คุยกับ Eric Tse ผู้สืบทอดบริษัทยาเบอร์ต้นจีน เจาะสูตรบทเรียน 20 ปี SBP Group สู่ความสำเร็จในตลาดโลก

ตระกูล Tse ผู้ที่บุกเบิกและปั้นธุรกิจยาจนยิ่งใหญ่ในจีนคือ Tse Ping ทายาทสายตระกูลฝั่งจีน เขาก่อตั้ง Sino Biopharmaceutical (SBP Group) และ CTTQ ซึ่งความน่าสนใจคือตัวย่อ CTTQ นั้นมาจากคำว่า CHIA TAI TIANQING PHARMACEUTICAL GROUP CO., LTDg เป็นการนำชื่อ ‘เจียไต๋’ ซึ่งเป็นเสมือนตราประทับแห่งจุดเริ่มต้นของตระกูล ไปสลักไว้บนป้ายชื่อบริษัทยาระดับแนวหน้าของจีน

และในบทความนี้ Techsauce ได้มีโอกาสพูดคุยกับ Eric Tse ลูกชายของ Tse Ping ผู้รับไม้ต่อในฐานะประธาน CTTQ และ CEO ของ SBP Group อย่างเต็มตัว ในรายการ Exec Insight เพื่อเจาะลึกถึงวิสัยทัศน์การนำทัพบริษัท ทิศทางของวงการยาจีนที่กำลังดิสรัปต์ตลาดโลก และที่สำคัญที่สุด... จุดเชื่อมโยงที่ ‘ประเทศไทย’ จะสามารถเข้าไปมีบทบาทและคว้าโอกาสจากสมการนี้ได้อย่างไร

เส้นทางกว่า 30 ปีในสมรภูมิยาจีนของบริษัท

Eric Tse นิยามตัวตนของบริษัทคือ pioneer innovation การเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรม ไม่ใช่ผู้ตาม

โดยเริ่มเล่าว่าจุดเริ่มต้นของพวกเขานั้นลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับประเทศไทย ในฐานะส่วนหนึ่งของ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มทุนที่ใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งจารึกชื่อเป็นนักลงทุนต่างชาติรายแรกที่กล้าเดินฝ่ากำแพงเข้าไปลงทุนในจีนตั้งแต่ปี 1978 ก่อนที่ธุรกิจยาจะถูกเริ่มนับหนึ่งอย่างจริงจังในช่วงยุค 1990 จากจุดเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครจับตามอง บริษัทของเขาก็ค่อย ๆ สะสมองค์ความรู้และเติบโตอย่างมั่นคง จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำแถวหน้าของวงการยาจีนในปัจจุบัน

แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเป้าหมายต่อไปที่ Eric กำลังพาองค์กรพุ่งชน คือการสลัดภาพลักษณ์ของการเป็นผู้เล่นในบ้าน แล้วยกระดับขีดความสามารถเพื่อก้าวสู่การเป็น Global Player บนเวทีโลกอย่างเต็มตัว เปลี่ยนผ่านจากบริษัทที่เติบโตในจีน สู่ยานวัตกรรมสัญชาติจีนที่จะเข้าไปมีบทบาทสำคัญในระดับสากล

ซึ่งก่อนจะไปถึงจุดนั้น Eric ได้พาย้อนไปดูเส้นทางในสมรภูมิยาจีนของบริษัท ซึ่งครอบคลุมการรักษาตั้งแต่โรคมะเร็ง, ตับอักเสบ, ระบบทางเดินหายใจ, ศัลยกรรม, ยาแก้ปวด, หัวใจและหลอดเลือด, เมตาบอลิซึม ไปจนถึงจิ๊กซอว์ตัวใหม่อย่างภูมิคุ้มกันวิทยาที่กำลังขยับเข้าไปเจาะตลาด

แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงของการพูดคุยครั้งนี้ คือการตัดสินใจทางธุรกิจที่คนนอกมองเข้ามาอาจคิดว่า กล้าทำไปได้อย่างไร

เดิมที บริษัทยามีสิ่งที่คล้ายเหมืองทองที่ขุดได้เรื่อย ๆ อย่าง ยาสามัญ (Generic Drug) ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ทำเงินได้สบาย ๆ ต้นทุนต่ำ กำไรชัวร์ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการทุ่มงบวิจัยที่กินเวลานานนับสิบปี แต่แทนที่จะกอดเซฟโซนนี้ไว้ Eric กลับเลือกที่จะเดินออกจากเหมืองทอง หันไปทุ่มสรรพกำลังให้กับ ยานวัตกรรม (Innovative Drugs) ที่คิดค้นเอง ซึ่งเป็นเกมที่แพงกว่า เสี่ยงกว่า แต่ถ้าทำสำเร็จ... มันคือการพลิกโฉมหน้าวงการไปตลอดกาล

Eric สะท้อนภาพการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งนี้ออกมาเป็นตัวเลขที่ฟังแล้วเข้าใจถึงสเกลความเปลี่ยนแปลงได้ทันที

  1. สัดส่วนรายได้ที่พลิกโฉม: ย้อนไปในปี 2019 ยอดขายของบริษัทมาจากยานวัตกรรมเพียงแค่ 10% เท่านั้น แต่วันที่เรานั่งคุยกัน ตัวเลขนั้นพุ่งทะยานขึ้นแตะระดับ 50%
  2. อัดฉีดเม็ดเงินแห่งอนาคต: งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ถูกขยายขีดจำกัดจาก 2,000 ล้านหยวน ทะยานสู่ 6,000 ล้านหยวนต่อปี
  3. อนาคตอยู่ในมือ: Pipeline ยาที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่ตอนนี้กว่า 90% กลายเป็นยานวัตกรรมไปแล้วเรียบร้อย

แต่จุดที่น่าทึ่งและเป็นความภาคภูมิใจที่สุดของเขาคือ ท่ามกลางการพลิกตัวครั้งประวัติศาสตร์นี้ รายได้รวมของบริษัทกลับไม่สะดุดเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังสามารถรักษากระแสการเติบโตระดับเลขสองหลักได้ทุกปี โดยรายได้โตขึ้นราว 50% เมื่อเทียบกับปี 2019

130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อโลกหมุนมาพึ่งพางานวิจัยจีน

มีหนึ่งในคำถามที่เราถามกับ Eric เกี่ยวกับตัวเลขดีลซื้อขายลิขสิทธิ์ยา (Licensing Deals) จากจีนที่พุ่งทะลุ 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา ว่าตัวเลขมหาศาลนี้กำลังส่งสัญญาณอะไรถึงอุตสาหกรรมยาระดับโลก?

สำหรับ Eric นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขความสำเร็จที่น่าตื่นเต้น แต่มันคือ ‘จุดเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์’ ที่สะท้อนว่าโลกได้ยอมรับใน คุณภาพและความเร็วของงานวิจัยจากฝั่งจีนอย่างเป็นทางการแล้ว

เขาฉายภาพให้เห็นว่า ในอดีตบริษัทยาข้ามชาติระดับโลกอาจมองจีนเป็นเพียงฐานผลิตต้นทุนต่ำเท่านั้น แต่ในวันนี้กระแสได้เปลี่ยนทิศไปอย่างสิ้นเชิง บริษัทเหล่านั้นกลายเป็นฝ่ายที่ต้องเร่งฝีเท้าเพื่อวิ่งตามนวัตกรรมจีนให้ทัน และหลายรายเลือกที่จะลดความเสี่ยงด้วยการรีบกระโดดเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทยาในจีน ก่อนที่ตนเองจะตกขบวนรถไฟสายสำคัญนี้ไป

สิ่งที่ Eric ย้ำกับเราอย่างหนักแน่นคือ ความสำเร็จที่เห็นอยู่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

เขามองว่านี่คือผลลัพธ์ของการลงทุนแบบกัดไม่ปล่อย ที่สะสมต่อเนื่องมากว่า 20 ปี วันนี้เป็นเพียงช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากสิ่งที่หว่านลงไปอย่างอดทน ซึ่งนี่ถือเป็นคัมภีร์บทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศกำลังพัฒนาที่อยากยกระดับขีดความสามารถด้านยาและสาธารณสุขของตัวเอง

เมื่อ AI ย่อเวลา 10 ปีให้เหลือ 2 ปี กำแพงใหม่ของอุตสาหกรรมยาอยู่ที่ไหน?

เมื่อเราหยิบยกเรื่อง AI ขึ้นมาพูดคุย คนส่วนใหญ่มักคาดหวังคำตอบที่หวือหวาเกี่ยวกับการค้นพบยาใหม่ ๆ แต่ Eric Tse กลับพาเราลงลึกไปในมุมมองที่ตลบหลังความเชื่อเดิม ๆ เขาชี้ให้เห็นว่า วันนี้ AI ยังไม่ได้เป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่เข้าใจทุกอย่างในจักรวาลยาได้ในทันที แต่มันคือเครื่องมือที่แม่นยำ ที่เก่งกาจในการแก้โจทย์เฉพาะจุด ซึ่งนี่คือจุดที่ทำให้กฎกติกาการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

Eric ฉายภาพให้เห็นว่า AI ได้เข้ามาทำลายกำแพงความยากในการค้นพบยา จากเดิมที่ต้องใช้เวลานับสิบปี ให้ย่อเหลือเพียง 2 ปีหรือน้อยกว่านั้น เมื่อการค้นพบไม่ใช่เรื่องยากหรือใช้เวลานานเหมือนในอดีต กำแพงที่แท้จริงจึงเลื่อนไปอยู่ที่ ขั้นตอนการพัฒนา (Clinical Development) ซึ่งเป็นสมรภูมิที่กินทั้งเงินทุนมหาศาลและเวลาที่ยาวนาน นี่คือจุดชี้วัดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในตลาด เพราะในขั้นตอนนี้ความเร็ว และคุณภาพ คือหัวใจสำคัญ ซึ่ง Eric มั่นใจว่าจีนมีแต้มต่อในเรื่องนี้เหนือกว่าใคร

3 เลเยอร์ของ AI ที่เปลี่ยนเกมอุตสาหกรรม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น Eric แบ่งบทบาทของ AI ออกเป็น 3 ชั้นที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพองค์กร

  • Early Research Layer: ใช้ AI เจาะลึกการวิจัยในช่วงต้น ช่วยเพิ่มความแม่นยำและร่นระยะเวลาการคัดกรองโมเลกุลยา
  • Clinical Development Layer: ใช้ AI บริหารจัดการข้อมูลและขั้นตอนการทดลองทางคลินิก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้ทุนสูงที่สุด
  • Management Layer: ชั้นของการบริหารจัดการที่หลายอุตสาหกรรมใช้กันอยู่แล้ว คือการใช้ AI ลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการ (Operational Excellence) และสะสมองค์ความรู้ (Knowledge Management) ขององค์กรให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า

ก่อนจบประเด็นนี้ Eric ได้ทิ้งประโยคที่สะท้อนถึงการปรับตัวในยุค AI เอาไว้ว่า 

AI จะไม่แทนที่มนุษย์ แต่คนที่รู้วิธีใช้ AI จะแทนที่คนที่ใช้ไม่เป็น

ข้อเสนอแนะถึงไทยในการเป็น Medical Hub แห่งภูมิภาค

เมื่อบทสนทนาเดินทางมาถึงหมุดหมายสำคัญอย่างความทะเยอทะยานของประเทศไทยที่ต้องการก้าวขึ้นเป็น Medical Hub และศูนย์กลางการทดลองทางคลินิกของภูมิภาค 

Eric Tse เสนอการผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุขของไทยและจีน ร่วมกันสร้างระบบ Mutual Recognition หรือกลไกการรับรองข้อมูลทางคลินิกร่วมกัน ระหว่างสองประเทศ

Eric มองว่า หากกลุ่มประเทศภายใต้เส้นทาง One Belt One Road (Belt and Road Initiative) ร่วมมือกันตกลงยอมรับข้อมูลผลการทดลองทางคลินิกของกันและกัน ตั้งแต่เฟส 1 ถึงเฟส 3 มันจะกลายเป็นทางลัดทางธุรกิจที่ทรงพลัง ทันทีที่ยาตัวหนึ่งผ่านการรับรองจากประเทศภาคี อีกประเทศก็สามารถอนุมัติ เพื่อจัดจำหน่ายตามได้ทันที

นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ของสตาร์ทอัพและบริษัทยาไทย เพราะหมายความว่า ยานวัตกรรมที่คิดค้นและได้รับอนุมัติในไทย แม้จะยังไม่ผ่านขั้นตอนอันยืดเยื้อของ FDA สหรัฐฯ แต่ถ้ามีระบบนี้และผ่านการรับรองจากจีน ยาตัวนั้นจะสามารถสเกลเข้าสู่ตลาดจีน ที่มีมูลค่ามหาศาลได้ทันที ก่อนจะใช้เป็นสปริงบอร์ดเพื่อต่อยอดไปสู่ตลาดฝั่งตะวันตกในอนาคต

แต่ดีลนี้มีเงื่อนไขสำคัญที่ Eric ฝากไว้:

  1. Strategic Selection: ไทยต้องเลือกโรงพยาบาลและศูนย์ทดลองทางคลินิกอย่างชาญฉลาด
  2. Data Quality: ต้องควบคุมมาตรฐานการเก็บข้อมูลและกลุ่มตัวอย่างคนไข้ให้อยู่ในระดับสากล เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพข้อมูลมีความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน

หาก Ecosystem นี้เกิดขึ้นจริง คอขวดของการพัฒนารักษาก็จะหมดไป ยานวัตกรรมจะถูกผลักดันออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่แค่ในจีน แต่ระบบสาธารณสุขของไทยจะได้ประโยชน์เต็ม ๆ ในการเข้าถึงยารักษาโรคใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ป่วยที่ยังมี Unmet Medical Needs (โรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด)

ข้อมูลหลัก: การสัมภาษณ์ Eric Tse ลูกชายของ Tse Ping ผู้รับไม้ต่อในฐานะประธาน CTTQ และ CEO ของ SBP Group 

ข้อมูลเสริม:

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

'รู้ทัน ทำจริง พิสูจน์ได้' 3 ข้อที่ผู้ประกอบการต้องสำรวจธุรกิจตัวเอง ถ้าอยากเข้าถึง Green Capital

ดร.ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แนะ 3 Reality Check : รู้ทัน (See the Signals) ทำถึง (Execution) พิสูจน์ได้ (Provable) ให้ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ ดูว่าดำเ...

Responsive image

เจาะลึกสมการเศรษฐกิจใหม่ Growth Map Rewritten เมื่อ AI และภูมิรัฐศาสตร์ คือตัวกำหนดผู้ชนะในทศวรรษหน้า

ถอดรหัสแผนที่เศรษฐกิจใหม่! เมื่อสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ แบ่งขั้วโลก นี่คือโอกาสทองของ "อาเซียน" และเทรนด์ธุรกิจที่ CEO ต้องรู้เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นกำไร...

Responsive image

Supply Chain โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องที่ธุรกิจต้องรับมือและเจอทุกวัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้านทั้งการระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าและปัญหาด้านพลังงาน เหตุการณ์เหล่านี้ท...