ปลุกชีพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลัง COVID-19 ด้วย 'Travel Bubble' | Techsauce

ปลุกชีพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลัง COVID-19 ด้วย 'Travel Bubble'

ผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 เปรียบเสมือนสึนามิที่ถาโถมเข้ามายังภาคธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างไม่ทันตั้งตัวเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว (2562) และลากยาวมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2563 เกือบจะครึ่งปีแล้วโดยรวมดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นแต่ก็ดีขึ้นเพียงแค่ในบางประเทศบางภูมิภาคเท่านั้นเพราะในบางพื้นที่ของโลกยังประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดและจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่

สำหรับประเทศไทยน่าภูมิใจที่เราคือหนึ่งในประเทศที่มีการควบคุมการระบาดและสามารถบริหารจัดการกับวิกฤต COVID-19 ได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลกและแน่นอนเมื่อสถานการณ์เริ่มทุเลาลงก็เริ่มมีการพูดถึงเรื่องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เมื่อต้นน้ำของกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างการเดินทางถูกระงับไปกิจกรรมอื่นๆ จึงได้รับผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และด้วยในปัจจุบันการท่องเที่ยวถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญของผู้คนทั่วไปที่มีพฤติกรรมต้องการสร้างประสบการณ์ชีวิตและให้รางวัลชีวิตโดยการท่องเที่ยวบางประเทศการท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาหกรรมหลักในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ

ด้วยเหตุนี้หลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและในหลายๆ ประเทศที่สถานการณ์การแพร่ระบาดดีขึ้นจึงเริ่มหันมาพิจารณานโยบายในการเร่งฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวเพราะการท่องเที่ยวถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่สามารถฟื้นตัวและสร้างผลตอบแทนได้เป็นกอบเป็นกำซึ่งจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ง่ายที่สุดทั้งเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวรวมถึงอัตราการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการจากสถิติระบุไว้ว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวของโลกมีผลโดยตรงต่อ GDP ประมาณ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวของสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนโดยตรงกับจีดีพีทั่วโลกสูงสุด 580.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัท ท่องเที่ยวชั้นนำคือ Expedia Group และ Booking Holdings สร้างรายได้จากการขายสูงถึง 99 พันล้านเหรียญสหรัฐและ 92.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับในปี 2561 (Statista: Tourism worldwide - Statistics & FactsPublished by S. Lock, Mar 31, 2020) ซึ่งหนึ่งในมาตรการในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของโลกที่กำลังถูกพูดถึงกัน ณ ขณะนี้ (เมษายน – มิถุนายน 2563) คือ Trend การท่องเที่ยวแบบ “Travel Bubble หรือระเบียงการท่องเที่ยวหรือการท่องเที่ยวในฟองอากาศ”

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจของแนวคิดนี้ก่อนว่ามันเกิดมาจากอะไร? 

Travel Bubble เกิดจากแนวคิดที่ต้องการฟื้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศหรือระหว่างภูมิภาคแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยเป็นการอนุญาตให้ประเทศที่เป็นคู่ตกลงและเป็น Stakeholders กันมาทำข้อตกลงให้ประชากรของแต่ละประเทศสามารถเดินทางไปมาระหว่างกันได้โดยไม่ต้องผ่านมาตรการกักตัว 14 วันซึ่งการกักตัวเป็นข้อกำหนดที่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในช่วงที่ COVID-19 ระบาดหนักในหลายพื้นที่ทั่วโลกแต่ ณ ปัจจุบันนี้ (มิถุนายน 2563) 

สถานการณ์ในบางประเทศเริ่มดีขึ้นหลายประเทศเริ่มมีการอนุญาตให้ประชาชนสามารถออกมาทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้านได้มากขึ้นและแน่นอนเมื่อผู้คนที่ถูกกักบริเวณอยู่เป็นเวลานานๆ ความต้องการ (Demand) ในการท่องเที่ยวซึ่งเป็นพฤติกรรมนิยมของผู้คนในปัจจุบันย่อมเพิ่มสูงขึ้นตามมาด้วยประกอบกับหน่วยงานและผู้ประกอบการในด้านการท่องเที่ยวก็เริ่มที่จะเล็งเห็นถึงโอกาสในการที่จะใช้โอกาสนี้ในการพลิกฟื้นภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อสอดรับกับความต้องการของผู้คนหลังจากการถูกจำกัดบริเวณในช่วง COVID-19 ระบาดแต่โจทย์ที่สำคัญที่สุดในการพลิกฟื้นการท่องเที่ยวที่สำคัญคือ “ความปลอดภัยในการเดินทาง” เพราะหากเปิดให้ผู้คนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั่วโลกเหมือนก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 “ทุกฝ่ายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดการระบาดระลอก 2 กลับมา?” ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดแนวคิด “ระเบียงท่องเที่ยวหรือ Travel Bubble” ขึ้นซึ่งเป็นแนวคิดในการให้ประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันหรือมีพรมแดนติดกันสามารถเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันได้โดยไม่ต้องผ่านการกักตัว 14 วันซึ่งการถูกกักตัวถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจทำให้การท่องเที่ยวไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งตัวอย่างของการนำแนวคิด Travel Bubble ไปดำเนินการที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือประเทศ “ออสเตรเลีย” และ “นิวซีแลนด์” ซึ่งล่าสุดทั้งสองประเทศก็ได้มีการตกลงด้วยวาจาในการที่จะนำแนวคิด Travel Bubble ไปปฏิบัติเนื่องจากหากดูตามสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยือนระหว่างกันของทั้งสองประเทศจะพบว่าในปี 2019 มีนักท่องเที่ยวชาวนิวซีแลนด์ไปเยือนออสเตรเลีย 15.1% และมีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียไปเยือนนิวซีแลนด์ 38.5% นอกจากนี้ประชากรของทั้งสองประเทศยังมีการย้ายถิ่นฐานรวมกันมากถึง 58,900 คนแบ่งเป็นชาวนิวซีแลนด์ย้ายถิ่นฐานไปยังออสเตรเลีย 31,300 คนและชาวออสเตรเลียย้ายไปนิวซีแลนด์ 27,600 คน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้สองประเทศหาทางร่วมมือการฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ประชากรของทั้งสองประเทศสามารถเดินทางไปมาระหว่างกันได้โดยไม่ต้องผ่านมาตรการกักตัว 14 วัน 

ภายใต้แนวคิดของการทำ “Travel Bubble” โดย Mr. Chris Roberts ผู้บริหารสมาคมการท่องเที่ยวของนิวซีแลนด์ให้แนวคิดหนึ่งที่สำคัญต่อการเกิด Travel Bubble ว่า “Travel Bubble จะมีศักยภาพในการทำงานสำหรับนักเดินทางหากเกิดวิธีการการทดสอบ COVID-19 อย่างรวดเร็วได้ที่สนามบิน” เนื่องจากหากไม่ต้องการให้มีการกักตัว 14 วันมาตรฐานการตรวจสอบเชื้อ COVID-19 ที่สนามบินซึ่งเป็นด่านแรกของการท่องเที่ยวย่อมต้องเป็นมาตรฐานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเหตุผลที่ทำให้นิวซีแลนด์และออสเตรเลียเป็นตัวเลือกแรกของกันและกันในการทำ Travel Bubble เพราะแม้ว่าทั้งสองประเทศจะแยกจากกันโดยประมาณ 2,000 กิโลเมตร (1,243 ไมล์) และไม่ได้มีพรมแดนติดกันตามหลักของ Travel Bubble แต่ทั้งสองประเทศนี้มีความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ใกล้ชิดระหว่างกันโดยผู้ถือหนังสือเดินทางชาวออสเตรเลียสามารถเดินทางและทำงานในนิวซีแลนด์ได้โดยไม่ต้องมีวีซ่าจากวิกฤต COVID-19 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนักดังนั้นแนวคิด Travel Bubble จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาหาแนวทางปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมและดูเหมือนจะได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศอีกด้วย ซึ่ง Mr. Simon Westaway ผู้อำนวยการบริหารของสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของออสเตรเลียกล่าวว่า 

มันเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยพลิกฟื้นการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในออสเตรเลียในอนาคตอันใกล้นี้ได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการอยู่รอดของธุรกิจการท่องเที่ยวและพนักงานหลายพันตำแหน่งในอุตสาหกรรม  

หากเราจะทำความเข้าใจให้ง่ายขึ้นถึงแนวคิดของ Travel Bubble เราสามารถนึกภาพของการท่องเที่ยวที่อยู่ในฟองอากาศโดยสมมติให้การเดินทางไปยังประเทศคู่ตกลงในการทำ Travel Bubble และสามารถท่องเที่ยวได้โดยที่ยังมีฟองอากาศเสมือนเกราะคุ้มกันไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมภายนอกเข้ามารบกวนและทำให้เราเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพราะก่อนจะมีการทำข้อตกลงกันทั้งสองประเทศหรืออาจจะใหญ่กว่านั้นเป็นระดับภูมิภาคต่างฝ่ายต่างได้ทำการตรวจสอบประชากรของตนเองแล้วอย่างเคร่งครัดก่อนออกเดินทางตลอดจนมีมาตรการรองรับการตรวจสอบด้านการเดินทางระหว่างกันเมื่อเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องกักตัวตามมาตรการป้องกัน COVID-19 เช่น อาจกำหนดให้มีการตรวจเชื้อด้วยชุดตัวแบบ Rapid Test ที่สนามบินหรือการกำหนดพื้นที่เฉพาะที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากประเทศคู่ตกลงสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ในประเทศของตนเองซึ่งเมื่อมาตรการที่เข้มงวดของทั้งสองประเทศมีประสิทธิภาพการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันก็จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างปลอดภัยเพราะไม่ได้เปิดให้ประเทศอี่นๆ ที่ไม่ได้เป็นคู่ตกลงในสัญญาของ Travel Bubble เข้ามาด้วยการจำกัดความเสี่ยงจะตกอยู่เพียงแค่ 2 ประเทศหรือแค่ในระดับภูมิภาคเท่านั้น

สำหรับประเทศไทยของเรานั้นในอนาคตแนวคิดนี้ก็อาจถูกนำมาพิจารณาปรับใช้ได้ในอนาคตเช่นกันโดยอาจไม่จำเป็นต้องรอการทำ Travel Bubble ในระดับมหาภาคเพียงอย่างเดียวซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานเนื่องจากต้องผ่านการเห็นชอบของประเทศคู่ตกลงในการทำ Travel Bubble แต่เราสามารถเริ่มต้นการทำ Travel Bubble ในระดับจุลภาคก่อนก็ได้ เช่น การอนุญาตให้ประชาชนในจังหวัดที่ “ไม่มีผู้ติดเชื้อหรือมีผู้ติดเชื้อในระดับต่ำ” สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องกักตัวภายใต้มาตรการการป้องกันอย่างเคร่งครัดและค่อยๆ ขยายไปยังการอนุญาตให้เดินทางระหว่างจังหวัดอื่นๆ หรือแม้แต่การทำ Travel Bubble ให้เป็น Cluster การท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดในแต่ละภูมิภาคซึ่งจะเป็นการช่วยฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะหากเราจะไปหวังนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่สถานการณ์จะกลับมาเหมือนเดิมเพราะแม้หลายประเทศจะอนุญาตให้เดินทางระหว่างกันได้แต่ความกังวลของนักท่องเที่ยวความเชื่อมั่นในมาตรการการป้องกัน COVID-19 ของประเทศปลายทางยังเป็นเครื่องหมายคำถามที่สำคัญว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนเกิดความมั่นใจ? ซึ่งคงต้องใช้ “เวลา” สักระยะในการรอให้พฤติกรรมของผู้คนกลับมาเหมือนเดิม แต่เพราะมี New Normal เกิดขึ้นหลายอย่างหลัง COVID-19 แน่นอนว่าพฤติกรรมของผู้คนที่กลับมาย่อมไม่มีทางเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป 

สำหรับการทำ Travel Bubble ในระดับภูมิภาคในส่วนของ Asian อาจเป็นจุดหมายต่อไปในการทำ Travel Bubble ระหว่างกันเพราะภูมิภาค SEA นอกจากบางประเทศจะมีพรมแดนติดกันแล้วหลายๆ ประเทศยังมียอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในระดับต่ำและมีการควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี เช่น ไทย เวียดนาม พม่า บรูไน ลาว กัมพูชา ซึ่งประเทศเหล่านี้พึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการนำแนวคิด Travel Bubble ไปปฏิบัติน่าจะเป็นอีกหนึ่งวาระของ AEC ที่จะหารือแนวทางร่วมกันในอนาคตอันใกล้นี้

ถึงอย่างไรแนวคิดนี้ยังคงเป็นแค่ข้อเสนอหนึ่งเพราะในการปฏิบัติจริงคงมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายๆ อย่างที่รอการแก้ไขอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรการคัดกรองที่ไม่ต้องเข้ากระบวนการกักตัว 14 วันหรือความเชื่อมั่นของผู้คนในพื้นที่ๆ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากประเทศคู่ตกลงทำ Travel Bubble เดินทางไปว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้พวกเขาได้อย่างไรว่ามีความปลอดภัยและไม่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของในพื้นที่นั้นๆ อีกและที่สำคัญที่สุดคือ “พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว” ที่เชื่อว่าแม้แนวคิด Travel Bubble จะถูกนำมาปฏิบัติได้จริงผู้คนก็ยังคงมองเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศก่อนเป็นอันดับแรกไปอีกสักระยะก่อนที่จะมองถึงเรื่องการเดินทางระหว่างประเทศซึ่งกรณีนี้จะมีส่วนของ Supply Chain อื่นๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างสายการบิน สนามบิน บริการขนส่ง ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้องและน่าจะต้องหาทางออกร่วมกันอีกสักระยะกว่าแนวคิดนี้จะนำมาปฏิบัติได้ต่อไปในอนาคต

อ้างอิง: Statista, CNN

Natthapat Kamolpollapat – POP 

FB: Hotel Man


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

การพูดถึงเทคโนโลยีที่คล้าย ChatGPT ครั้งแรกของ Steve Jobs เมื่อ 40 ปีที่แล้ว

บทความนี้ Techsauce จะพาไปย้อนฟังสิ่งที่ Steve Jobs อัจฉริยะเปลี่ยนโลกผู้ให้กำเนิด Apple เคยทำนายถึงการเกิดมาของ ChatGPT จะตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากแค่ไหน ไปดูกัน...

Responsive image

‘ปารีสโอลิมปิก’ 124 ปี ความล้มเหลวในอดีต สู่ 'Luxury Olympics' ที่จะเปลี่ยนภาพจำคนทั้งโลก

บทความนี้ Techsauce จะพาไปย้อนรอยเรื่องราวของ 'ปารีสโอลิมปิก' 2 ครั้งที่ผ่านมาว่า ฝรั่งเศสทุ่มสุดตัวเท่าปีนี้ไหม และเขาเคยได้อะไรกลับไปบ้าง...

Responsive image

ส่อง AI สัญชาติไทยที่ช่วยปลดล็อคหนี้นอกระบบโดย ABACUS Digital

ปัญหาหนี้นอกระบบกับสังคมไทยเป็นปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน ช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ประกาศให้ ‘การแก้ไขหนี้นอกระบบ’ เป็นวาระสําคัญ โดยประเมินว่า หนี้นอกระบบไทยอาจมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 50,...