อย่างที่รู้กันดี Anthropic ได้ขยับหมากครั้งสำคัญด้วยการปล่อยผลิตภัณฑ์ออกมาถึง 3 รูปแบบภายใต้แบรนด์เดียว ทั้ง Claude AI, Claude Code และ Cowork ซึ่งเราคงเห็นกันตามข่าวแล้วว่า Tools แต่ละตัวเก่งจนแทบจะทำงานแทนเราได้ทุกอย่างแล้ว
แต่ Techsauce ก็เชื่อว่ายังมีหลาย ๆ คนที่อาจจะยังสับสนอยู่ ว่า AI ของฝั่ง Anthropic ที่ปล่อยออกมา มันมีความแตกต่างกันอย่างไร ทำไมต้องมีตั้ง 3 อย่าง ในเมื่อมันก็เป็น AI เหมือนกัน เราจะมาทำความเข้าใจในบทความนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ที่จำเป็นต้องมีต่างกันถึง 3 ตัว เพราะแต่ละตัวได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่คนละเลเยอร์ หากคุณเลือกใช้ผิดตัว คุณอาจจะได้แค่แชตบอตที่ตอบคำถามไปวัน ๆ แต่ถ้าคุณเลือกถูกตัว มันจะกลายเป็นแรงงานดิจิทัลที่ช่วยขยายขีดความสามารถของทีมคุณได้มหาศาล
เพื่อให้เข้าใจทิศทางของ Anthropic เราต้องมองให้ออกว่าเขาแยกการใช้งานออกเป็น 3 ระดับ:
นี่คือ Claude ที่ทุกคนคุ้นเคย ซึ่งให้บริการผ่านหน้าเว็บ claude.ai หรือแอปมือถือ ความโดดเด่นของมันคือความเรียบง่าย คุณไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิค แค่พิมพ์สั่ง (Prompt) มันก็ตอบกลับมา
Claude AI เก่งที่สุดในเรื่องการใช้เหตุผลเชิงลึก และการวิเคราะห์ที่ละเอียดอ่อน ไม่ว่าคุณจะต้องการร่างจดหมายถึงบอร์ดบริหาร, สรุปงานวิจัยภาษาอังกฤษยากๆ ให้เป็นภาษาไทยง่าย ๆ หรือหาจุดอ่อนในแผนธุรกิจ Startup ของคุณ Claude AI ทำหน้าที่เป็นคู่คิดได้อย่างไร้ที่ติ
วิธีการทำงาน: การทำงานเป็นวงจรแบบ ถาม-ตอบ ข้อมูลจะอยู่ในหน้าแชท แม้จะมีความจำในบทสนทนาที่แม่นยำ แต่มันไม่สามารถออกไปแตะต้องไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของคุณได้โดยตรง เว้นแต่คุณจะก๊อปปี้เนื้อหามาวางให้มันดู
เหมาะสำหรับ: นักเขียน, นักวิจัย, นักเรียน, นักการตลาด, ที่ปรึกษา และคนทำงานสาย Knowledge Worker ที่ต้องการพลัง AI มาช่วยขยายขอบเขตความคิดโดยไม่ต้องตั้งค่าระบบให้วุ่นวาย
นี่คือผลิตภัณฑ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่หน้าแชตสวยงาม แต่มันคือ Command-line Agent ที่รันอยู่ใน Terminal และทำงานกับไฟล์ในเครื่องของคุณโดยตรง
จะต่างจาก Claude AI ตรงที่มันมีความเข้าใจโครงสร้างไฟล์ และความเป็นอิสระ เช่น คุณส่งโจทย์ให้มันตัวเดียว มันจะไปไล่อ่าน Codebase ทั้งหมด วางแผนการเขียนโค้ด ลงมือแก้ไฟล์ รัน Test ดูว่าพังไหม ถ้าพังก็แก้ใหม่จนกว่าจะผ่าน โดยที่คุณไม่ต้องประคองมือมันทำทุกขั้นตอน
เหมาะสำหรับ: งานจำพวกการ Refactor แอปเดิมจาก Django ให้เป็น Async ทั้งโปรเจกต์, การสร้างฟีเจอร์ใหม่แบบ End-to-end พร้อมเขียน Test หรือการแก้ Bug ซับซ้อนที่ต้องไล่ดูความสัมพันธ์ของไฟล์ 5-6 ตัวพร้อมกัน
แต่ก็มีข้อควรระวัง คือ ความอิสระอาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะเมื่อมันสามารถแก้โค้ดได้เร็วมาก ดังนั้นคุณต้องมี Workflow การใช้ Git ที่แม่นยำ ต้องตรวจ Diff ก่อน Commit เสมอ และที่สำคัญค่า Token จะไหลไวมากถ้าโปรเจกต์ใหญ่
น้องใหม่ล่าสุดในตระกูลที่หลายคนยังงงว่าทำอะไรได้ Cowork คือ Desktop Application ที่ออกแบบมาเพื่อคนสาย Non-Developer ที่อยากทำ Automation แต่เขียนโค้ดไม่เป็น
ถ้าให้อธิบายภาพการทำงานของ Cowork แบบง่าย ๆ ให้ลองนึกภาพนักวิเคราะห์ธุรกิจที่ต้องดึงข้อมูลจาก PDF 200 ไฟล์ไปใส่ใน Spreadsheet หรือ Operation Manager ที่ต้องคอยเปลี่ยนชื่อไฟล์และย้ายโฟลเดอร์ทุกเช้าวันจันทร์ Cowork ถูกสร้างมาเพื่อฆ่างานเหล่านี้
รูปแบบการทำงานจะคล้าย Claude AI คือแชตสั่งได้ แต่เพิ่มการลงมือทำ (Execution) เข้าไป มันสามารถจัดระเบียบไฟล์ แก้ไขเอกสาร และทำงานข้ามแอปพลิเคชันบน Desktop ได้เลยผ่านหน้า interface เดียว โดยที่คุณไม่ต้องเปิด Terminal หรือเขียน Python แม้แต่นิดเดียว
ปัจจุบันยังเป็นเวอร์ชัน Beta การตั้งค่าต่าง ๆ อาจจะยังไม่ยืดหยุ่นเท่ากับการเขียนสคริปต์เอง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการนำพลัง AI มาให้คนที่ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ใช้จัดการงานในเครื่องตัวเอง
อ้างอิง: medium
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด