
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้านทั้งการระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าและปัญหาด้านพลังงาน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้หลายบริษัทต้องกลับมาทบทวนวิธีบริหารจัดการซัพพลายเชนอีกครั้ง
ในเวทีเสวนา ‘Supply Chains Reborn’ ผู้บริหารจากภาคโลจิสติกส์ ภาคการผลิตและภาครัฐได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีประเด็นร่วมกันคือความไม่แน่นอนอาจไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยหลักที่ธุรกิจต้องเตรียมรับมืออยู่ตลอดเวลา
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงคือผลกระทบจากความขัดแย้งในภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเส้นทางการขนส่งและกำลังขนส่งสินค้าทั้งจากทางเรือและทางอากาศ ทำให้เกิดความล่าช้า ต้นทุนเพิ่มขึ้น และต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาหลายคนมองว่าสิ่งที่น่าสนใจคือระบบการค้าโลกยังคงดำเนินต่อไปได้ แม้จะเกิดการหยุดชะงักในหลายจุด บริษัทจำนวนมากสามารถหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือก ปรับเส้นทางขนส่ง หรือเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือองค์กรไม่ได้มองเรื่องต้นทุนและความเร็วเป็นปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความต่อเนื่อง และความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากขึ้น
ผู้ร่วมเสวนาหลายคนเห็นตรงกันว่ากระแสโลกาภิวัตน์ไม่ได้หายไป แต่รูปแบบการดำเนินงานต่างหากกำลังเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมาหลายองค์กรเริ่มกระจายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศมากขึ้น ผ่านแนวคิดอย่าง ‘China Plus One’ หรือ ‘China Plus N’ เพื่อลดความเสี่ยงจากภาษีนำเข้า กฎระเบียบ หรือความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกันหลายบริษัทก็ยังคงขยายธุรกิจในจีนต่อไป เนื่องจากจีนยังมีข้อได้เปรียบด้านขนาดตลาด โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่ง ด้านบริษัทผู้ผลิตอย่าง TCL ระบุว่าหลายองค์กรจีนกำลังปรับตัวจากการเป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้าไปสู่การลงทุนและสร้างกำลังการผลิตในประเทศต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของแต่ละภูมิภาคได้โดยตรง
AI เป็นอีกหัวข้อที่ถูกพูดถึงตลอดการเสวนาแต่ภาพที่สะท้อนออกมาไม่ได้เป็นการมองว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนทุกอย่างในทันที ปัจจุบันองค์กรจำนวนมากเริ่มนำ AI มาใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับงานเอกสาร การจัดการข้อมูล การวางแผนเส้นทางขนส่ง หรือแม้แต่การคาดการณ์อนาคต ผู้ร่วมเสวนาบางคนมองว่าเป้าหมายระยะยาวคือพัฒนา AI ให้ช่วยตัดสินใจเรื่องที่ซับซ้อนขึ้น โดยอาศัยข้อมูลจากหลายฝ่ายในห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน
อย่างไรก็ตามผู้แทนจากภาคการผลิตยอมรับว่ายังมีตัวอย่างการใช้งาน AI ในซัพพลายเชนที่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนในวงกว้างไม่มากนักและหลายองค์กรยังอยู่ในช่วงทดลอง เรียนรู้และหาวิธีนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ๆ อยู่
ตลอดการเสวนามีประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงซ้ำหลายครั้ง คือโลกธุรกิจกำลังเผชิญความไม่แน่นอนที่คาดเดาได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบหรือปัจจัยทางเศรษฐกิจ สิ่งที่หลายองค์กรกำลังลงทุนจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพ แต่รวมถึงการสร้างทางเลือกสำรอง การกระจายความเสี่ยงและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น แม้แนวทางเหล่านี้จะมาพร้อมกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ผู้ร่วมเสวนาหลายคนมองว่าในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน การปรับตัวให้ไวกลายเป็น 'สิ่งจำเป็น' ของธุรกิจไปแล้ว ไม่ใช่แค่แผนเผื่อฉุกเฉินเหมือนเมื่อก่อน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด