บทเรียน 20 ปีจากซีอีโอ DeeMoney กับความจริงที่วงการไม่ค่อยพูด เทคโนโลยีทำให้ข้อมูลเคลื่อนที่ แต่ความไว้วางใจคือสิ่งที่ทำให้เงินเคลื่อนที่

เครือข่ายโอนเงินนอกระบบอย่าง Hundi และ Hawala ยังเคลื่อนย้ายเงินราว 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทั้งที่เครือข่ายนี้มีอายุกว่า 500 ปี ไม่มีแอปพลิเคชัน ไม่มีบล็อกเชน และไม่มีเทคโนโลยีใดค้ำอยู่เบื้องหลัง คำถามว่าทำไมระบบเก่าแก่ขนาดนั้นถึงยังยืนอยู่ได้ในโลกที่มี AI คริปโทเคอร์เรนซี และระบบชำระเงินดิจิทัลครบมือ คือประโยคที่คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DeeMoney ใช้เปิดเซสชันของตัวเอง พร้อมหมายเหตุกำกับไว้ตั้งแต่ต้นว่าในฐานะผู้ก่อตั้งฟินเทค ตัวเองไม่สนับสนุนให้ใครใช้เครือข่ายนี้ เพราะผิดกฎหมายในเกือบทุกประเทศ

เซสชัน 'Unspoken Facts of Global Payments: How Fintechs Changed the Banking Game' บนเวที Techsauce Global Summit 2026 โดยคุณอัศวิน เลือกไม่พูดถึงฟีเจอร์หรือโรดแมปของผลิตภัณฑ์ แต่หยิบสิ่งที่คนในอุตสาหกรรมชำระเงินรู้กันแต่ไม่ค่อยพูดออกมาเรียงให้ฟังทีละข้อ ทั้งหมดเดินอยู่บนข้อสรุปเดียวที่ใช้เวลาราว 20 ปีกว่าจะตกผลึก นั่นคือเทคโนโลยีทำหน้าที่เคลื่อนย้ายข้อมูลได้ดีมาก แต่สิ่งที่เคลื่อนย้ายเงินจริง ๆ คือความไว้วางใจ และความจริงทุกข้อที่ตามมาหลังจากนี้ ล้วนเป็นการตรวจสอบข้อสรุปเดียวกันนี้จากคนละมุม

เครือข่ายอายุ 500 ปีที่ยังไม่มีเทคโนโลยีไหนล้มลงได้

สิ่งที่ Hawala และ Hundi ทำได้ดีกว่าธนาคาร ฟินเทค และผู้ก่อตั้งบริษัทคริปโทเคอร์เรนซีตลอดร้อยปีที่ผ่านมา คือการเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าสกุลเงินที่แท้จริงของการเคลื่อนย้ายเงินไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือความไว้วางใจระหว่างคนสองฝั่ง

คุณอัศวินยอมรับว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่มองเห็นได้ตั้งแต่แรก เพราะตอนเริ่มต้น DeeMoney เมื่อราว 10 ปีก่อน ความคิดตอนนั้นคือการสร้างแอปพลิเคชันที่ดีที่สุด มีขั้นตอนยืนยันตัวตนลูกค้า Know Your Customer (KYC) ที่ลื่นไหล และเชื่อว่าลูกค้าจะเลือกใช้บริการเพราะตัวเทคโนโลยี ความจริงที่พบภายหลังกลับตรงกันข้าม

ไม่มีเครือข่ายโอนเงินระดับโลก มีแต่เครือข่ายท้องถิ่นที่ถูกถักทอเข้าหากัน

ความเข้าใจผิดข้อแรกอยู่ที่บทบาทของเทคโนโลยี ส่วนข้อถัดมาอยู่ที่ตัวเครือข่ายเอง เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าโลกมีระบบโอนเงินระหว่างประเทศที่สวยงามระบบหนึ่งคอยทำหน้าที่ส่งเงินให้ ความจริงคือระบบแบบนั้นไม่มีอยู่จริง

สิ่งที่มีอยู่จริงคือเครือข่ายการชำระเงินท้องถิ่นของแต่ละประเทศที่ถูกถักทอเข้าหากันจนใช้งานข้ามพรมแดนได้ ทุกกฎระเบียบท้องถิ่นและทุกช่องทางการชำระเงินท้องถิ่นถูกนำมาต่อกันทีละเส้น แม้แต่ Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication (SWIFT) ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นเครือข่ายโอนเงินระดับโลก แท้จริงแล้วเป็นเพียงแพลตฟอร์มรับส่งข้อความระหว่างสถาบันการเงินเท่านั้น เงินยังต้องถูกแปลงเป็นสกุลท้องถิ่นและวิ่งผ่านเครือข่ายของประเทศปลายทางอยู่ดี กว่าผู้รับอีกซีกโลกจะได้เงินจริง

บริษัทชำระเงินที่แท้จริงคือบริษัทบริหารสภาพคล่อง

เมื่อเครือข่ายที่ใช้งานอยู่คือการถักทอระบบท้องถิ่นเข้าด้วยกัน สิ่งที่ทำให้เงินถึงปลายทางภายในไม่กี่นาทีจึงไม่ใช่ความเร็วของโค้ด คุณอัศวินระบุว่าตอนตั้ง DeeMoney ทีมงานคิดว่ากำลังสร้างบริษัทชำระเงินที่เจ๋งมาก แต่สุดท้ายพบว่าสิ่งที่สร้างขึ้นจริงคือบริษัทบริหารเงินและสภาพคล่อง เพราะหากไม่มีการบริหารเงินคงคลังและสภาพคล่องตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน เทคโนโลยีแทบไม่มีความหมายในอุตสาหกรรมนี้

ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือการส่งเงินจากกรุงเทพฯ ไปสหราชอาณาจักรตอนตีสามของวันเสาร์ แล้วคาดหวังให้ปลายทางได้รับเงินตอนตีสามห้านาที สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือคนในทีมบริหารเงินที่ต้องวางเงินล่วงหน้า (Pre-funding) ไว้ตั้งแต่วันพุธ แปลงเงินเป็นสกุลปอนด์ในวันศุกร์ เพื่อรอให้ลูกค้ามาใช้ในเช้ามืดวันเสาร์ ทั้งหมดนี้คือการประสานงานจำนวนมากที่ต้องลงตัวพอดีทุกครั้ง

ย้ายเงินไม่ยาก แต่ย้ายเงินข้ามพรมแดนอย่างถูกกฎหมายคือของจริง

การบริหารสภาพคล่องยังเป็นเพียงด้านหนึ่งของงาน อีกด้านที่หนักกว่าคือกรอบกฎหมาย คุณอัศวินสรุปสั้น ๆ ว่าการเคลื่อนย้ายเงินเป็นเรื่องง่าย แต่การเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนอย่างถูกกฎหมายเป็นเรื่องยากมาก

คริปโทเคอร์เรนซีคือตัวอย่างที่ชัดที่สุดของประเด็นนี้ เพราะเทคโนโลยีสามารถอัปเดตบัญชีแยกประเภท (Ledger) จากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งได้ในระดับมิลลิวินาที แต่ส่วนที่ยากจริงคือการทำให้กระบวนการนั้นถูกต้องตามกฎระเบียบในหลายเส้นทางการโอนและหลายหน่วยงานกำกับดูแลพร้อมกัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้คริปโทเคอร์เรนซีในการส่งเงินข้ามประเทศในชีวิตประจำวัน

สูตรของผู้ชนะเป็นการคูณ ไม่ใช่การบวก

คำถามที่ตามมาคือแล้วใครจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ ฟินเทค ธนาคาร หรือทั้งสองฝ่ายที่ทำงานร่วมกัน คำตอบที่คุณอัศวินเสนอไม่ได้อยู่ที่ประเภทของผู้เล่น แต่อยู่ที่องค์ประกอบสี่อย่างที่ต้องมีครบ ได้แก่ เทคโนโลยี การกำกับดูแลให้ถูกกฎระเบียบ สภาพคล่อง และความไว้วางใจ

เหตุผลที่เลือกใช้เครื่องหมายคูณแทนเครื่องหมายบวกในการอธิบาย คือหากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งมีค่าเป็นศูนย์ ผลลัพธ์ทั้งหมดจะเป็นศูนย์ทันที ทั้งสี่อย่างจึงต้องทำงานสอดประสานกัน เครือข่ายหนึ่งถึงจะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและทำหน้าที่เคลื่อนย้ายเงินได้จริง

