นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ถอดภาพเศรษฐกิจปี 2026 เป็นปีที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายสิบปี AI บูม เงินเฟ้อพุ่ง ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เกือบ 9 ใน 10 คนทั่วโลกกำลังมองเศรษฐกิจในอีก 12 เดือนข้างหน้าด้วยสายตาที่ไม่สดใสนัก ราว 94% เชื่อว่าเงินเฟ้อโลกจะสูงขึ้น และแม้ราว 92% มั่นใจว่าการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) จะแพร่หลายขึ้น แต่ความหวังว่าจะได้เห็นผลตอบแทนด้านผลิตภาพจากมันกลับถูกเลื่อนออกไปไกลกว่าเดิม จากที่เคยคาดว่าจะเห็นผลภายใน 1-2 ปี ตอนนี้ขยับเป็น 3 ปีขึ้นไป ตัวเลขชุดนี้มาจากรายงาน Chief Economists Outlook ของ World Economic Forum (WEF) ที่สำรวจก่อนงานเพียงเดือนเดียว และกลายเป็นจุดตั้งต้นของวงเสวนาหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก

บนเวที Chief Economists Briefing ในงาน Annual Meeting of the New Champions 2026 (AMNC 2026) หรือที่หลายคนเรียกกันว่า Summer Davos ที่ประเทศจีน คณะนักเศรษฐศาสตร์จากหลายภูมิภาคมาแลกเปลี่ยนกันว่าเศรษฐกิจโลกกำลังยืนอยู่ตรงไหน ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางส่งแรงสะเทือนถึงตลาดและราคาพลังงาน การแยกขั้วทางภูมิเศรษฐศาสตร์ทวีความเข้มข้น และคลื่น AI กำลังเปลี่ยนสมการการเติบโต Techsauce เรียบเรียงสาระสำคัญจากวงนี้ภายใต้กฎ Chatham House Rule จึงขอนำเสนอเฉพาะเนื้อหาโดยไม่ระบุชื่อผู้พูดเป็นรายบุคคล

เศรษฐกิจจีน: เงินเฟ้อที่กลายเป็น 'สัญญาณบวกที่ช่วยปลดล็อกความกลัวภาวะเงินฝืด' และ 3 ความย้อนแย้ง

ในมุมของจีน เงินเฟ้อที่ขยับขึ้นกลับเป็นข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย วงเสวนาชี้ว่าดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index หรือ PPI) ของจีนติดลบต่อเนื่องมานานถึง 4 ปี และเพิ่งกลับมาเป็นบวกในปีนี้ ส่วนเงินเฟ้อผู้บริโภคก็ขยับจากราว 0% เมื่อปีก่อนมาอยู่ที่ 1.2% ตัวเลขระดับนี้ถ้าไปอยู่ในสหรัฐฯ หรือยุโรปที่เงินเฟ้อแตะ 3-5% คงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง แต่สำหรับจีนมันคือสัญญาณที่ช่วย 'ลบล้างความคาดหวังว่าจะเกิดภาวะเงินฝืด' ที่ฝังรากมานาน แม้ต้นตอหลักจะมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หรือเงินเฟ้อนำเข้าซึ่งเป็นแรงกระแทกจากฝั่งอุปทานก็ตาม

จากนั้นวงเสวนาวิเคราะห์ว่าหัวใจของเศรษฐกิจจีนเวลานี้คือ '3 ความย้อนแย้งที่ตัดกันอย่างชัดเจน' ความย้อนแย้งแรกคืออุตสาหกรรมใหม่ปะทะอุตสาหกรรมดั้งเดิม ฝั่งที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทั้งโมเดลภาษา ชิป และพลังงานใหม่ กำลังโตแบบเลขสองหลัก บางเซ็กเตอร์ส่งออกพุ่ง 30-40% จนเวลาพูดถึงแนวหน้าวงการ AI ก็เหลือแค่จีนกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่อีกฝั่งอย่างอสังหาริมทรัพย์ยังติดลบเลขสองหลักทั้งการลงทุนและยอดขาย กลายเป็นตัวถ่วงสำคัญ

ความย้อนแย้งที่สองคือฝั่งอุปทานปะทะฝั่งอุปสงค์ การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังโตราว 6-7% แต่ฝั่งความต้องการกลับอ่อนแรง ทั้งการบริโภคและการลงทุนล่าสุดเดือนพฤษภาคมติดลบทั้งคู่ ยอดค้าปลีกหดตัว 0.6% ส่วนการลงทุนก็ลดลงเช่นกัน และความย้อนแย้งที่สามคือภายนอกปะทะภายใน ด้านการส่งออกแข็งแกร่งโตราว 10% ทุนสำรองระหว่างประเทศขยับขึ้นแตะ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินหยวน (renminbi) แข็งค่า แต่อุปสงค์ในประเทศกลับซบเซาและติดลบ

ที่น่าสนใจคือ วงเสวนามองว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้กระทบจีนรุนแรงอย่างที่หลายคนคิด เพราะจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีกำลังการผลิตเหลือเฟือและผลิตของส่วนใหญ่ได้เองในประเทศ เหตุการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จึงแทบไม่กระเทือนจีน ซ้ำยังอาจดันให้การส่งออกของจีนโตขึ้นไปอีก

สหรัฐฯ: AI บูมดันเศรษฐกิจ แต่ยืนอยู่บนฐานที่แคบ

ภาพของสหรัฐฯ ถูกฉุดไปคนละทาง ด้านหนึ่งคือคลื่น AI และการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ดันการเติบโตอย่างชัดเจน วงเสวนาประเมินว่า 'ราวครึ่งหนึ่งของการเติบโตด้านการใช้จ่ายในประเทศของสหรัฐฯ เมื่อปีก่อนมาจาก AI และการสร้างศูนย์ข้อมูล' อีกด้านหนึ่งคือวิกฤตในตะวันออกกลาง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิไปแล้ว ผลกระทบจึงมาทางช่องทางราคาเป็นหลัก และดันเงินเฟ้อขึ้นไปเกิน 4%

ผลคือธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) เพิ่งถอดท่าทีผ่อนคลายนโยบายออกไป และเอนไปทางเข้มงวดมากขึ้น แม้จะยังคงดอกเบี้ยแบบคงไว้เชิงเหยี่ยวไปจนสิ้นปี แต่มีความเป็นไปได้สูงขึ้นว่าการขยับครั้งถัดไปอาจเป็นการขึ้นดอกเบี้ย กระนั้นเศรษฐกิจโดยรวมยังโตราว 2% และอยู่ใกล้ระดับการจ้างงานเต็มที่ด้วยอัตราว่างงานเพียง 4.3% วงเสวนาสรุปว่าภาพมหภาคยังดูดี เพียงแต่ยืนอยู่บนฐานที่ค่อนข้างแคบ และในระยะกลางการลงทุน AI จะยังเดินหน้าต่อ โดยหวังว่าสักวันจะแปรเป็นผลิตภาพที่จับต้องได้

แอฟริกา: เงินเฟ้อที่ 'เหนียวและคลายตัวช้า' กับบทเรียนเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน

วงเสวนาเปิดด้วยข้อแม้ว่าแอฟริกามีถึง 54 ประเทศ ข้อตกลงที่เกิดวันนี้ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้จะยังอยู่ จึงเลือกโฟกัสที่ข้อมูลจริงและมองข้ามเสียงรบกวนของวิกฤต ภาพที่เห็นคือผลกระทบค่อนข้างเป็นสากลกับทุกประเทศ ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าน้ำมัน เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้เงินเฟ้อด้านเชื้อเพลิงเริ่มลามไปยังค่าขนส่งที่พุ่งขึ้นชัดเจน แม้แต่ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิซึ่งปกติจะได้ประโยชน์ก็ยังเจอเงินเฟ้อสูงขึ้น และเริ่มทะลักเข้าสู่หมวดที่สำคัญที่สุดอย่างอาหาร ซึ่งกินสัดส่วนใหญ่ในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index หรือ CPI) ของภูมิภาค จนกลายเป็นปัญหาค่าครองชีพที่จับต้องได้จริง

ประเด็นที่วงเน้นย้ำคือ ต่อให้ข้อตกลงหยุดยิงที่กำลังเจรจากันในสัปดาห์นั้นอยู่รอด เศรษฐกิจก็ไม่น่าจะกลับสู่ภาวะปกติก่อนวิกฤตได้ง่าย ๆ เพราะบทเรียนจากวิกฤตในอดีตชี้ว่าเงินเฟ้อในภูมิภาคนี้มีลักษณะ 'เหนียวและคลายตัวช้ามาก' อาจใช้เวลาถึง 3 ปีหรือมากกว่านั้นกว่าผลกระทบจะคลี่คลายเต็มที่ ซึ่งย่อมกดให้แนวโน้มการเติบโตอ่อนลงตามไปด้วย

วงเสวนายังแยกความแตกต่างของแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ที่สัมผัสกับช่องแคบฮอร์มุซโดยตรงมากกว่า ราว 70% ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นที่เข้าสู่แอฟริกาตะวันออกต้องผ่านช่องแคบนี้ ขณะที่ปุ๋ยก็เป็นอีกจุดเปราะบาง อย่างซูดานนำเข้าปุ๋ยกว่า 50% ผ่านจุดคอขวดเดียวกันนี้ ความกังวลจึงพุ่งไปที่ฤดูกาลเพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตรในวงกว้าง สุดท้ายแล้ว โจทย์ที่ชัดเจนที่สุดของวิกฤตรอบนี้คือเงินเฟ้อและสิ่งที่ธนาคารกลางต้องทำเพื่อรับมือ ซึ่งจะเป็นตัวกดแนวโน้มการเติบโตต่อไป ไม่ว่าวิกฤตจะคลี่คลายเมื่อไรก็ตาม

AI กับผลิตภาพ: ผิดหวังในระยะสั้น แต่ของจริงรออยู่ในระยะยาว

คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือ AI จะให้ผลตอบแทนด้านผลิตภาพเมื่อไร วงเสวนาตอบตรง ๆ ว่า AI น่าจะ 'ทำให้ผิดหวังในระยะสั้น แต่จะมีผลที่มีความหมายมากขึ้นในระยะยาว' ทั้งในแง่การบัญชีการเติบโตและในแง่พลังเปลี่ยนเกม

ลองคิดแบบบัญชีการเติบโต สมมติว่า AI ช่วยเพิ่มการเติบโตด้านผลิตภาพเพียงปีละ 0.5% เมื่อทบไป 10 ปีก็จะเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจมากกว่า 5% ตัวเลขนี้ไม่ใช่ยูโทเปีย แต่ก็ไม่ใช่เศษทศนิยมที่ตัดทิ้งได้ มันอาจไม่ได้แก้ปัญหาระบบบำนาญทั้งหมด แต่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพ และทำให้โจทย์หนี้สินกับสังคมสูงวัยดูไม่น่าปวดหัวเท่าเดิม

แล้วเราเห็นมันในข้อมูลแล้วหรือยัง? อย่างน้อยในสหรัฐฯ ซึ่งอยู่แนวหน้าของการพัฒนา AI ผลิตภาพแรงงานเริ่มกระเตื้องขึ้นเมื่อเทียบกับแนวโน้มก่อนโควิด แต่ก็มีคำอธิบายอื่นปนอยู่ ทั้งบูมการลงทุนที่ดันการใช้จ่ายด้านทุนให้สูงขึ้น การโยกย้ายแรงงาน และการกลับสู่ภาวะปกติหลังการระบาด วงเสวนาจึงบอกว่าเรื่องนี้ยังสรุปไม่ได้ชัดเจน

จุดที่ชวนตื่นเต้นที่สุดคือศักยภาพของ AI ในการเสริมพลังการสร้างนวัตกรรม เปรียบเหมือนกล้องจุลทรรศน์ที่ขยายสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์มองเห็น หรือคอมพิวเตอร์ที่ขยายขีดการคำนวณ AI ก็อาจเสนอสมมติฐาน ออกแบบโปรตีน หรือพิสูจน์ทฤษฎีในแบบที่มนุษย์ยังทำไม่ได้ ข่าวที่ AI แก้โจทย์คณิตศาสตร์ซึ่งมนุษย์ติดมานานหลายสิบปีได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพด้านบวกนี้ แม้จะยังเป็นแค่เรื่องเล่าเฉพาะกรณี ไม่ใช่เทรนด์ที่เห็นในสถิติการวิจัยและพัฒนา (Research and Development หรือ R&D) ในวงกว้าง

ตัวอย่างที่ถูกหยิบมาคือ AlphaFold ระบบ AI ทำนายโครงสร้างโปรตีนของ Google ที่ทำให้งานวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับโปรตีนซึ่งเคยถูกมองข้ามเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับยังไม่เห็นการนำโปรตีนเหล่านั้นไปทดลองใช้ในการวิจัยยาเพิ่มขึ้นตาม สะท้อนว่ายังมี 'คอขวดในขั้นปลายน้ำ' ขวางอยู่ บทสรุปของวงคือ ควรมองผลในระยะสั้นอย่างสมจริง แต่ในเชิงสะสมก็มีเหตุผลพอจะคาดหวังผลิตภาพที่มีความหมายในระดับเดียวกับเทคโนโลยีพลิกโลกในอดีต ดังที่ผู้ร่วมวงทิ้งท้ายว่า 'นี่ไม่ใช่การพยากรณ์ที่ควรเอาเงินบำนาญไปเดิมพัน แต่ก็เป็นความเป็นไปได้ที่จริงจังเกินกว่าจะมองข้าม'

ความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม: พลังงาน ระบบการเงิน และฟองสบู่ AI

เมื่อถูกถามถึงเทรนด์หรือความเสี่ยงที่ยังถูกพูดถึงน้อยเกินไป วงเสวนายกเรื่องความมั่นคงและความยืดหยุ่นทางพลังงานขึ้นมาก่อน บทเรียนจากวิกฤตหลายครั้งที่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ คือ 'บางครั้งเราต้องขยับจากการคิดเรื่องประสิทธิภาพไปสู่การเตรียมแผนสำรองและความยืดหยุ่น' บทสนทนาในแอฟริกาเวลานี้จึงวนอยู่กับคำถามว่าจะสร้างโรงกลั่นที่ไหน จะพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานและปุ๋ยได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกจับได้คาที่เมื่อวิกฤตหน้ามาเยือน คล้ายกับการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่กำลังนำไปสู่การจัดระเบียบตลาดพลังงานใหม่ซึ่งให้น้ำหนักกับความยืดหยุ่นมากขึ้น

อีกมุมที่วงเน้นคือความทนทานของระบบที่น่าประหลาดใจ ลองนึกว่าถ้ามีคนบอกล่วงหน้าเมื่อ 5 ปีก่อนว่าโลกจะเจอเงินเฟ้อหลังโควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามภาษีปีก่อน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซในปีนี้ แต่เศรษฐกิจมหภาคกลับผ่านมาได้โดยที่การเติบโตและการจ้างงานยังอยู่ในเกณฑ์ดี นี่คือความยืดหยุ่นที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไป

ในช่วงถาม-ตอบ ประเด็นการบริโภคที่ติดลบของจีนถูกหยิบขึ้นมา วงเสวนามองว่านี่ไม่ใช่จุดเริ่มของเทรนด์ระยะยาว เพราะรัฐบาลจีนคงไม่ปล่อยให้การเติบโตติดลบ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ไตรมาสแรกที่ดูน่าพอใจอาจทำให้เกิดความชะล่าใจ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังโตไม่ทันแผนแม้รายได้จะแข็งแกร่ง จึงคาดว่าหลังตัวเลขไตรมาสสองออกมา รัฐบาลน่าจะปล่อยมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศรอบใหม่ในไตรมาสสาม โดยเน้นการบริโภคภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยวและงานแข่งฟุตบอลที่ดึงนักท่องเที่ยวหลายแสนคนเข้าเมืองต่าง ๆ ทางตอนเหนือของจีน อย่างเมืองซูเชียน (Suqian) ที่มีคนแห่ไปชมการแข่งขันถึง 800,000 คน ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานที่เคยถูกครหาว่าลงทุนเกินตัว วันนี้กลับกลายเป็นแต้มต่อในยุค AI เพราะภาคพลังงานที่แข็งแรงทำให้จีนสร้างศูนย์ข้อมูลได้โดยแทบไม่สะดุด แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะมีปัญหา

อีกคำถามคือ ต้องเห็นสัญญาณอะไรก่อนดอกเบี้ยและเงินเฟ้อทั่วโลกจะเริ่มลดลง วงเสวนาชี้ว่าแรงกระแทกในตะวันออกกลางจะดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องดันให้เงินเฟ้อสูงตามเสมอไป เพราะราคาน้ำมันที่เคยพุ่งแตะ 120-130 ดอลลาร์ ตอนนี้ย่อลงมาอยู่ที่ 70-80 ดอลลาร์แล้ว เงินเฟ้ออาจลดลงด้วยซ้ำเมื่อทยอยสะท้อนในข้อมูล โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ว่าบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding หรือ MOU) ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะอยู่รอดหรือไม่ ถ้าราคาน้ำมันทรงตัวระดับนี้ เงินเฟ้อก็น่าจะถึงจุดสูงสุด อาจมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกสักครั้งสองครั้งจากธนาคารกลางใหญ่ ๆ ก่อนที่ Fed จะกลับมาลดดอกเบี้ยสู่ระดับเป็นกลางได้ในปีหน้า สิ่งที่ธนาคารกลางจับตาคือการคาดการณ์เงินเฟ้อ เพราะความกลัวที่แท้จริงเหมือนช่วงหลังโควิดคือ 'การที่ราคาขึ้นจนฝังเป็นความเคยชิน และกลายเป็นคำทำนายที่เป็นจริงด้วยตัวมันเอง' ถ้าคุมการคาดการณ์ตรงนี้ได้ ธนาคารกลางก็มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น

คำถามสุดท้ายแตะเรื่องความเป็นอิสระของระบบการเงิน เมื่อหลายฝ่ายเริ่มถอนตัวจากระบบเดิม ทั้งการซื้อขายน้ำมันด้วยเงินรูเบิลและเงินหยวน ไปจนถึงการหันไปใช้คริปโทเคอร์เรนซีแทนระบบ SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) วงเสวนามองว่าเงินหยวนกำลังมีบทบาทมากขึ้นชัดเจน ด้วยการส่งออกที่แข็งแกร่ง ดุลการค้าที่เกินดุล และทุนสำรองที่เพิ่มขึ้น เงินหยวนจึงน่าจะแข็งค่าต่อและถูกใช้ในวงกว้างขึ้น แต่กุญแจสำคัญจริง ๆ อยู่ที่จีนจะเดินหน้าเปิดเสรีบัญชีทุน (Capital Account Liberalization) เพื่อให้เงินหยวนแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรีเต็มที่เมื่อไร

สรุป: เราสร้างภูมิคุ้มกันได้จริง หรือยังเปราะบาง?

คำถามปิดท้ายของวงคือ หลังผ่านมรสุมมาชุดใหญ่ เราสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้จริง หรือยังเปราะบางต่อแรงกระแทก คำตอบคือภาพที่ปนกันทั้งด้านดีและด้านร้าย ในมุมแอฟริกา โรงกลั่น Dangote ในไนจีเรียที่เพิ่งเดินเครื่องเมื่อปีก่อนกลายเป็นปัจจัยสร้างเสถียรภาพให้ทั้งไนจีเรียและแอฟริกาตะวันตก สวนทางกับฝั่งตะวันออกของทวีปที่ไม่มีโรงกลั่นเลย บทเรียนนี้กำลังผลักให้ภูมิภาคหันมาทำกระบวนการแปรรูปในพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น

อีกเสียงในวงเห็นด้วยเรื่องความทนทานที่ผ่านมา โดยชี้ว่าแม้แต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ยังไม่ดันราคาน้ำมันทะลุ 200 ดอลลาร์อย่างที่บางคนเคยทำนาย สะท้อนความสามารถในการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด แต่สิ่งที่ยังทำให้นอนไม่หลับคือระบบการเงิน เพราะวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในอดีตล้วนกระทบเศรษฐกิจจริงอย่างหนัก ทั้งมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวและรอยร้าวในตลาดสินเชื่อเอกชน (Private Credit) แม้ยังไม่ใช่สัญญาณว่าวิกฤตอยู่แค่เอื้อม แต่สิ่งเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นคำทำนายที่เป็นจริงด้วยตัวมันเองได้

อีกมุมหนึ่งออกตัวว่ามองโลกในแง่ร้ายขึ้นเล็กน้อย โดยเชื่อว่าโลกกำลังขยับออกจากฉันทมติวอชิงตัน (Washington Consensus) และการปิดช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นอีกตะปูที่ตอกฝาโลงของโลกาภิวัตน์ เช่นเดียวกับที่โลกเคยเรียนรู้ที่จะสะสมทุนสำรองเงินตราต่างประเทศหลังวิกฤตการเงินยุค 90 และ 2000 คราวนี้เราอาจต้องหันมาสะสมคลังสำรองพลังงาน เพราะกำลังเข้าสู่โลกที่เสี่ยงขึ้นและมีประสิทธิภาพน้อยลง

ปิดท้ายด้วยมุมจากจีนที่ย้ำถึงความเสี่ยงฟองสบู่ AI และฟองสบู่ตลาดหุ้น ที่รายงานทั้งของ WEF และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) เคยบอกว่ายังไม่ใช่ความเสี่ยงอันดับต้น ๆ แต่วันนี้กลับไต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะมีดีลใหญ่อย่างการเข้าตลาดของ SpaceX ที่ประสบความสำเร็จ และอีกสองบริษัทที่กำลังจะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (Initial Public Offering หรือ IPO) แต่คำถามคือบริษัทเหล่านี้ทั้งในจีนและสหรัฐฯ จะรักษาราคาหุ้นระดับสูงไว้ได้หรือไม่ เพราะถ้าทำไม่ได้ ผลกระทบที่ตามมาอาจรุนแรงต่อทั้งโลก

ที่มา: เวทีเสวนา Chief Economists Briefing งาน Annual Meeting of the New Champions 2026 (AMNC 2026) หรือ Summer Davos โดย World Economic Forum (WEF) 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

100 ปีของรถยนต์กำลังเปลี่ยนไปด้วยซอฟต์แวร์ แบตเตอรี่ และ AI สรุปรถยุคใหม่จากงาน Summer Davos 2026

เป็นเวลากว่า 100 ปีที่รถยนต์ถูกนิยามด้วยเครื่องยนต์ ช่วงล่าง สมรรถนะ และเส้นสายการออกแบบภายนอก แต่บนเวที Summer Davos ที่ต้าเหลียน ภาพของรถยนต์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคือ ระบบซอฟต์แวร...

Responsive image

ผู้เชี่ยวชาญเตือนโลกอาจกำลังเสียสมดุล เศรษฐกิจจีน-สหรัฐที่ดูเหมือนแข็งแกร่ง อาจเป็นแค่ ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’

หลายปีมานี้ภาพของเศรษฐกิจโลกมักจะแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งแรกคือสหรัฐฯ ที่เศรษฐกิจกำลังบูมจากการทุ่มเงินลงทุนใน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนอีกฝั่งคือจีนที่ยอดส่งออกพุ่งจนใครเห็นก็ต้องยอมร...

Responsive image

คอนเทนต์ไม่ฟีดเอาไงดี? ถอดอัลกอริทึม + พฤติกรรมผู้บริโภค ครึ่งปีหลังคอนเทนต์แบบไหนรอด และสูตร 'Select All' ที่จะเปลี่ยนวิธีทำคอนเทนต์

ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต CEO Uppercut Creative ถอดเกมอัลกอริทึมและพฤติกรรมผู้บริโภคครึ่งปีหลัง 2026 ทั้ง Dark Social ที่แบรนด์วัดไม่ได้ ผลทดลองว่าคอนเทนต์แบบไหนรอดบนแต่ละแพลตฟอร์ม และสูต...