Olympics of Finance ถอดโจทย์ไทยก่อนเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026

อีกไม่กี่สัปดาห์หลัง Techsauce Global Summit 2026 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12 ถึง 18 ตุลาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ การประชุมนี้รวมผู้กำหนดนโยบายการเงิน ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อหารือทิศทางเศรษฐกิจและความท้าทายด้านการพัฒนา

การเป็นเจ้าภาพทำให้ไทยต้องตอบให้ชัดว่า จะเปลี่ยนความสนใจจากนานาชาติให้เป็นการลงทุน การปฏิรูป และโอกาสที่ไปถึงธุรกิจและคนทำงานได้อย่างไร

ดร. สันติธาร เสถียรไทย (Vice Minister for Finance), คุณขัตติยา อินทรวิชัย (CEO, KASIKORNBANK) และ Alejandro Alcala-Gerez (Operations Manager, World Bank) จึงมาร่วมกันแชร์มุมมองผ่านเวที Olympics of Finance: Synergy for the New Frontier of Growth ในงาน Techsauce Global Summit 2026 ว่าภาครัฐ สถาบันการเงิน และองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต้องทำงานร่วมกันอย่างไร ให้เงินทุนช่วยยกระดับธุรกิจ คนทำงาน และระบบเศรษฐกิจไทย

จากเวทีหารือสู่แรงส่งของการปฏิรูป

ดร. สันติธาร เสถียรไทย มองว่า เวทีการเงินระดับนานาชาติควรเป็นมากกว่าการรวมตัวชั่วคราว แต่เป็นจุดตั้งต้นของแรงส่งการปฏิรูปที่ต่อเนื่อง เขาชี้ว่ารูปแบบการเติบโตเดิมของไทยที่เพิ่มคนและทรัพยากรเป็นหลักเริ่มถึงขีดจำกัด จึงต้องหากลไกใหม่ที่ปลดล็อกผลิตภาพและนวัตกรรม

โจทย์นี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่เพียงการมีเอกสารยุทธศาสตร์ที่สวยงาม เพราะช่องว่างสำคัญอยู่ระหว่างแผนบนกระดาษกับกลไกสถาบันที่ทำให้แผนนั้นเกิดผล

Alejandro Alcala-Gerez สะท้อนมุมเดียวกันว่า หลายประเทศมีบทวิเคราะห์และวิสัยทัศน์ที่ดีอยู่แล้ว แต่ยังขาดการเลือกจุดติดขัดเชิงกฎระเบียบที่ต้องแก้ให้ตรงจุด การยกระดับอุตสาหกรรมจึงไม่ได้เริ่มจากการคิดรายชื่ออุตสาหกรรมใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการรื้ออุปสรรคที่ขวางศักยภาพเดิมของประเทศ

ความน่าเชื่อถือในการลงมือทำจึงเป็นปัจจัยแข่งขันของประเทศ เงินทุนกำลังมองหาพื้นที่ที่กฎระเบียบคาดการณ์ได้ ลงทุนกับทักษะคน และมีมาตรฐานความยั่งยืนที่ชัดเจน เมื่อการแข่งขันไม่ได้วัดกันด้วยต้นทุนแรงงานเพียงอย่างเดียว ความสามารถในการทำตามคำมั่นจึงมีน้ำหนักมากขึ้น

การเติบโตที่คนในประเทศต้องรู้สึกได้

การเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน หรือห่วงโซ่อุปทาน ต้องสร้างความไว้วางใจสองระดับ ระดับแรกคือความเชื่อมั่นจากต่างประเทศต่อกติกาและทิศทางของไทย แต่อีกระดับคือความเชื่อมั่นของคนในประเทศว่า การเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกจะสร้างประโยชน์ให้ชุมชน แรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อยจริง

ดร. สันติธาร ยกประเด็นการลงทุนใหม่อย่างศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรมอัจฉริยะขึ้นมาชวนคิด ตัวเลขการส่งออกหรือการเติบโตอาจดูดี แต่คำถามสำคัญคือผลต่อเนื่องจากการลงทุนนั้นส่งผ่านสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด หากคนในระบบไม่เห็นประโยชน์ ความต้านทานต่อการเปิดรับเศรษฐกิจโลกก็ย่อมเพิ่มขึ้นในระยะยาว

มุมนี้ทำให้คำว่า Resilience มีความหมายมากกว่าการอยู่รอดผ่านวิกฤต คุณขัตติยาอธิบายว่า ธุรกิจควรมีความสามารถในการปรับตัว เปลี่ยนผ่าน และเติบโตได้แม้อยู่ท่ามกลางความผันผวน ซึ่งต้องใช้ทั้งความรู้ เทคโนโลยี ตลาดใหม่ การบริหารความเสี่ยง และความสามารถของผู้ประกอบการเอง

จากให้สินเชื่อ สู่การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน

สำหรับภาคธนาคาร การช่วยลูกค้าฟื้นจากวิกฤตยังจำเป็น แต่ไม่เพียงพอสำหรับเศรษฐกิจที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง คุณขัตติยามองว่า ธนาคารต้องขยับบทบาทจากการช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัว ไปสู่การเตรียมให้พร้อมสำหรับอนาคต และจากการให้เงินทุนเพื่อทำธุรกรรม ไปสู่การให้ทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ

นั่นหมายความว่า การเข้าถึงเงินทุนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ โดยเฉพาะสำหรับ SME ที่ต้องรับมือการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ธนาคาร ภาครัฐ ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และพันธมิตรอื่นจึงต้องร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ธุรกิจเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี และตลาดควบคู่กับเงินทุน

กรอบนี้เชื่อมถึงการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้วย เพราะโครงการลดการปล่อยคาร์บอนจำนวนมากยังมีความไม่แน่นอนและประวัติผลตอบแทนที่พิสูจน์ได้ไม่มากพอ ความท้าทายคือทำให้ความตั้งใจสู่เป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์กลายเป็นโครงการที่ระดมทุนได้จริง เพื่อให้ทุนเอกชนไหลเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านในระดับที่ใหญ่พอ

ทุนจะไหลตามความชัดเจน

Alejandro Alcala-Gerez ชี้ว่า ไทยมีสินทรัพย์ตั้งต้นและทิศทางนโยบายที่สำคัญ แต่การแปลงศักยภาพเป็นเงินลงทุนต้องชัดเจนเรื่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ กฎระเบียบ และทักษะคน เขายกตัวอย่างบริการดิจิทัลว่า แม้ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินที่แข็งแรง การปลดล็อกอุตสาหกรรมยังต้องมองข้อจำกัดเชิงกติกาและกำลังคนไปพร้อมกัน

เรื่องนี้ใช้กับการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเช่นกัน ดร. สันติธาร มองว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานให้ผลหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการรับมือสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางพลังงาน การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และโอกาสสร้างอุตสาหกรรมใหม่ แต่ผลลัพธ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อโครงการและกติกาทำให้เงินทุนมองเห็นความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

ท้ายที่สุด การเงินที่มีพลังวัดจากความสามารถของระบบในการเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นทักษะ ผลิตภาพ และโอกาสที่กระจายไปถึงธุรกิจและคนทำงาน เมื่อความผันผวนยังเป็นโจทย์ต่อเนื่อง ความน่าเชื่อถือในการลงมือทำให้เห็นผลจึงเป็นคำตอบสำคัญของไทย

อ้างอิง : เซสชัน Olympics of Finance: Synergy for the New Frontier of Growth ของ ดร. สันติธาร เสถียรไทย, คุณขัตติยา อินทรวิชัย และ Alejandro Alcala-Gerez ในงาน Techsauce Global Summit 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ถ้าแผนงานทั้งปีเสร็จใน 2 เดือน องค์กรจะทำอะไรต่อ ? คำถามจาก OpenAI ถึงผู้นำธุรกิจ

หากแผนงานทั้งปีเสร็จภายใน 2 เดือน องค์กรจะนำกำลังที่เพิ่มขึ้นไปทำอะไรต่อ ? นี่คือคำถามที่ Sid Sharma ตำแหน่ง Head of Go to Market ประจำภูมิภาคอาเซียนของ OpenAI ชวนผู้นำธุรกิจคิด...

Responsive image

โตเร็วเกินไปก็พังได้ เมื่อไหร่ Startup ควร Scale? รู้จัก Premature Scaling เมื่อการโตเร็วเกินไป กลายเป็นกับดักของ Startup

Startup ควร Scale เมื่อไหร่? เข้าใจความต่างระหว่าง Growth และ Scaling พร้อมเช็ก Retention, Unit Economics, Growth Engine, ทีม และเงินทุน ก่อนเร่งขยายธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกับดัก Pre...

Responsive image

โจทย์เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่ดึงเม็ดเงินได้เท่าไร แต่อยู่ที่เปลี่ยนทุนเป็นขีดความสามารถได้แค่ไหน

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดโจทย์เศรษฐกิจไทยบนเวที Techsauce Global Summit 2026 ชี้ความสำเร็จของการลงทุนต้องวัดที่ขีดความสามารถ ไม่ใช่เม็ดเงิน พร้อ...