ทำไมเงินถึงเดินทางแบบเดียวกับข้อความในแชตไม่ได้

คำถามที่คุณอัศวินบอกว่าถูกถามบ่อยที่สุดคือ ในเมื่อการส่งข้อความจากกรุงเทพฯ ไปนิวยอร์กผ่านแอปพลิเคชันแชตใช้เวลาไม่กี่วินาที ทำไมเงินถึงเดินทางแบบเดียวกันไม่ได้

ส่วนที่คนทั่วไปมองเห็นคือยอดบนสุดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งมีแค่ค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange) แล้วเงินก็ควรจะไปถึงปลายทาง แต่สิ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำคือความซับซ้อนที่ต้องประสานให้ลงตัวทุกวัน ตั้งแต่ความเร็ว สภาพคล่อง การวางเงินล่วงหน้า การตรวจสอบตามกฎระเบียบ การกระทบยอดบัญชี (Reconciliation) การจัดการรายการที่โอนไม่สำเร็จ การคืนเงิน ไปจนถึงทีมดูแลลูกค้าที่ต้องทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ทั้งหมดนี้ทำงานอยู่หลังฉากเพื่อให้การเดินทางของเงินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งดูเรียบง่ายที่สุดในสายตาผู้ใช้

ผ้าสี่ผืนแห่งความไว้วางใจที่ DeeMoney ถักขึ้นมา

ความซับซ้อนใต้ผิวน้ำทั้งหมดนั้นจะไม่มีความหมายเลย หากปลายทางไม่ได้จบลงที่ความไว้วางใจ คุณอัศวินอธิบายว่า DeeMoney ถักผ้าแห่งความไว้วางใจสี่ผืนเข้าด้วยกัน ผืนแรกและสำคัญที่สุดคือความไว้วางใจจากลูกค้า ผืนที่สองคือความไว้วางใจจากหน่วยงานกำกับดูแลที่มอบใบอนุญาตให้ทำหน้าที่นี้แทนผู้บริโภค ส่วนอีกสองผืนที่เหลือคือธนาคารและฟินเทคพันธมิตรกว่า 70 รายในเครือข่าย เพราะไม่มีฟินเทครายใดเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนอย่างถูกกฎหมายได้โดยลำพัง

ผลของการมองแบบนี้ทำให้นิยามของธุรกิจเปลี่ยนไปด้วย ตอนเริ่มต้นทีมงานคิดว่ากำลังทำบริษัทรับโอนเงินข้ามประเทศ (Remittance) แต่เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าการโอนเงินเป็นเพียงผลิตภัณฑ์หนึ่งที่วิ่งอยู่บนทางด่วนซึ่งบริษัทสร้างขึ้น หรือสิ่งที่คุณอัศวินเรียกว่าสะพานการเงินที่ไว้วางใจได้ระหว่างไทยกับโลก ปัจจุบัน DeeMoney ประมวลผลธุรกรรมมากกว่า 7 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และคุณอัศวินระบุว่าเป็นฟินเทคด้านการชำระเงินข้ามพรมแดนรายใหญ่ที่สุดในไทย โดยมีการชำระเงินข้ามพรมแดนวิ่งอยู่บนทางด่วนเส้นนี้แล้ว ส่วนบริการรับชำระเงิน (Collections) และเหรียญที่ตรึงมูลค่า (Stablecoin) คือผลิตภัณฑ์ที่จะตามมา

ธนาคารถูกออกแบบมาเพื่อความมั่นคง ส่วนลูกค้าต้องการอิสระ

เมื่อความไว้วางใจต้องมาจากทั้งสี่ผืนพร้อมกัน ความยากจึงอยู่ตรงที่ความต้องการของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน คุณอัศวินย้ำว่าธนาคารทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมากในฐานะผู้เก็บรักษาเงินของลูกค้า ทั้งการดูแลอย่างรัดกุม การป้องกันความเสี่ยง และการป้องกันการฉ้อโกง แต่ในมุมของคนที่ใช้บริการ สิ่งที่ต้องการคืออิสระและอำนาจในการจัดการเงินของตัวเอง ซึ่งเป็นสมดุลที่หาจุดลงตัวได้ยาก

