เราได้นำกรณีศึกษาต่างๆ ของ Blockchain มานำเสนออย่างต่อเนื่อง หลายคนเริ่มทราบกันดีกว่ามันไม่ใช่แค่เทคโนโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Digital Currency อย่าง Bitcoin เพียงอย่างเดียว แต่ถูกนำมาใช้ในหลายภาคธุรกิจ ช่วยให้ธุรกรรมที่รับ/ส่ง และการเก็บข้อมูลมีความปลอดภัย ซึ่งเข้ามาปฏิวัติกระบวนการธุรกรรมต่างๆ บนโลกดิจิทัลอย่างสิ้นเชิง โดยครั้งนี้เราจะไปเจาะลึกในสายธุรกิจประกันกันบ้าง ว่า Blockchain นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร โดยตัวอย่างที่น่าสนใจอยู่ที่ตลาดสหรัฐอเมริกา

ตลาดสายประกันที่ใหญ่ที่สุดของโลกเห็นจะหนีไม่พ้นตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญฯ  โดยแบ่งออกเป็นประกันชีวิต และประกันรูปแบบอื่นๆ ดังกราฟ

insurance-market-us

Blockchain ก็เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่หลายคนกำลังให้ความสนใจว่าจะมาปฏิวัติสายประกันอย่างไร ที่เห็นได้ชัดคือด้วยเทคโนโลยีของ Blockchain ทำให้ทรัพย์สินต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่บนโลกออนไลน์และออฟไลน์สามารถกำหนดสิทธิความเป็นเจ้าของได้ และสามารถโอนส่งต่อถึงกันช่วยกระบวนการเคลมประกันง่ายขึ้น เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในที่ที่มีความเสี่ยงสูงกับภัยพิบัติ โมเดลประกันภัยในปัจจุบันอย่าง P2P Insurance, Parametric Insurance (การประกันภัยที่อ้างอิงพารามิเตอร์) และ Micro Insurance (การประกันภัยรายย่อย) สามารถนำ Blockchain มาประยุกต์ใช้ได้หมด

Peer-to-Peer Insurance 

Blockchain จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดใหม่ ตัวอย่างของ Startup ในกลุ่มนี้เช่น

  • Dynamis  เป็น Smart Contract สำหรับ Peer-to-Peer Insurance ที่ทำงานอยู่บน Ethereum Platform ข้อมูลการสมัครขอประกันสามารถนำข้อมูล LinkedIn มาระบุตัวตนและสถานะได้ เพื่อการอนุมัติประกัน และการอนุมัติการเคลม
  • Enigma เป็นแพลตฟอร์มด้าน "Secure Data & Protect Privacy" ทำงานบน Decentralized Cloud Platform เปิดให้ party ต่างๆ ที่มาต่อ สามารถเก็บข้อมูลและประมวลผลในรูปแบบของ Private ได้

ในอนาคตอันใกล้นี้ Peer-to-Peer Insurance แพลตฟอร์มจะเริ่มต้นใช้ Smart Contract กันมากขึ้นในการเคลมและจับคู่ความต้องการระหว่างลูกค้าบนตลาดออนไลน์ โดย Blockchain เข้ามาช่วยแก้ปัญหาปัจจุบันในการโอนสินทรัพย์ออนไลน์ หรือการเข้าถึง Private Data ที่เชื่อถือได้

Parametric Insurance

อีกกรณีการใช้งานบน Blockchain คือ Parametric Insurance เป็นการประกันที่จ่ายเงินให้ผู้ทำประกันเมื่อเกิดเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ ยกตัวอย่างเช่น มีแผ่นดินไหวที่ 5 ริกเตอร์ Smart Contract ที่ระบุเงื่อนไขจะจ่ายเงินประกันให้อัตโนมัติตามกฏที่ตกลงไว้

  • Rainvow ทำงานบน Ethereum Platform เป็นระบบ Smart Contract ที่วิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์และชดเชยเงินให้ อย่างเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเดินทางวันฝนตกหนักเรียก Uber โดยไม่ต้องกังวลกับการขึ้นราคา
  • Factom ระบบนี้เป็นตัวช่วยสร้างแพลตฟอร์มกฏของประกันในรูปแบบ Parametric Insurance อีกที

รูปแบบของ Parametric Insurance นั้นไปควบคู่กับการนำเทคโนโลยี Internet-of-Things และ Sensor เพื่อใช้เป็นตัว Trigger บอกเวลาเกิดเหตุขึ้นมาแบบเรียลไทม์ เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันทางบริษัทรถยนต์ก็เริ่มตระหนักและให้ความสำคัญกับจุดนี้มากขึ้น

Micro Insurance

จากงานวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ให้นิยาม Micro Insurance ไว้อย่างชัดเจนคือ "รูปแบบของการถ่ายโอนความเสี่ยงเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งมีลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนทางเลือกที่ประชาชนระดับรากหญ้าสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและรวดเร็วหลังจากที่ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้น หากไม่มีการประกันภัยรายย่อยประชาชนระดับรากหญ้าอาจต้องใช้แหล่งเงินทุนจากเงินออมทั้งหมด สินเชื่อฉุกเฉินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ขายทรัพย์สิน ซึ่งทําให้เสียโอกาสในการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและติดอยู่ในกับดักของความยากจนในที่สุด แม้ว่าการประกันภัยรายย่อยได้พัฒนารูปแบบและขยายความครอบคลุมสู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อสร้างหลักประกันให้กับประชาชนรากหญ้า แต่ข้อเท็จจริงมักปรากฏว่าประชาชนรากหญ้าไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายเบี้ยประกันถึงแม้ว่าการประกันภัยรายย่อยดังกล่าวจะคิดเบี้ยประกันต่ำก็ตาม รัฐบาลจึงมักจําเป็นต้องให้ การอุดหนุนทางการเงินกับสถาบันสินเชื่อรายย่อย หรือองค์กรเพื่อการกุศล เพื่อให้สถาบัน หรือองค์กร ดังกล่าวเข้ามาช่วยเหลือประชาชนรากหญ้าให้สามารถเข้าถึงการประกันภัยรายย่อยดังกล่าวได้"

Blockchain ในมุม Micro Insurance จะช่วยให้ธุรกรรมประกันที่มีการโอนเงินข้ามประเทศ เข้าถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกที่ต้องการความช่วยเหลือจากภัยพิบัตินั้นโปร่งใสมากขึ้น ตัวอย่างเช่น

    • Helperbit เป็นอิตาเลียน Startup ที่นำ Blockchain มาช่วยในเชิงการกุศล  ให้การโอนเงินในลักษณะของ Digital Currency หรือการตัดเงินในรูปแบบของ Debit Card สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินนั้นถูกส่งหาคนที่ต้องการช่วยเหลือจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ผ่านมา และทำให้คนไม่กล้าบริจาค

ในอนาคตเชื่อว่า Blockchain จะเข้ามีผลช่วยให้วงการธุรกิจสายประกันโปร่งใสมากขึ้น ป้องกันปัญหาการทุจริต และตรวจสอบได้ ซึ่งนั่นหมายถึงบริษัทประกันใหญ่ๆ ก็ต้องปรับตัวทั้งในเรื่องกระบวนการ, โครงสร้างกฏระเบียบ และอาจเกิดความร่วมมือระหว่าง Blockchain Startup, นายหน้าคนกลาง และแน่นอนบ้านเราคงต้องใช้เวลาอีกระยะใหญ่ๆ เลยทีเดียว

ที่มา: techcrunch, งานวิจัยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง

RELATED ARTICLE

Responsive image

บุกตลาดจีนผ่านช่องทาง Cross-border eCommerce ตอนที่ 1

เจาะลึกเรื่อง การเข้าตลาดจีนด้วยวิธีที่เรียกว่า Cross-border eCommerce (CBEC) หรือ การทำธุรกรรมการค้าข้ามพรมแดนแบบช่องทางออนไลน์...

Responsive image

วิเคราะห์การแข่งขันด้าน AI ของสหรัฐและจีน ด้วยมิติของ Data

เรื่องราวของการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ในจีนและสหรัฐฯ เป็นประเด็นที่น่าจับตา เรามีโอกาสได้เห็นบทวิเคราะห์จำนวนมาก และครั้งนี้เป็นบทวิเคราะห์จาก Matt Sheehan แห่ง Macropolo ซึ่งเป็น...

Responsive image

แอปฯ JobThai โฉมใหม่ หางานใกล้ตัว พร้อมทุกฟีเจอร์เพื่อคนหางาน

JobThai พลิกโฉมและพัฒนาแอปฯ มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์หน้า Home ใหม่ และเพิ่มฟีเจอร์มากมายที่สร้างให้สอดคล้องกับ Insight ของคนหางานมากขึ้น ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะนำเทคโนโล...