เศรษฐกิจแย่ แต่ของมันต้องมี รู้จักทฤษฎี Lipstick Effect ซื้อความสุขได้แม้เจอวิกฤต

ทำไมเศรษฐกิจแย่ แต่ของฟุ่มเฟือยกลับขายดี?  แม้ในวันที่สถานการณ์การเงินไม่เอื้อให้เราสามารถซื้อบ้าน รถ หรือ กระเป๋าแบรนด์หรูได้เหมือนเคย แต่คนยังคงใช้จ่ายกับของฟุ่มเฟือยอย่างลิปสติกแท่งจิ๋ว รวมไปถึง Art Toy ที่ตอนนี้เติบโตได้และสร้างรายได้มหาศาล 

ทำไมผู้คนถึงยังซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยแม้จะรัดเข็มขัดกันอยู่? เรามาหาคำตอบพฤติกรรมนี้ผ่าน “ทฤษฎี Lipstick Effect” กัน

Lipstick Effect คืออะไร?

Lipstick Effect คือพฤติกรรมที่ผู้บริโภคยังคงใช้เงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยชิ้นเล็กๆ น้อยๆ แต่ยังมีราคาจับต้องได้ แม้อยู่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ หรือไม่มีเงิน เช่นลิปสติกแบรนด์เนม เพราะไม่สามารถไปซื้อของราคาแพงที่ต้องใช้เงินเยอะอย่างบ้าน รถ กระเป๋าแบรนด์เนม และอื่นๆ  

ทฤษฏีนี้ถูกนิยามขึ้นครั้งแรกในปี 2001 โดย Leonard Lauder ประธานของ Estée Lauder โดยเขาสังเกตยอดขายลิปสติกที่เพิ่มขึ้นแม้จะเป็นช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่กระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจในอเมริกาอย่างมาก 

Philip Graves ที่ปรึกษาด้านพฤติกรรมผู้บริโภคและผู้เขียน Consumer.ology กล่าวว่า "ผู้คนยังคงต้องการสนองความต้องการตัวเอง แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ดังนั้นจึงมองหาวิธีใช้จ่ายที่ทำให้พวกเขารู้สึกดี แต่ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน”

เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมต้องซื้อของแบรนด์หรู?

การซื้อสินค้าแบรนด์เนมถือเป็นเครื่องบ่งชี้สถานะทางสังคม เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในชีวิต และช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น ตามข้อมูลของ Statista ตลาดสินค้าลักชูในปี 2024 คาดว่าจะเติบโต 3.22% และสร้างรายได้เกือบ 370 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 13 ล้านล้านบาท

แต่ในสถานการณ์เศรษฐกิจซบเซา เงินในกระเป๋ามีลดน้อยลง ทำให้ต้องเปลี่ยนจากของลักชูราคาแพงๆ อย่างกระเป๋าแบรนด์เนมใบใหญ่ กลายเป็นลิปสติกแบรนด์เนมแท่งจิ๋วแทน จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ Mintel หน่วยงานข้อมูลการตลาดระดับโลก ในปี 2023 พบว่าถึงแม้ค่าครองชีพจะสูงขึ้น เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่ซื้อลิปสติกไม่ได้ลดลงตามที่ควรจะเป็น แต่กลับเพิ่มขึ้นถึง 12.3% 

Juliet Schor ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์และสังคมวิทยากล่าวว่า ผู้คนกำลังมองหาความหรูหราที่เอื้อมถึง การได้ซื้อของแพงๆ ในห้างสรรพสินค้า จินตนาการถึงตัวเองในเวอร์ชันที่มีเสน่ห์ มีความมั่นใจยิ่งขึ้น และเป็นการซื้อ’ความหวังที่ดูฉาบฉวย’ แต่ก็ถือเป็นการหลีกหนีจากชีวิตประจำวันที่น่าเบื่อหน่ายจากวิกฤติเศรษฐกิจ

จากลิปสติกสู่ขอบเขตที่กว้างขึ้น

ในปัจจุบัน Lipstick Effect ไม่จำกัดอยู่แค่ลิปสติกแบรนด์หรูอีกต่อไป แต่มีอิทธิพลครอบคลุมไปยังสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ เช่น เครื่องสำอางและน้ำหอมแบรนด์เนม ซึ่งในปี 2023 ตามรายงานของ L’Oréal ตลาดเครื่องสำอางเติบโตจากปีก่อนหน้ากว่า 8% และมีมูลค่าตลาดถึง 270 ล้านยูโรหรือราว 10.5 ล้านล้านบาท 

หรือจะเป็นการไปนั่งจิบกาแฟ Specialty ร้านโปรด ซื้อช็อกโกแลตแพงๆ คลายเครียด รวมถึงการซื้อชุดชั้นในเสริมความมั่นใจสำหรับคุณผู้หญิง ซึ่งล้วนมียอดขายสูงขึ้นในช่วงวิกฤติ Covid-19 

ในส่วนของประเทศไทย สินค้าที่ฮอตฮิตที่สุดคงจะหนีไม่พ้น Art toy กล่องสุ่มของสะสม ด้วยราคาที่ไม่แรงเกินไปและยังได้สนุกกับการสุ่มตัวละครที่ชอบ โดยยอดขายเพียงสี่เดือนแรกของปี 2024 ตลาด Art toy ในประเทศไทยโตถึง 51.4% จากปีก่อนหน้า 

ซึ่งตรงกันข้ามกับตลาดอสังหาฯ ที่คาดว่าจะโตได้ไม่ถึง 6% จากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงแตะระดับ 90% และความเข้มงวดในการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากนโยบายอัตราส่วนการให้สินเชื่อเมื่อเทียบกับราคาบ้านของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงเศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวตามไปและหันไปเช่าอสังหาฯ มากกว่าซื้อ 

Lipstick Effect ถือเป็นทฤษฎีที่อธิบายการปรับตัวของมนุษย์ในการรักษาความสุขในชีวิตแม้จะอยู่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ การดื่มด่ำกับสิ่งของฟุ่มเฟือยที่สามารถเอื้อมถึง อาจเป็นสิ่งช่วยสร้างความสุข ความพึงพอใจทางอารมณ์ได้ชั่วคราว แต่สิ่งสำคัญคือต้องสร้างสมดุลกับพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างรับผิดชอบและควรหาทางรับมือกับความเครียดที่อาจส่งผลต่อสุขภาพภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ เช่น งานอดิเรก การออกกำลังกาย และการเข้าสังคม เป็นต้น

และถึงแม้ว่าทฤษฎี Lipstick Effect จะมีมามากกว่า 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นตัวสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี และชี้ให้เห็นความยืดหยุ่นของมนุษย์ในการปรับตัวในสถานการณ์การเงินที่บีบคั้นภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ ให้ยังมีความสุขได้แม้เพียงจากสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

อ้างอิง: investopedia, independent.co.uk, bangkokpost, forbes, reic, loreal-finance

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะลึกทิศทางกรุงศรีปี 2569 ชูกลยุทธ์ ‘ONE Krungsri’ ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน พร้อมดันเป้า ESG 3.5 แสนล้าน

เจาะลึกแผน ‘Krungsri 2026’ เตรียมยุบ 4 แอปฯ เหลือ One Super App ภายในปี 2027 พร้อมขยับเป้า ESG สู่ 3.5 แสนล้านบาท และรื้อระบบ Core Banking ใหม่ด้วย AI เพื่อความยั่งยืน...

Responsive image

25 ปี IT One สู่ “Trusted IT Service Provider” ด้วย AI-Driven Services ที่เข้าใจบริบทของธุรกิจไทย

25 ปี IT One ผู้นำ IT Services ที่ผสานความแกร่ง Accenture และ SCG มุ่งสู่ยุค AI-Driven ด้วย Agentic AI และ Modern Cloud พร้อมเป็นสถาปนิกดิจิทัลขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่เวทีโลก...

Responsive image

ปั้น ‘สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้’ ให้เป็นเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่ากลยุทธ์ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย เมื่อภาครัฐจับมือเอกชนขับเคลื่อน Intangible Assets

เจาะลึกกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ยุคใหม่ เมื่อ Intangible Assets ครองโลก เผยแนวทางแก้ปัญหา 'วิจัยขึ้นหิ้ง' ของไทย พร้อมโมเดล IP Financing และการเปลี่ยน Mindset จากรับจ้างผลิตสู...