เหตุผลสำคัญคือระบบธนาคารถูกสร้างขึ้นมาราวร้อยปีเพื่อรองรับความไว้วางใจ ความมั่นคง การควบคุม และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ขณะที่พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปมากในช่วง 15 ปีหลัง คนที่เรียกรถผ่านแอปพลิเคชันแล้วได้รถภายในไม่กี่วินาที หรือกดซื้อของออนไลน์แล้วได้ของแทบจะทันที ย่อมคาดหวังแบบเดียวกันกับเงินของตัวเอง แต่ระบบบริหารเงินของธนาคารส่วนใหญ่จนถึงวันนี้ยังไม่ทำงานในวันหยุดของสหรัฐอเมริกา และหยุดรับรายการหลังบ่ายสามครึ่งของวันศุกร์ ขณะที่ลูกค้าคาดหวังให้เงินเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา โจทย์ของฟินเทคจึงคือการส่งมอบทั้งสองด้านพร้อมกันให้ได้ทุกครั้ง

ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเพื่อให้เงินเคลื่อนที่ แต่จ่ายเพื่อกำจัดความไม่แน่นอน

เมื่อความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนไปขนาดนั้น สิ่งที่ลูกค้าซื้อจริงก็เปลี่ยนตามไปด้วย คุณอัศวินเล่าว่าทีมงานเคยเชื่อว่าลูกค้าเลือกใช้บริการเพราะอัตราแลกเปลี่ยนที่ดี ค่าธรรมเนียมคงที่ 125 บาทสำหรับการส่งเงินไปทั่วโลก หรือความเร็วระดับไม่กี่วินาที แต่สิ่งที่ค้นพบคือลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเพื่อให้เงินเคลื่อนที่ หากจ่ายเพื่อให้ความไม่แน่นอนหายไป

ความไม่แน่นอนในที่นี้มีอีกชื่อว่าแรงเสียดทานตลอดเส้นทางตั้งแต่กดส่งจนถึงปลายทางรับเงิน สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือความมั่นใจว่าเงินถึงปลายทางแน่นอนทุกครั้งโดยไม่ต้องโทรถามศูนย์บริการว่าตอนนี้เงินอยู่ที่ไหน งานที่ยากของผู้ให้บริการจึงเป็นการแนบความแน่นอนไปกับทุกธุรกรรม

อนาคตที่การจ่ายเงินหายไปจากสายตา และลูกค้าอาจไม่ใช่มนุษย์

คำถามที่คุณอัศวินบอกว่าถูกถามบ่อยไม่แพ้กันคือ เมื่อมี AI บล็อกเชน และเทคโนโลยีอีกจำนวนมากอยู่ในมือแล้ว อนาคตของการโอนเงินระหว่างประเทศจะหน้าตาเป็นอย่างไร คำตอบที่เคยเชื่ออยู่ราวห้าปีคือค่าบริการจะกลายเป็นศูนย์และทุกคนจะย้ายเงินได้ฟรี แต่ปัจจุบันไม่ได้มองแบบนั้นแล้ว

สิ่งที่มองว่าจะเกิดขึ้นแทนคือประสบการณ์การชำระเงินจะค่อย ๆ หายไปจากสายตา ด้วยการถูกฝังเข้าไปในเส้นทางการใช้งานของแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มถัดไปที่ผู้ใช้เปิดอยู่แล้ว การจ่ายเงินจึงไม่ใช่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันแยกต่างหากอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ผู้ใช้ทำอยู่ และท้ายที่สุดอาจเป็น AI หรือเครื่องจักรที่ทำธุรกรรมแทนโดยที่มนุษย์ไม่ต้องคิดถึงมันเลย

ภาพที่ตามมาคือลูกค้าในอนาคตอาจไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็น AI Agent หรือตัวแทนอัจฉริยะที่ทำงานแทนผู้ใช้จำนวนหลักพันล้านตัวที่เข้ามาใช้บริการบนแพลตฟอร์มคุณอัศวินยอมรับว่ายังไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ทำให้คิดไม่ตกคือตลอดร้อยปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้เรียนรู้แต่เรื่องการชนะใจมนุษย์ ขณะที่ 10 ปีข้างหน้าอาจเป็นเรื่องของการไว้ใจเครื่องจักรแทน

Stablecoin กับโทเคนเงินฝาก ต้นทุนก้อนใหญ่ที่ฟินเทคทุกรายรอคำตอบ

ช่วงถามตอบหลังจบเซสชันวนกลับมาที่ต้นทุนซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจอีกครั้ง คุณอัศวินระบุว่าต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดของธุรกิจนี้คือสภาพคล่องและการวางเงินล่วงหน้า และเป็นจริงกับฟินเทคมากกว่าผู้เล่นประเภทอื่น เพราะฟินเทคไม่มีเงินฝากแบบธนาคาร จึงต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนและงบดุลของตัวเองทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ โทเคนเงินฝาก (Deposit Token) และเหรียญที่ตรึงมูลค่าจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับฟินเทคทุกราย หากนำมาใช้ตัดภาระการวางเงินล่วงหน้าออกจากการเคลื่อนย้ายเงินได้จริง คุณอัศวินประเมินว่าในไทยยังถือว่าเร็วมาก และหากต้องคาดการณ์ อาจอยู่ในช่วงราว 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้ากว่าจะได้เห็นเทคโนโลยีกลุ่มนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการโอนเงิน ขณะที่หลายประเทศเริ่มใช้งานกันแล้ว ซึ่งเป็นบทเรียนที่ไทยเรียนรู้ตามได้

ส่วนคำถามเรื่องอนาคตที่เครื่องจักรจะเข้ามาใช้บริการทางการเงินแทนมนุษย์ คุณอัศวินตอบตรงไปตรงมาว่ายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน สิ่งเดียวที่บอกได้คือที่ผ่านมาอุตสาหกรรมสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ใช้เท่านั้น เมื่อใดที่ AI เริ่มรับผิดชอบและอนุมัติการชำระเงินแทนเจ้าของเงิน องค์ประกอบเรื่องความไว้วางใจซึ่งเป็นแกนของการพูดครั้งนี้จะเปลี่ยนไปทั้งหมด เพราะจากเดิมที่คนเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะส่งเงินจากไทยไปสหราชอาณาจักรอย่างไร วันข้างหน้า AI Agent อาจเป็นฝ่ายอนุมัติและยืนยันตัวตนของธุรกรรมนั้นแทน

คำถามที่ค้างอยู่ตั้งแต่ต้นเซสชันว่าทำไมเครือข่ายอายุ 500 ปีถึงยังไม่ถูกเทคโนโลยีใดล้มลงได้ จึงมีคำตอบอยู่ในประโยคเดียวกับที่คุณอัศวินทิ้งท้ายไว้ว่าเทคโนโลยีทำหน้าที่เคลื่อนย้ายข้อมูลได้ดีมาก แต่สิ่งที่เคลื่อนย้ายเงินคือความไว้วางใจ และหากภาพอนาคตที่ผู้ใช้บริการทางการเงินไม่ใช่มนุษย์เกิดขึ้นจริง โจทย์ถัดไปของอุตสาหกรรมนี้ก็จะไม่ใช่การทำให้เงินเดินทางเร็วขึ้นอีกไม่กี่วินาที แต่คือการหาคำตอบว่าความไว้วางใจจะถูกส่งต่อจากมนุษย์ไปสู่เครื่องจักรได้อย่างไร

ที่มา: เซสชัน 'Unspoken Facts of Global Payments: How Fintechs Changed the Banking Game' บนเวที Techsauce Global Summit 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

วิสัยทัศน์ที่ต้องลงมือทำ คุยกับธนิศร์ เจียรวนนท์ เบื้องหลัง Makro PRO และสองรางวัลแห่งปี

บางจุดผมก็ยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผม แต่ผมต้องขอบคุณทีมงานที่เชื่อในผม ในจุดที่คนอื่นบอกว่าทำไม่ได้ เมื่อ Techsauce ถามคุณธนิศร์ เจียรวนนท์ Group Chief Wholesale Business Off...

Responsive image

Olympics of Finance ถอดโจทย์ไทยก่อนเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026

อีกไม่กี่สัปดาห์หลัง Techsauce Global Summit 2026 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12 ถึ...

Responsive image

ถ้าแผนงานทั้งปีเสร็จใน 2 เดือน องค์กรจะทำอะไรต่อ ? คำถามจาก OpenAI ถึงผู้นำธุรกิจ

หากแผนงานทั้งปีเสร็จภายใน 2 เดือน องค์กรจะนำกำลังที่เพิ่มขึ้นไปทำอะไรต่อ ? นี่คือคำถามที่ Sid Sharma ตำแหน่ง Head of Go to Market ประจำภูมิภาคอาเซียนของ OpenAI ชวนผู้นำธุรกิจคิด...