ธุรกิจของเรามีกำไรจริง หรือแค่ตัวเลขบนกระดาษ? สรุป 5 ตัวชี้วัดการเงินที่ SME ต้องรู้ เพื่อเปลี่ยนกำไรทิพย์ให้เป็น ‘เงินสด’ ในมือ

ในงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit 'The Gateway to Isan' หนึ่งใน Workshop ที่ดึงดูดความสนใจของผู้ประกอบการมากที่สุดงาน นั่นคือ "Finance สำหรับเถ้าแก่: อ่านงบให้เป็น เห็นกำไรจริง" โดย ดร.ปุณณมี สัจจกมล CEO แห่ง EnLiven Synergy ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับโลกที่มีใบอนุญาต CFA Level 3 ซึ่งเปิด session ด้วยคำถามตรงๆ กับผู้ประกอบการทุกคนในห้องว่า "ธุรกิจของท่านกำไรจริงไหม?"

คำถามง่าย ที่เจ็บปวดที่สุด

ดร.ปุณณมีเปิด workshop ด้วยคำถามที่ดูเหมือนง่าย แต่หลายคนตอบไม่ได้ นั่นคือถ้าบริษัทมีรายได้ 1 ล้านบาท และกำไร 10% คิดเป็น 100,000 บาท เงิน 100,000 บาทนั้นมีอยู่จริงในบัญชีหรือเปล่า? คำถามต่อมาคือ เงินสดในมือ (Cash on Hand) ที่มีในวันนี้ สามารถประคับประคองให้บริษัทอยู่รอดได้อีกกี่เดือนโดยที่ไม่มีรายได้เลย? ในภาษาการเงินเรียกระยะทางนี้ว่า Runway

ดร.ปุณณมีอธิบายว่าเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ที่ดีควรมีอย่างน้อย 6 เดือนของต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ซึ่งได้แก่ ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ และค่าเช่าสำนักงาน ไม่ใช่ 6 เดือนของรายได้หรือกำไร ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือช่วงโควิด บริษัทที่มีเงินทุนหมุนเวียนสำรองไว้ 6 เดือนขึ้นไปสามารถอยู่รอดได้แม้ไม่มีรายได้แม้แต่บาทเดียว ขณะที่บริษัทที่ไม่มีสำรองเพียงพอก็พบวิกฤตสภาพคล่องทันที

บัญชี vs การเงิน: สองสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ประเด็นสำคัญที่คุณดร.ปุณณมีย้ำคือความแตกต่างระหว่าง "บัญชี" และ "การเงิน" ซึ่งผู้ประกอบการหลายคนมักสับสนหรือมองเป็นสิ่งเดียวกัน

"บัญชี คือการเอาข้อมูลในอดีต มาบันทึกให้เป็นปัจจุบัน แต่ไม่เคยมองอนาคต ส่วนนักการเงิน คือคนที่เอาข้อมูลในอดีต มาพยากรณ์ (Forecast) ให้เห็นอนาคต"

งบการเงินทั้ง 3 ที่ผู้ประกอบการต้องรู้จักได้แก่ งบกำไรขาดทุน (P&L / Income Statement), งบดุล (Balance Sheet) และงบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คุณดร.ปุณณมีเน้นว่างบทั้ง 3 สะท้อนข้อมูลปัจจุบัน ไม่มีการมองไปข้างหน้า การรู้จักวิเคราะห์งบเหล่านี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่จะทำให้เจ้าของธุรกิจรอดคือความสามารถในการต่อยอดข้อมูลเหล่านั้นเพื่อวางแผนอนาคต

ค่าเสื่อมราคา: กับดักที่เจ้าของธุรกิจมักมองไม่เห็น

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ผู้ฟังตาสว่างมากที่สุดคือเรื่องของ "ค่าเสื่อมราคา" (Depreciation) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กำไรที่เห็นบนกระดาษไม่ตรงกับเงินสดที่มีอยู่จริง

สมมติว่าซื้อสินทรัพย์ (Asset) มา 1 ล้านบาท และตัดค่าเสื่อมราคาใน 5 ปี ในงบกำไรขาดทุน (P&L) จะหักค่าเสื่อมเพียงปีละ 200,000 บาท ทำให้ดูเหมือนบริษัทมีกำไรอยู่ แต่ในงบกระแสเงินสด เงิน 1 ล้านบาทหายไปทันที นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบริษัทบางแห่งจึง "มีกำไรบนกระดาษ แต่ไม่มีเงินสดในบัญชี"

ดร.ปุณณมีชี้ให้เห็นว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด บางบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีงบกระแสเงินสดติดลบสูงถึง 60,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้ต่อปีอยู่ที่เพียง 10,000 ล้านบาท แปลว่าต้องสร้างรายได้ถึง 6 ปีซ้อนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเลยกว่าจะคืนทุนได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ (Default) ซ้ำๆ เป็นวัฏจักร

กำไรสะสมกับเงินสด ทำไมถึงไม่เท่ากัน?

คุณดร.ปุณณมีตั้งคำถามต่อว่า "เป็นไปได้ไหมที่บริษัทมีกำไรสะสม (Retained Earnings) 10 ล้านบาท แต่มีเงินสดจริงเพียง 1 ล้านบาท?" คำตอบคือเป็นไปได้ และเกิดขึ้นจริงกับบริษัทกว่า 90% ในประเทศไทย สาเหตุหลักมาจากการตัดค่าเสื่อมราคาช้า ทำให้กำไรสะสมสูงขึ้นบนกระดาษ แต่เงินสดในความเป็นจริงหายไปตั้งแต่ตอนซื้อสินทรัพย์แล้ว

ผลที่ตามมาคือเจ้าของกิจการที่ต้องการจ่ายเงินปันผลกลับพบว่าบัญชีบริษัทมีเงินไม่พอจ่าย หากจะกู้เงินส่วนตัวมาจ่ายปันผลก็จะกลายเป็น "เงินกู้ยืมกรรมการ" ซึ่งมีนัยทางกฎหมายและบัญชีตามมา

อ่านงบให้เป็น ด้วย 3 งบหลัก

ดร.ปุณณมีอธิบายโครงสร้างของงบกำไรขาดทุน (P&L) ว่าเริ่มจากรายได้รวม (Revenue) หักด้วยต้นทุนสินค้าหรือบริการ (Cost of Goods Sold — COGS) ได้เป็นกำไรขั้นต้น (Gross Profit) จากนั้นหักค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ออกมาเป็น EBITDA และสุดท้ายได้กำไรสุทธิ (Net Profit)

ดร.ปุณณมีระบุว่ากำไรขั้นต้น (Gross Profit) ที่ 40% ถือว่าต่ำ โดยเฉพาะธุรกิจให้บริการที่ควรมีสัดส่วนสูงกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading Company) อาจยอมรับกำไรขั้นต้นต่ำได้ แต่ธุรกิจบริการที่มีกำไรขั้นต้นต่ำเกินไปมีความเสี่ยงขาดทุนสูง

ลูกหนี้การค้าและวงจรเงินสด

ดร.ปุณณมียังอธิบายเรื่อง ลูกหนี้การค้า (Accounts Receivable — AR) ซึ่งคือรายได้ที่ยังไม่ได้รับเป็นเงินสด เช่น การให้เครดิต 30–60 วันแก่ลูกค้า โดยยิ่งระยะเวลาเครดิตนานขึ้น สภาพคล่องของธุรกิจก็ยิ่งตึงตัวมากขึ้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดมาจากธุรกิจยาของคุณดร.ปุณณมีเอง ซึ่งต้องใช้เวลาผลิตยา 3 เดือน เก็บสต็อกอีก 1 เดือน และเมื่อส่งให้โรงพยาบาลรัฐบาลก็ต้องรอรับเงินนานถึง 360 วัน รวมแล้วกว่า 2 ปีกว่าจะได้รับเงินจากสินค้าล็อตเดียวกลับมา นี่คือตัวอย่างของ วงจรการแปลงเงินสด (Cash Conversion Cycle — CCC) ที่ยาวมาก ซึ่งบริษัทที่เข้าใจและบริหารตัวเลขนี้ได้ดี คือบริษัทที่ทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5 ตัวชี้วัดที่ SME ต้องดู

ดร.ปุณณมีสรุป 5 สิ่งที่ผู้ประกอบการ SME ควรนำกลับไปวิเคราะห์ที่บริษัทของตัวเองทันที

  • รายได้และกำไร: ไล่รายได้ทุกตัวให้ครบ พร้อมระบุต้นทุนของสินค้าและบริการแต่ละอย่าง เพื่อให้รู้ว่าตัวไหนกำไรจริง ตัวไหนกำลังกัดขาดทุนอยู่
  • สภาพคล่อง (Liquidity): เปรียบเทียบเงินสดในบัญชีกับต้นทุนคงที่ที่ต้องจ่ายทุกเดือน แล้วถามตัวเองว่า บริษัทอยู่ได้อีกกี่เดือนถ้าไม่มีรายได้?
  • ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Asset Utilization): สินทรัพย์ที่ลงทุนไปสร้างรายได้ได้จริงไหม? ตึก เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ต่างๆ ถูกใช้งานคุ้มค่าหรือเปล่า?
  • การเติบโต (Growth): ดูการเติบโตของรายได้ กำไร และฐานลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงให้เห็นว่าถ้าต้องการโต 20% จะต้องลงทุนด้านการตลาดเพิ่มขึ้นเท่าไหร่
  • เงินสดในมือ (Cash Position): ติดตามทุกวันว่าเงินสดที่มีอยู่ยังค้ำยันบริษัทได้อีกกี่เดือน และมีรายจ่ายอะไรที่กำลังจะออกในเร็วๆ นี้

"บริษัทที่ไม่มีเงินสดก็ต้องพึ่งสินเชื่อตลอดเวลา และสินเชื่อก็แพง นั่นทำให้ต้นทุนทางการเงินกัดกินกำไรไปโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นสิ่งที่ทำให้บริษัทอยู่รอดได้ในระยะยาวไม่ใช่แค่กำไรบนกระดาษ แต่คือเงินสดที่มีอยู่จริง" ดร.ปุณณมีทิ้งท้าย

ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session Finance สำหรับเถ้าแก่: อ่านงบให้เป็น เห็นกำไรจริง จากงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit 'The Gateway to Isan'

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

manee Money
manee Money
1 w. ago

บทความนี้ดีมากครับ โดยเฉพาะเรื่อง Liquidity 

สำหรับ SME ที่ต้องการเงินหมุนด่วนในระยะสั้น 

อีกทางเลือกที่หลายเจ้าของกิจการอาจยังไม่รู้จักคือ 

" จำนำรถจอด " ซึ่งใช้รถเป็นหลักประกัน แต่ยังขับรถได้ตามปกติ 

ไม่ต้องฝากรถไว้ เหมาะมากสำหรับสภาพคล่องระยะสั้น

ใครที่กำลังคิดว่า จำนำรถจอดที่ไหนดี แนะนำ Manee Money ครับ

RELATED ARTICLE

Responsive image

ถอดรหัส '3C Framework' งานวิจัยจุฬาฯ ที่ถูกพูดถึงบนเวที Digital Health Asia 2026 ที่ชี้ว่าสตาร์ทอัพไม่ได้ขาดไอเดีย

สตาร์ทอัพไทย 636 ราย ระดมทุนรวมกว่า 2,451 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีเพียง 16% เท่านั้นที่ไปถึง Series A ได้ อีก 7% ไปถึง Series B และแค่ 1% เท่านั้นที่ไปถึง Series C...

Responsive image

สรุป Chief Economists Outlook 2026 ฉาย 4 ฉากทัศน์วิกฤตเศรษฐกิจที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ

เจาะลึก 4 ฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกปี 2026 จาก 4 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ เมื่อสงครามในตะวันออกกลางรื้อระเบียบโลกใหม่ กระทบตั้งแต่ค่าน้ำมันไปจนถึงราคาอาหารบนโต๊ะคุณ...

Responsive image

เปิด 4 แนวทางปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย จากคำแนะนำคุณเกรียงไกร เธียรนุกุล

โลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า หรือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ...