
ในโลกยุคใหม่ที่ระบบเศรษฐกิจกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา การครอบครองทรัพยากรแบบดั้งเดิมอย่างที่ดินหรือแรงงานอาจไม่ใช่แต้มต่อที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป ทว่า 'ทรัพย์สินทางปัญญา' (Intellectual Property หรือ IP) กลับกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่มีมูลค่ามหาศาล เวทีเสวนาในหัวข้อ 'ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ' ได้ฉายภาพความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ที่สะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้สร้างสรรค์ ไปสู่การเป็นผู้แสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ
คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดประเด็นด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของวงจรทรัพย์สินทางปัญญา (IP Value Chain) ในประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยการสร้างสรรค์ การคุ้มครอง การใช้ประโยชน์ และการป้องปราม โดยชี้ให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพสูงมากในการสร้างสรรค์ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขในฐานข้อมูลที่มีสิทธิบัตรกว่า 97,000 รายการ และเครื่องหมายการค้าที่ยังมีการใช้งานอยู่กว่า 600,000 รายการ อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญที่เป็นช่องว่างขนาดใหญ่คือ 'การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์' นวัตกรรมจำนวนมากยังคงถูกทิ้งไว้ 'บนหิ้ง' โดยไม่ถูกนำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ความร่วมมือในการจัดตั้ง IP Service Center ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและเครือซีพี จึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาอุดรอยรั่วนั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เกิดการจดทะเบียนคุ้มครองอย่างถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งนางสาวอรมนย้ำว่า การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของภาคเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก (Global Innovation Index) ให้สูงขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า
ดร. ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ขยายความถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ 'สังคมภูมิปัญญา' หรือ Sustainable Intelligence Model โดยระบุว่าเทรนด์โลกในปัจจุบันให้คุณค่ากับสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) อย่างมหาศาล โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 143% เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างโรงงานหรือเครื่องจักรที่โตเพียง 32% คิดเป็นมูลค่ากว่า 7.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 14 ของ GDP โลก
การจัดตั้ง IP Service Center ณ True Digital Park จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดให้บริการรับคำขอจดทะเบียนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น Ecosystem ที่ช่วยผู้ประกอบการใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การทำให้กระบวนการทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องง่ายแบบ One Stop Service, การสร้างพันธมิตรเพื่อต่อยอดนวัตกรรม (Co-creation) และการเชื่อมโยงสู่แหล่งเงินทุน (IP Financing) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้จริง สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยมีกลไกคุ้มครองไอเดียที่มีประสิทธิภาพ
ในมุมมองของการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินทางปัญญา คุณพลกฤต กิจวชรโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มักติดกับดักเรื่องรูปแบบการคุ้มครอง คุณพลกฤตชี้ว่าการคุ้มครองไม่ได้มีเพียงรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น สิทธิบัตร เท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปแบบไม่เป็นทางการ อาทิ ความลับทางการค้า หรือความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ
สิ่งที่ผู้ประกอบการมักผิดพลาดคือการเลือกใช้เครื่องมือผิดจังหวะเวลา เช่น การรีบเปิดเผยข้อมูลเพื่อขอสิทธิบัตรในขณะที่ยังเป็นความลับทางการค้า หรือการล่าช้าในการจดทะเบียนเมื่อสินค้าเข้าสู่ตลาดแล้ว สำหรับธุรกิจที่มีทรัพยากรจำกัดและต้องแข่งขันกับเวลา กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการเน้น 'ความเร็ว' โดยต้องทำให้ทันการณ์ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองแบบ Informal หรือ Formal แล้วจึงค่อยขยับขยายให้ 'ครบถ้วน' ในภายหลังเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น

ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล คุณเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป มองว่าทรัพย์สินทางปัญญาคือกระดูกสันหลังของการขับเคลื่อน Digital Economy โดยบทบาทขององค์กรโทรคมนาคมไม่ใช่เพียงแค่ผู้ป้องกันการละเมิด แต่คือผู้สร้างสมดุลระหว่างสิทธิ์ของผู้คิดค้นและเสรีภาพในการเข้าถึงของผู้ใช้งาน ทรูได้วาง 4 แกนหลักในการบริหารจัดการ ได้แก่ การใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย, การร่วมมือกับแพลตฟอร์มระดับโลกและภาครัฐ, การผลักดันให้กฎหมายก้าวทันเทคโนโลยี และการสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม
นอกจากนี้ IP ยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียน (Recurring Revenue) และเป็นรากฐานของ 'Soft Power' ที่จะพาคอนเทนต์และนวัตกรรมไทยไปสู่เวทีโลก การมอง IP ในลักษณะที่เป็น Platform-based จะช่วยสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ๆ ที่ทำให้นักสร้างสรรค์ไทยก้าวข้ามจากการคิดเพื่อตลาดท้องถิ่น ไปสู่การคิดเพื่อตลาดระดับโลก
ภาคธุรกิจค้าปลีกที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่าง ซีพี ออลล์ โดยนางมาลี อุทัยกิตติศัพท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จของสินค้าใหม่ๆ ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ว่าเกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่กระตุ้นให้พนักงานเป็นคนช่างสังเกตและรู้จักตั้งคำถาม จนนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อดูแลนวัตกรรมภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ
จุดเด่นที่น่าสนใจคือโมเดลการทำงานร่วมกับคู่ค้า (Team Merchandising) ที่นำความเชี่ยวชาญในการผลิตของคู่ค้ามาผสานกับฐานข้อมูลความต้องการลูกค้าของซีพี ออลล์ การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในบริบทนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทใหญ่ แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงให้กับคู่ค้า SME เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนพัฒนาสินค้าของพวกเขาจะไม่สูญเปล่าจากการถูกลอกเลียนแบบ และสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน
คุณสหัส ไชยโย ผู้บริหารสูงสุด ด้านวิศวกรรมเพื่อความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ตอกย้ำความสำคัญของ IP ในอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร และความยั่งยืน เทคโนโลยีอย่าง IoT และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความโปร่งใสที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ผ่าน QR Code
สำหรับทิศทางในอนาคต การสร้างนวัตกรรมอาหารจะไม่ใช่แค่เรื่องของการผลิต แต่คือการสร้าง 'อัตลักษณ์' ให้กับสินค้าไทยในตลาดโลก เช่น แบรนด์ Thai Cube รวมถึงการตอบโจทย์เทรนด์อาหารเฉพาะบุคคล (Personalized Food) และอาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Food) ซึ่งทั้งหมดต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตรอย่างรัดกุม เพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ สู่ผู้นำด้าน Food Innovation อย่างแท้จริง
ปิดท้ายด้วยมุมมองจาก คุณพอล สิริสันต์ กรรมการผู้จัดการ Cloud 11 ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของวงการครีเอเตอร์ไทย โดยเปรียบคนทำงานสร้างสรรค์เป็นเหมือน 'มดงาน' ที่ขาดความรู้เรื่องการปกป้องสิทธิ์ ปัญหาใหญ่คือทัศนคติแบบ 'Work for Hire' หรือการรับจ้างผลิตแล้วรับเงินก้อนเดียวจบ โดยยอมขายสิทธิ์ขาดให้กับผู้ว่าจ้าง ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้ระยะยาวจากค่าลิขสิทธิ์ (Licensing)
Cloud 11 จึงพยายามเข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างระบบนิเวศที่ให้ความรู้และบ่มเพาะครีเอเตอร์ โดยดึงผู้เล่นระดับโลกเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อชี้ให้เห็นว่างานสร้างสรรค์คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกว่าแค่ชิ้นงานศิลปะ การเปลี่ยน Mindset นี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ Creative Economy ของไทยเข้มแข็งและยั่งยืน
เวทีเสวนาครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า 'ทรัพย์สินทางปัญญา' ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงข้อกฎหมายที่ซับซ้อนอีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด