
ท่ามกลางคลื่นลมแห่งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่สภาวะ 'แบ่งขั้ว' อย่างชัดเจน ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงเสียดทานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri) สถาบันการเงินแถวหน้าของไทยและสมาชิกของเครือข่ายการเงินระดับโลกอย่าง MUFG ได้ประกาศวิสัยทัศน์ประจำปี 2026 ภายใต้ธีม ‘One Krungsri for a Sustainable Future’ หรือ ‘วันกรุงศรี ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’
ปีนี้คุณเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ปี 2026 จะเป็น ‘Year of Execution’ หรือปีแห่งการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายเชิงโครงสร้างของไทยให้กลายเป็นโอกาส ด้วยการร่วมเจาะลึกประเด็นสำคัญจากคณะผู้บริหารระดับสูงทั้ง 5 ท่านของกรุงศรี ที่จะมาร่วมกันพลิกโฉมธนาคารสู่การเป็น ‘Trusted Partner’ อย่างเต็มรูปแบบ
คุณเคนอิจิ ยามาโตะ เริ่มต้นด้วยการเล่าความสำเร็จในปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งกรุงศรีสามารถทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิกว่า 3.17 หมื่นล้านบาท เติบโต 7% พร้อมทั้งรักษาวินัยทางการเงินและคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2026 และก้าวต่อไปในอนาคต กรุงศรีมองว่าคำว่า ‘Sustainability’ มีความหมายลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือ ESG แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างความยืดหยุ่นให้กับลูกค้า ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจของประเทศ ให้สามารถล้มแล้วลุกได้ไวและเติบโตได้อย่างมั่นคง

ในเชิงเป้าหมายทางการเงิน ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 2-4% และรักษาทิศทางส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในระดับกลุ่มที่ 4.0-4.3% แต่สิ่งที่สะท้อนความมุ่งมั่นที่สุดคือการ ประกาศเป้าหมายใหม่ด้าน Social and Sustainable Finance ที่ขยับเพดานขึ้นเป็น 3.5 แสนล้านบาท ภายในปี 2030 หลังจากที่ธนาคารสามารถพิชิตเป้าหมายเดิมที่ 2.5 แสนล้านบาทได้เร็วกว่ากำหนดถึง 1 ปี ซึ่งการขยับเป้าครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทย และตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด ESG Bond ของกรุงศรี
ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ คุณดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการเงินและกลยุทธ์ ได้ถอดรหัสความท้าทายของประเทศไทยออกมาเป็น 5 วาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้าง ที่ธนาคารต้องเข้าไปมีบทบาทอย่างจริงจัง มิใช่เพียงเพื่อการเติบโตของธนาคาร แต่เพื่อความอยู่รอดของลูกค้าและสังคม

ประการแรกคือการจัดการปัญหา หนี้ครัวเรือน กรุงศรีเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการแก้หนี้ระยะสั้น สู่การสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวโดยเน้นบทบาทการเป็นโค้ชให้ความรู้ทางการเงิน และใช้ Data/AI วิเคราะห์สุขภาพการเงินลูกค้าเพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงล่วงหน้า ประการต่อมาคือการ เสริมแกร่ง SMEs โดยใช้โมเดล ‘Big Helps Small’ เข้ามาเชื่อมโยงลูกค้า SME ซึ่งมีสัดส่วน 16% ของพอร์ต เข้ากับ Supply Chain ของลูกค้ารายใหญ่และเครือข่ายญี่ปุ่น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและลดต้นทุนทางการเงิน
นอกจากนี้ กรุงศรียังมุ่งเน้นการ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการผลักดัน New Economy ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semiconductor, Data Center และที่น่าจับตาคือ อุตสาหกรรมป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญ ควบคู่ไปกับ Climate Action ที่สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของไทยในปี 2050 และสุดท้ายคือการสร้าง Financial Trust โดยทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานรัฐเพื่อจัดการภัยไซเบอร์และบัญชีม้าด้วยเทคโนโลยี AI
ไฮไลท์ที่สร้างความฮือฮาที่สุดสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปมาจาก คุณสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านดิจิทัลและนวัตกรรม ที่เตรียมรวมแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ภายใต้กลยุทธ์ Customer First (เข้าใจ-เข้าถึง-อุ่นใจ) เพื่อแก้ปัญหาความซับซ้อนของช่องทางบริการ โดยกรุงศรีมีแผนจะรวม 4 แอปพลิเคชันหลักในเครือ ได้แก่ KMA (แบงก์), UChoose (บัตรเครดิต), GO (สินเชื่อรถ), และ Kept (การออม) ให้กลายเป็น ‘One Super App’ เดียว เพื่อรวมฐานข้อมูลและมอบประสบการณ์ Seamless ที่แท้จริง ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวโฉมใหม่ได้ในช่วงต้นปี 2027

นอกจากการรวมแอปฯ แล้ว กรุงศรียังเตรียมแก้ปัญหาคลาสสิกของลูกค้าที่สับสนกับเบอร์โทรศัพท์กว่า 20 เบอร์ของเครือกรุงศรี ด้วยการยุบรวมเหลือ ‘One Contact Center’ เพียงเบอร์เดียว โดยเชื่อมข้อมูลหลังบ้านให้พนักงานรู้ทันทีว่าลูกค้าคือใครและทำธุรกรรมอะไรค้างไว้ รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยบน Mobile Banking ให้สามารถตรวจจับธุรกรรมผิดปกติและ Freeze เงินได้ทันที พร้อมฟีเจอร์ให้ลูกค้ากดยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ ได้โดยไม่ต้องรอสาย Call Center อีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว Pilot Segment ใหม่ เจาะกลุ่ม ‘Families with Kids’ เพื่อช่วยวางแผนการเงินครอบครัวแบบครบวงจร
ในฝั่งลูกค้าธุรกิจ คุณประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ยืนยันที่จะใช้ความได้เปรียบจากการเป็นบริษัทในเครือ MUFG สถาบันการเงินระดับโลก มาเป็นกุญแจสำคัญในการทำหน้าที่ Regional Connectivity หรือ Gateway เชื่อมโยงการลงทุน โดยไม่เพียงแค่ดึงเม็ดเงินลงทุน จากญี่ปุ่นเข้าไทย แต่ยังพาธุรกิจไทยขยายออกสู่อาเซียนผ่านเครือข่ายธนาคารพันธมิตรในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน กรุงศรีจะมุ่งเน้นเรื่อง Transition Finance ที่ไม่ใช่แค่การปล่อยกู้ Green Bond แต่เน้นการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากดีลใหญ่ๆ กับ Thai Union, EGAT และ Central ในปีที่ผ่านมา และพร้อมสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ New S-Curve ที่กำลังบูมในไทยอย่าง Renewable Energy และ Data Center ทั้งในรูปแบบสินเชื่อ การระดมทุนในตลาดทุน (ECM) และที่ปรึกษาการควบรวมกิจการ (M&A)
เพื่อให้ภาพ ‘One Krungsri’ และประสบการณ์ไร้รอยต่อเกิดขึ้นจริงได้ ระบบหลังบ้านต้องแข็งแกร่ง คุณสายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์ ประธานกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล เปิดเผยถึงการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานผ่านโปรเจกต์ยักษ์ ‘Jupiter Program’ ในการรื้อและปรับปรุงระบบ Core Banking Platform ใหม่ เพื่อให้มีความยืดหยุ่น รองรับการขยายตัว และปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์

เมื่อกรุงศรีทำการรวมศูนย์ข้อมูลจากทุกหน่วยธุรกิจเสร็จสิ้นแล้ว ก้าวต่อไปคือการใช้ AI และ Machine Learning อย่างเข้มข้นในทุกมิติ ทั้งการใช้ Chatbot บริการลูกค้า, การประเมินราคาสินทรัพย์, การบริหารจัดการเงินสด และที่สำคัญที่สุดคือการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต และการตรวจจับการทุจริต ผ่านการรวมแพลตฟอร์มความปลอดภัยไซเบอร์เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้เห็นภัยคุกคามแบบ Real-time ภายใต้ปรัชญา ‘Technology for People’ ที่มุ่งเน้นให้เทคโนโลยีใช้งานง่ายและปลอดภัยสำหรับทุกคน
“เป้าหมายของกรุงศรีคือการสร้างการเติบโตที่สมดุล ทั้งในด้านผลประกอบการ นวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เรากำลังขับเคลื่อนองค์กรสู่ภูมิทัศน์ทางการเงินแห่งอนาคต ที่บริการทางการเงินได้รับการบูรณาการอย่างไร้รอยต่อ ขับเคลื่อนด้วยพลังของเทคโนโลยี และความร่วมมือ เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตให้แก่ลูกค้า พันธมิตร และสังคม” คุณเคนอิจิ กล่าวสรุป
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด