
บนเวที World Economic Forum (WEF) หรือ Davos 2026 นี้ หนึ่งในเซสชันที่ถูกจับตามองและได้รับการพูดถึงมากที่สุด ไม่ใช่เพียงการอัปเดตตัวเลขเศรษฐกิจทั่วไป แต่คือการเผชิญหน้าทางความคิดระหว่าง Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และ Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก พร้อมข้อความที่ฟังดูทั้งท้าทายและเร่งด่วนไปพร้อมกัน เมื่อโลกกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ “ยุคไร้กติกา” มากขึ้นทุกวัน และหากยุโรปไม่เร่งปรับตัว วันนี้จากที่เป็นขั้วอำนาจร่วม อาจถูกลดสถานะเหลือเพียง “สมรภูมิแข่งขันของคนอื่น”
Emmanuel Macron เลือกใช้เวทีระดับโลกอย่างดาวอส เพื่อวางภาพใหญ่ของทั้งการเมืองและเศรษฐกิจในแบบที่โยงทุกเรื่องเข้าหากัน ตั้งแต่สงครามในยูเครน การค้าโลกที่เต็มไปด้วยภาษีตอบโต้ ไปจนถึงบทบาทของ AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเกมเศรษฐกิจยุคใหม่ ก่อนจะค่อย ๆ ซูมเข้ามาที่คำถามสำคัญว่า ฝรั่งเศสและยุโรปควรเดินไปทางไหนในภูมิทัศน์ใหม่นี้
Emmanuel Macron ไม่ได้ใช้เวลาไปกับการเกริ่นเชิงพิธีการนานนัก เขาเริ่มจากการตั้งกรอบภาพใหญ่ว่าโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญ 'ความไร้เสถียรภาพ' ในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และระเบียบระหว่างประเทศ โดยปี 2024 โลกมีความขัดแย้งและสงครามมากกว่า 60 จุด ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
เขาอธิบายว่าความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สนามรบในความหมายแบบดั้งเดิม แต่กำลังขยายไปสู่มิติใหม่ ๆ ทั้งอวกาศ ดิจิทัล ข้อมูลข่าวสาร ไซเบอร์ และการค้า กลายเป็น 'สงครามแบบไฮบริด' ที่ไม่จำกัดอยู่แค่กองทัพหรือแนวหน้าทางทหารอีกต่อไป หากแต่แทรกอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่คนทั่วไปพึ่งพาในชีวิตประจำวัน
Emmanuel Macron ใช้คำที่แรงแต่สะท้อนความกังวลอย่างชัดเจนว่า โลกกำลังสไลด์จากระเบียบที่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ไปสู่ระเบียบที่ 'กฎหมายของผู้แข็งแกร่ง' คือสิ่งเดียวที่มีผลบังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามรุกรานยูเครนของรัสเซีย ความรุนแรงในตะวันออกกลางและแอฟริกา หรือการที่บางประเทศเลือกถอนตัวหรือทำให้กลไกพหุภาคีนิยมอ่อนแรงลงทีละน้อย
เขาเตือนว่า เมื่อกลไกร่วมกันของโลกอ่อนแอ การร่วมมือก็จะหายไป เหลือเพียงการแข่งขันอย่างไม่ปรานี ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามการเมือง แต่หนักหนาไม่แพ้กันในสนามเศรษฐกิจ
ปี 2026 ฝรั่งเศสจะทำหน้าที่เป็นประธาน G7 ซึ่ง Emmanuel Macron มองว่าควรเป็นมากกว่า “คลับของประเทศร่ำรวย” แต่ต้องกลับมาเป็น “โต๊ะสนทนาอย่างตรงไปตรงมา” ระหว่างชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่สามารถช่วยกันวินิจฉัยปัญหาเศรษฐกิจโลกอย่างจริงจัง และยอมรับบทบาทของตัวเองในการแก้เกม
เขาชี้ให้เห็นชุดอาการของ “ความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจโลก” ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่โยนโทษให้กันไปมา ไม่ว่าจะเป็น
ที่สำคัญ ความไม่สมดุลเหล่านี้ยังสะท้อนออกมาใน “ช่องว่างการพัฒนา” ระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งการให้ความช่วยเหลือแบบเดิม ๆ ไม่ได้ช่วยให้ประเทศเหล่านั้นหลุดพ้นจากวงจรความยากจนได้จริง
สำหรับ Emmanuel Macron G7 ในยุคต่อไปจึงควรเป็นเวทีที่ประเทศหลักของโลก “ยอมรับความจริงร่วมกัน” ว่าระบบที่เป็นอยู่กำลังสร้างความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และถ้าไม่ร่วมกันตั้งกติกาใหม่อย่างมีเหตุผล โลกจะถูกกำหนดโดยภาวะ 'สงครามการค้า' และ 'การแข่งขันอุดหนุน' ซึ่งท้ายที่สุดไม่มีใครชนะจริง
เขายังเน้นว่าการสร้างระเบียบใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะใน G7 เท่านั้น แต่ต้องเชื่อมสะพานไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น BRICS และ G20 เพราะการแตกแยกเป็นกลุ่ม ๆ โดยไม่มีสะพานเชื่อมระหว่างกัน จะทำให้โลกเดินไปสู่ยุคแบ่งขั้วที่ทุกคนเสียประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อเลื่อนมุมมองจากระดับโลกลงมาที่ยุโรป Emmanuel Macron ยอมรับตรง ๆ ว่า 'ปัญหาหลักของยุโรป' คือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ และการเติบโตของ GDP ต่อหัวที่ตามหลังสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยเขาย้ำว่า 3 เสาหลักในการสร้างความแข็งแกร่งให้ยุโรป คือ การปกป้อง การทำให้เรียบง่าย และการลงทุน
ในมุมของการปกป้อง Emmanuel Macron ไม่ได้พูดถึงการปิดประเทศแบบ Protectionism ตรง ๆ แต่เขาชี้ว่าทุกภูมิภาคเศรษฐกิจใหญ่ต่างก็มี “กลไกป้องกันตัวเอง” ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองการลงทุนจากต่างชาติหรือมาตรการเพื่อดูแลอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ในประเทศ
ในสายตาของเขา ยุโรปต่างหากที่ 'เปิดตลาดอย่างไร้เดียงสาเกินไป' เปิดให้สินค้าจากต่างชาติเข้ามาแข่งในตลาดยุโรปโดยแทบไม่มีเงื่อนไข ในขณะที่บริษัทจากยุโรปเองกลับเข้าถึงตลาดบางประเทศได้ยาก หรือถูกกีดกันด้วยมาตรการที่ไม่เป็นธรรม
จากจุดนี้ เขาจึงผลักดันแนวคิด 'European Preference' หรือหลักการให้ความสำคัญกับสินค้าและการลงทุนของยุโรปเองในกรณีที่มีการแข่งขันหรือการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุโรปกลายเป็นแค่ตลาดเปิดโล่งที่ผู้เล่นจากชาติอื่นเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ฝ่ายเดียว โดยไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในทวีปอย่างแท้จริง
Emmanuel Macron ชี้ว่าฝรั่งเศสและเยอรมนีกำลังร่วมกันผลักดันกรอบนโยบายนี้ และคาดหวังให้คณะกรรมาธิการยุโรปนำเสนอข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรมภายในต้นปี 2026 เพื่อให้หลัก European Preference ถูกนำไปใช้ในหลายภาคส่วน ตั้งแต่อุตสาหกรรมเคมี ยานยนต์ ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง
อีกเสาหลักที่ Emmanuel Macron ให้ความสำคัญคือ 'การทำให้ระบบเรียบง่ายขึ้น' เขายอมรับว่าในช่วงหลัง ยุโรปสร้างกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และมาตรฐานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีเจตนาดี แต่หลายกรณีกลับ 'ทำให้ยุโรปเดินไม่พร้อมโลก' และกดทับความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในทางปฏิบัติ
เขายกตัวอย่างการทบทวนกรอบกฎระเบียบในภาคยานยนต์ที่เริ่มปรับแล้ว และบอกว่ายังต้องเร่งทำในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงเคมี ดิจิทัล AI และธนาคาร จุดยืนของเขาคือ ยุโรปต้องกล้าปรับหรือถอยจากบางกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับจังหวะโลก และหันมาโฟกัสที่ 'ตลาดเดียว 450 ล้านคน' ให้เป็นตลาดภายในจริง ๆ ของทุกบริษัทในสหภาพยุโรป
หัวใจของการทำให้เรียบง่ายในมุมของ Emmanuel Macron จึงไม่ใช่การปล่อยเสรีไร้กติกา แต่คือการออกแบบกฎให้ “สอดประสานมากขึ้น ไม่ซ้อนกันเอง และไม่เลือกปฏิบัติทางเทคโนโลยี” เพื่อให้บริษัทยุโรปมีพื้นที่ทดลองนวัตกรรมได้จริงภายในบ้านตัวเอง ก่อนจะออกไปแข่งขันในเวทีโลก
Emmanuel Macron ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ช่องว่างความมั่งคั่งระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากจำนวนประชากรหรือทรัพยากร แต่เกิดจาก 'ระดับนวัตกรรมและการลงทุน' โดยเขาประเมินว่า 65–70% ของช่องว่าง GDP ต่อหัว มาจากความแตกต่างด้านนวัตกรรมและความสามารถในการดึงดูดเงินลงทุน
เขาเสนอว่ายุโรปจำเป็นต้องเพิ่มขนาดงบประมาณร่วม โดยเฉพาะในด้านที่เป็นเทคโนโลยีกำหนดอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ควอนตัมเทคโนโลยี เทคโนโลยีสีเขียว ตลอดจนด้านความมั่นคงและกลาโหม หากยุโรปไม่ลงทุนในเรื่องเหล่านี้ให้เพียงพอ ก็ยากที่จะรักษาบทบาทในฐานะผู้เล่นหลักของโลกในระยะยาว
Emmanuel Macron ยังชี้ให้เห็นความย้อนแย้งที่สำคัญของยุโรป นั่นคือยุโรปมีเงินออมมาก แต่ลงทุนในตัวเองน้อย เงินจำนวนมากของชาวยุโรปไหลไปอยู่ในพันธบัตรหรือสินทรัพย์นอกทวีป แทนที่จะหมุนกลับมาสร้างบริษัทนวัตกรรมและกิจการเติบโตสูงในยุโรปเอง
คำตอบของเขาคือ ต้องเร่งสร้าง “สหภาพตลาดทุน” (Capital Market Union) ให้เป็นจริง ลดข้อจำกัดและความกระจัดกระจายของตลาดทุนในแต่ละประเทศ เพื่อให้เงินออมของยุโรปไหลเข้าสู่กิจการนวัตกรรมในยุโรปได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น แทนที่จะหายออกไปนอกภูมิภาค
เมื่อหันกลับมาพูดถึงฝรั่งเศส Emmanuel Macron ใช้โอกาสนี้ขายจุดแข็งของประเทศต่อหน้าผู้นำธุรกิจโลกอย่างตรงไปตรงมา เขาชี้ว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุนมากที่สุดในยุโรปตลอดหกปีที่ผ่านมา และตั้งใจจะรักษาสถานะนี้ไว้ด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง
เขาเน้นย้ำจุดได้เปรียบ 3 ด้านสำคัญคือ
ในมุมมองของเขา ตลาดมักประเมินมูลค่าปัจจัยเหล่านี้ต่ำกว่าความเป็นจริง และเขาเชื่อว่ายุโรปยังมี “ส่วนลดด้านความเสี่ยง” ที่ยังไม่ได้ถูกสะท้อนเต็มที่ในสายตานักลงทุนโลก
เมื่อ Larry Fink ถามต่อเรื่อง AI ว่าฝรั่งเศสและยุโรปจะเดินอย่างไรในสนามใหม่นี้ Emmanuel Macron ตอบอย่างชัดเจนว่าฝรั่งเศส “เชื่อมั่นใน AI” และไม่มองเทคโนโลยีนี้แบบหวาดกลัว หากมองว่าเป็นการปฏิวัติที่จะกำหนดรูปแบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่งคั่งในอนาคต
เขาเน้นว่าฝรั่งเศสมีวัตถุดิบสำคัญ 3 ด้านในการสร้างระบบนิเวศ AI ได้แก่
สำหรับ Emmanuel Macron เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงสร้าง “บริษัท AI จากฝรั่งเศส” แต่คือการทำให้ทั้งสหภาพยุโรปเป็น “ตลาดในบ้าน” ของบริษัทเหล่านี้ โดยการเร่งทำให้ Single Market เป็นจริงในเชิงดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้บริษัทสามารถคิดในสเกล 450 ล้านคนตั้งแต่วันแรก แทนที่จะเริ่มจาก 60–70 ล้านคนในแต่ละประเทศสมาชิก
ในช่วงท้ายของการสนทนา Larry Fink ถาม Emmanuel Macron ว่า อยากฝากสารอะไรไว้กับโลกในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่งผู้นำฝรั่งเศส Emmanuel Macron ตอบด้วยโทนที่ผสมกันระหว่างความกังวลและความหวังว่า
เราอยู่ในยุคที่ระดับการลงทุนและการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีสูงกว่าช่วงไหนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน ระดับความไม่แน่นอนทางการเมืองและความขัดแย้งก็สูงขึ้นพร้อมกัน เขาจึงเชื่อว่าหน้าที่ร่วมกันของผู้นำประเทศและผู้นำธุรกิจคือ “อย่าปล่อยให้อนาคตถูกกำหนดโดยคนที่ถือไม้ใหญ่ที่สุดหรือเสียงดังที่สุด”
เขาย้ำ 3 โจทย์ที่โลกต้องไม่หลุดโฟกัส ได้แก่
สำหรับ Emmanuel Macron คำตอบต่อทั้งสามเรื่องนี้ไม่ใช่การถอนตัวกลับไปสู่ลัทธิล่าอาณานิคมหรือการแบ่งขั้วใหม่ แต่คือ “การร่วมมือกันในระดับที่ลึกกว่าที่เคย” พร้อมทั้งเลิกเสียเวลากับ “ไอเดียบ้าบางอย่าง” ที่ทำให้โลกแตกแยกโดยใช่เหตุ
เขาจบสุนทรพจน์ด้วยการเชิญชวนให้มองยุโรปและฝรั่งเศสไม่ใช่เพียงฐานการลงทุน แต่เป็นหุ้นส่วนในการสร้างโลกที่มีสันติภาพ ความมั่งคั่ง และการลดคาร์บอนที่เป็นจริงได้ ไม่ใช่แค่คำสัญญาบนเวทีประชุม
ข้อมูลจาก Session: Special Address by Emmanuel Macron, President of France ในงาน World Economic Forum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด