามองโลกในแง่ร้ายขึ้นเล็กน้อย โดยเชื่อว่าโลกกำลังขยับออกจากฉันทมติวอชิงตัน (Washington Consensus) และการปิดช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นอีกตะปูที่ตอกฝาโลงของโลกาภิวัตน์ เช่นเดียวกับที่โลกเคยเรียนรู้ที่จะสะสมทุนสำรองเงินตราต่างประเทศหลังวิกฤตการเงินยุค 90 และ 2000 คราวนี้เราอาจต้องหันมาสะสมคลังสำรองพลังงาน เพราะกำลังเข้าสู่โลกที่เสี่ยงขึ้นและมีประสิทธิภาพน้อยลง
ปิดท้ายด้วยมุมจากจีนที่ย้ำถึงความเสี่ยงฟองสบู่ AI และฟองสบู่ตลาดหุ้น ที่รายงานทั้งของ WEF และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) เคยบอกว่ายังไม่ใช่ความเสี่ยงอันดับต้น ๆ แต่วันนี้กลับไต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะมีดีลใหญ่อย่างการเข้าตลาดของ SpaceX ที่ประสบความสำเร็จ และอีกสองบริษัทที่กำลังจะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (Initial Public Offering หรือ IPO) แต่คำถามคือบริษัทเหล่านี้ทั้งในจีนและสหรัฐฯ จะรักษาราคาหุ้นระดับสูงไว้ได้หรือไม่ เพราะถ้าทำไม่ได้ ผลกระทบที่ตามมาอาจรุนแรงต่อทั้งโลก
ที่มา: เวทีเสวนา Chief Economists Briefing งาน Annual Meeting of the New Champions 2026 (AMNC 2026) หรือ Summer Davos โดย World Economic Forum (WEF)
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด