
ในงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit 'The Gateway to Isan' หนึ่งใน Workshop ที่ดึงดูดความสนใจของผู้ประกอบการมากที่สุดงาน นั่นคือ "Finance สำหรับเถ้าแก่: อ่านงบให้เป็น เห็นกำไรจริง" โดย ดร.ปุณณมี สัจจกมล CEO แห่ง EnLiven Synergy ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับโลกที่มีใบอนุญาต CFA Level 3 ซึ่งเปิด session ด้วยคำถามตรงๆ กับผู้ประกอบการทุกคนในห้องว่า "ธุรกิจของท่านกำไรจริงไหม?"
ดร.ปุณณมีเปิด workshop ด้วยคำถามที่ดูเหมือนง่าย แต่หลายคนตอบไม่ได้ นั่นคือถ้าบริษัทมีรายได้ 1 ล้านบาท และกำไร 10% คิดเป็น 100,000 บาท เงิน 100,000 บาทนั้นมีอยู่จริงในบัญชีหรือเปล่า? คำถามต่อมาคือ เงินสดในมือ (Cash on Hand) ที่มีในวันนี้ สามารถประคับประคองให้บริษัทอยู่รอดได้อีกกี่เดือนโดยที่ไม่มีรายได้เลย? ในภาษาการเงินเรียกระยะทางนี้ว่า Runway
ดร.ปุณณมีอธิบายว่าเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ที่ดีควรมีอย่างน้อย 6 เดือนของต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ซึ่งได้แก่ ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ และค่าเช่าสำนักงาน ไม่ใช่ 6 เดือนของรายได้หรือกำไร ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือช่วงโควิด บริษัทที่มีเงินทุนหมุนเวียนสำรองไว้ 6 เดือนขึ้นไปสามารถอยู่รอดได้แม้ไม่มีรายได้แม้แต่บาทเดียว ขณะที่บริษัทที่ไม่มีสำรองเพียงพอก็พบวิกฤตสภาพคล่องทันที
ประเด็นสำคัญที่คุณดร.ปุณณมีย้ำคือความแตกต่างระหว่าง "บัญชี" และ "การเงิน" ซึ่งผู้ประกอบการหลายคนมักสับสนหรือมองเป็นสิ่งเดียวกัน
"บัญชี คือการเอาข้อมูลในอดีต มาบันทึกให้เป็นปัจจุบัน แต่ไม่เคยมองอนาคต ส่วนนักการเงิน คือคนที่เอาข้อมูลในอดีต มาพยากรณ์ (Forecast) ให้เห็นอนาคต"
งบการเงินทั้ง 3 ที่ผู้ประกอบการต้องรู้จักได้แก่ งบกำไรขาดทุน (P&L / Income Statement), งบดุล (Balance Sheet) และงบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คุณดร.ปุณณมีเน้นว่างบทั้ง 3 สะท้อนข้อมูลปัจจุบัน ไม่มีการมองไปข้างหน้า การรู้จักวิเคราะห์งบเหล่านี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่จะทำให้เจ้าของธุรกิจรอดคือความสามารถในการต่อยอดข้อมูลเหล่านั้นเพื่อวางแผนอนาคต

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ผู้ฟังตาสว่างมากที่สุดคือเรื่องของ "ค่าเสื่อมราคา" (Depreciation) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กำไรที่เห็นบนกระดาษไม่ตรงกับเงินสดที่มีอยู่จริง
สมมติว่าซื้อสินทรัพย์ (Asset) มา 1 ล้านบาท และตัดค่าเสื่อมราคาใน 5 ปี ในงบกำไรขาดทุน (P&L) จะหักค่าเสื่อมเพียงปีละ 200,000 บาท ทำให้ดูเหมือนบริษัทมีกำไรอยู่ แต่ในงบกระแสเงินสด เงิน 1 ล้านบาทหายไปทันที นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบริษัทบางแห่งจึง "มีกำไรบนกระดาษ แต่ไม่มีเงินสดในบัญชี"
ดร.ปุณณมีชี้ให้เห็นว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด บางบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีงบกระแสเงินสดติดลบสูงถึง 60,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้ต่อปีอยู่ที่เพียง 10,000 ล้านบาท แปลว่าต้องสร้างรายได้ถึง 6 ปีซ้อนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเลยกว่าจะคืนทุนได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ (Default) ซ้ำๆ เป็นวัฏจักร
คุณดร.ปุณณมีตั้งคำถามต่อว่า "เป็นไปได้ไหมที่บริษัทมีกำไรสะสม (Retained Earnings) 10 ล้านบาท แต่มีเงินสดจริงเพียง 1 ล้านบาท?" คำตอบคือเป็นไปได้ และเกิดขึ้นจริงกับบริษัทกว่า 90% ในประเทศไทย สาเหตุหลักมาจากการตัดค่าเสื่อมราคาช้า ทำให้กำไรสะสมสูงขึ้นบนกระดาษ แต่เงินสดในความเป็นจริงหายไปตั้งแต่ตอนซื้อสินทรัพย์แล้ว
ผลที่ตามมาคือเจ้าของกิจการที่ต้องการจ่ายเงินปันผลกลับพบว่าบัญชีบริษัทมีเงินไม่พอจ่าย หากจะกู้เงินส่วนตัวมาจ่ายปันผลก็จะกลายเป็น "เงินกู้ยืมกรรมการ" ซึ่งมีนัยทางกฎหมายและบัญชีตามมา
ดร.ปุณณมีอธิบายโครงสร้างของงบกำไรขาดทุน (P&L) ว่าเริ่มจากรายได้รวม (Revenue) หักด้วยต้นทุนสินค้าหรือบริการ (Cost of Goods Sold — COGS) ได้เป็นกำไรขั้นต้น (Gross Profit) จากนั้นหักค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ออกมาเป็น EBITDA และสุดท้ายได้กำไรสุทธิ (Net Profit)
ดร.ปุณณมีระบุว่ากำไรขั้นต้น (Gross Profit) ที่ 40% ถือว่าต่ำ โดยเฉพาะธุรกิจให้บริการที่ควรมีสัดส่วนสูงกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading Company) อาจยอมรับกำไรขั้นต้นต่ำได้ แต่ธุรกิจบริการที่มีกำไรขั้นต้นต่ำเกินไปมีความเสี่ยงขาดทุนสูง
ดร.ปุณณมียังอธิบายเรื่อง ลูกหนี้การค้า (Accounts Receivable — AR) ซึ่งคือรายได้ที่ยังไม่ได้รับเป็นเงินสด เช่น การให้เครดิต 30–60 วันแก่ลูกค้า โดยยิ่งระยะเวลาเครดิตนานขึ้น สภาพคล่องของธุรกิจก็ยิ่งตึงตัวมากขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดมาจากธุรกิจยาของคุณดร.ปุณณมีเอง ซึ่งต้องใช้เวลาผลิตยา 3 เดือน เก็บสต็อกอีก 1 เดือน และเมื่อส่งให้โรงพยาบาลรัฐบาลก็ต้องรอรับเงินนานถึง 360 วัน รวมแล้วกว่า 2 ปีกว่าจะได้รับเงินจากสินค้าล็อตเดียวกลับมา นี่คือตัวอย่างของ วงจรการแปลงเงินสด (Cash Conversion Cycle — CCC) ที่ยาวมาก ซึ่งบริษัทที่เข้าใจและบริหารตัวเลขนี้ได้ดี คือบริษัทที่ทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.ปุณณมีสรุป 5 สิ่งที่ผู้ประกอบการ SME ควรนำกลับไปวิเคราะห์ที่บริษัทของตัวเองทันที
"บริษัทที่ไม่มีเงินสดก็ต้องพึ่งสินเชื่อตลอดเวลา และสินเชื่อก็แพง นั่นทำให้ต้นทุนทางการเงินกัดกินกำไรไปโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นสิ่งที่ทำให้บริษัทอยู่รอดได้ในระยะยาวไม่ใช่แค่กำไรบนกระดาษ แต่คือเงินสดที่มีอยู่จริง" ดร.ปุณณมีทิ้งท้าย
ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session Finance สำหรับเถ้าแก่: อ่านงบให้เป็น เห็นกำไรจริง จากงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit 'The Gateway to Isan'
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด