ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกเริ่มเห็นเทคโนโลยีจากจีนในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ Solar Cell ไปจนถึง AI และหุ่นยนต์ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนที่กำลังพยายามขยับจากฐานการผลิตขนาดใหญ่ ไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น
Future Made in China ในบทความนี้ใช้เรียกภาพของจีนที่กำลังเร่งสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยนำความสามารถเดิมด้าน Manufacturing, Supply Chain และตลาดขนาดใหญ่ มาต่อยอดกับการลงทุนด้าน Research และ Technology เป้าหมายคือทำให้เทคโนโลยีใหม่สามารถเดินทางจากงานวิจัยและ Prototype ไปสู่โรงงาน ลดต้นทุน และขยายสู่ตลาดได้ในวงกว้าง
ทิศทางนี้เห็นได้ชัดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ช่วงปี 2026–2030 ซึ่งให้น้ำหนักกับนวัตกรรม การวิจัย และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากขึ้น จีนตั้งเป้าให้การใช้จ่ายด้าน R&D เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอย่างน้อย 7% ต่อปี ขณะที่ปี 2025 จีนใช้เงินด้าน R&D ราว 3.93 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 8.1% จากปีก่อน
หนึ่งในผู้ที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใกล้ชิดคือ ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา และผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการที่ศึกษาจีนผ่านทั้งมิติเศรษฐกิจ กฎหมาย ภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดย ดร.อาร์มมองว่า ASEAN อาจกำลังประเมินทั้ง 'ความเร็ว' และ 'ขนาด' ของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีของจีนต่ำเกินไป

จีนมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ Supply Chain ที่ครอบคลุม และตลาดภายในประเทศมหาศาลอยู่แล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการนำข้อได้เปรียบเหล่านี้มาเชื่อมกับ Research และ Technology เพื่อผลักดันเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่การผลิตจริงได้เร็วขึ้น
ครึ่งแรกของปี 2026 มูลค่าเพิ่มของ High-tech Manufacturing ในจีนเติบโต 13.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าภาคอุตสาหกรรมโดยรวมที่เติบโต 5.4% สะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นควบคู่กับฐานการผลิตเดิมของประเทศ
สำหรับ Deep Tech การมีงานวิจัยหรือ Prototype ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นก่อนสร้างตลาดได้จริง ตั้งแต่การทดลองในระดับอุตสาหกรรม การผลิตจำนวนมาก การลดต้นทุน การสร้าง Supplier ไปจนถึงการหาลูกค้า จีนจึงกำลังพยายามลดระยะห่างระหว่างแต่ละขั้นเหล่านี้
ตรงนี้คือหัวใจสำคัญของ Future Made in China เพราะการแข่งขันด้านเทคโนโลยีในระยะต่อไปจะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการนำเทคโนโลยีใหม่ออกมาใช้จริงด้วย ประเทศที่สามารถผลิตได้เร็ว ลดต้นทุนได้ไว และสร้าง Supply Chain รองรับได้มาก ย่อมมีโอกาสขยายตลาดได้เร็วตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการผลิตใน Scale ใหญ่ก็มาพร้อมโจทย์อีกด้าน
ครึ่งแรกของปี 2026 High-tech Manufacturing ของจีนเติบโต 13.3% ขณะที่ยอดค้าปลีกเพิ่มเพียง 1.3% การลงทุนภาคเอกชนลดลง 8.5% และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลง 18% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ภาคการผลิตบางส่วนยังขยายตัวเร็ว ขณะที่ความต้องการภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เท่ากัน
เมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความต้องการ สินค้าจึงต้องออกไปหาตลาดต่างประเทศมากขึ้น การแข่งขันด้านราคาก็รุนแรงตามมา ผู้ผลิตในประเทศอื่นต้องรับแรงกดดันทั้งด้านต้นทุน ส่วนแบ่งตลาด และความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน จีนเองก็ต้องเผชิญทั้งปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและความตึงเครียดทางการค้ากับประเทศคู่ค้า
นี่ทำให้ Future Made in China มีผลสองด้านต่อเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีบางประเภทสามารถถูกผลิตในราคาที่ต่ำลงและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ขณะที่การขยายตัวใน Scale ใหญ่ก็สามารถสร้างแรงกระแทกต่ออุตสาหกรรมเดิมของประเทศอื่นได้อย่างรวดเร็ว
ASEAN จึงอยู่ใกล้กับการเปลี่ยนแปลงนี้มาก เพราะมีความเชื่อมโยงกับจีนทั้งด้านการค้า การลงทุน และ Supply Chain และไทยเองก็อยู่ตรงกลางของคลื่นการลงทุนรอบใหม่เช่นกัน
ครึ่งแรกของปี 2026 ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.47 ล้านล้านบาท โดยเป็น FDI 1.37 ล้านล้านบาท ขณะที่จีนมีคำขอลงทุนในไทย 321 โครงการ มูลค่าประมาณ 45,800 ล้านบาท สะท้อนว่าไทยยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อยู่ในกระแสการจัดวางฐานการผลิตและ Supply Chain รอบใหม่ของภูมิภาค
โอกาสจากเงินลงทุนเหล่านี้จึงมีมากกว่าจำนวนโรงงานหรือเม็ดเงินที่เข้าประเทศ เพราะคำถามสำคัญคือ การลงทุนรอบนี้จะช่วยให้ไทยขยับขึ้นใน Value Chain ได้มากแค่ไหน
Supplier ไทยจะสามารถรับงานที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่ วิศวกรและแรงงานไทยจะได้ทักษะใหม่อะไร จะเกิด R&D ในประเทศมากขึ้นแค่ไหน และบริษัทไทยจะมีโอกาสสร้าง Technology หรือ Intellectual Property ของตัวเองเพิ่มขึ้นหรือเปล่า
โรงงานสามารถตั้งอยู่ในประเทศไทย ขณะที่ Research, Design, Software และ IP ยังคงอยู่ต่างประเทศได้ หากไทยรับเพียงบางส่วนของการผลิต บทบาทของประเทศใน Supply Chain ก็อาจเปลี่ยนไม่มากนัก แม้อุตสาหกรรมรอบตัวกำลังเข้าสู่เทคโนโลยีรุ่นใหม่
โจทย์ของไทยจึงอยู่ที่การ เปลี่ยน Investment ให้กลายเป็น Capability ตั้งแต่การพัฒนาคน การยกระดับ Local Supplier การสร้างงาน R&D ไปจนถึงการเชื่อมมหาวิทยาลัยและบริษัทไทยเข้ากับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามา
เมื่อจีนกำลังเร่งเชื่อม Research, Technology และ Manufacturing เข้าด้วยกัน ผลของ Future Made in China จะเดินทางออกมานอกประเทศจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในรูปของสินค้า เทคโนโลยี เงินลงทุน และการแข่งขัน
สำหรับไทย คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะมีบทบาทตรงไหนใน Supply Chain ใหม่ และการลงทุนรอบนี้จะทิ้งความสามารถอะไรไว้ให้กับประเทศไทยในระยะยาว
ติดตามมุมมองต่อก้าวต่อไปของจีนจาก ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ในงาน Techsauce Global Summit 2026 กับเซสชัน “China's Tech Engine: How Fast, and What's Next?” เพื่อเจาะลึกว่าการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีของจีนกำลังเดินเร็วแค่ไหน และก้าวต่อไปของจีนจะเป็นอย่างไร
ซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/4geyOuH
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด