Meta กำลังเข้าสู่การเดิมพันครั้งใหม่ที่อาจเปลี่ยนอนาคตของบริษัท และวงการเทคโนโลยีโลก ด้วยการลงทุน 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์ใน Scale AI พร้อมดึง Alexandr Wang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทเข้าสู่โครงการพัฒนา Superintelligence
เพราะแม้ Meta จะมีห้องแล็บวิจัย AI ระดับแนวหน้าของโลก (FAIR) มาตั้งแต่ปี 2013 และพัฒนาโมเดล LLaMA ที่ทรงพลังไม่แพ้ GPT แต่บริษัทกลับไม่สามารถเข้าสู่ตลาดผู้ใช้งานทั่วไปได้เร็วเหมือนคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Microsoft ที่ปล่อย ChatGPT จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกในเวลาไม่ถึงปี
การกลับมาลงสนามครั้งนี้ของ Mark Zuckerberg ไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์ แต่เป็นการเริ่มต้นด้วย 100 ล้านดอลลาร์ดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยดารที่ Meta ซื้อนักวิจัยระดับท็อป กับข้อเสนอค่าตัวระดับมหาศาล พร้อมสัญญาที่ยากจะปฏิเสธ เพื่อเร่งสปีดให้ทันคู่แข่ง และก้าวสู่เป้าหมายสูงสุด คือ ขึ้นเป็นราชาแห่งโลก AI และบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกว่า Meta วางหมากอย่างไรในศึกเดิมพันแห่งยุคที่ไม่มีใครยอมใคร

ถ้าย้อนกลับไปในปี 2014 หากดีล WhatsApp คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของ Meta เพื่อคว้าผู้ใช้งานทั่วโลกในการขึ้นเป็นราชา Social Media โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียและบราซิล ซึ่งเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า Facebook ด้วยมูลค่าการเข้าซื้อกว่า 2.18 หมื่นล้านดอลลาร์
ดีลกับ Scale AI ในปี 2025 นี้ก็คือการเดิมพันครั้งใหม่ ที่กำลังพุ่งเป้าไปยังแกนกลางของยุคถัดไป นั่นคือ ความรู้ ข้อมูล และเทคโนโลยีเบื้องหลัง AI
แล้วทำไมถึงมองว่าอาจจะใหญ่กว่าตอนซื้อ WhatsApp ?
แม้มูลค่าดีลเริ่มต้นของทั้งสองยุคจะต่างกันถึงกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ แต่การลงทุน 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อแลกกับหุ้น 49% ของ Scale AI และได้ตัว Alexandr Wang มานำทีม Superintelligence ของ Meta ก็เปรียบเสมือนแค่ “ค่าแรกเข้า” เพื่อเข้าสู่สนามแข่ง AI ที่ดุเดือดที่สุดในโลกตอนนี้ และถ้าจะรบ มีแค่ขุนศึกอาจไม่พอ แต่ Meta ยังต้องสร้างกองทัพมันสมองขึ้นมาด้วย
ข้อมูลจาก Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ในพอดแคสต์ Uncapped เผยว่า Meta ถึงขั้นยื่นข้อเสนอให้กับนักวิจัยที่ต้องการตัวด้วยแพ็คเกจค่าตัวมหาศาล บางกรณีรวมแล้วสูงเกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน
ในจุดนี้ Bloomberg มีรายงานเพิ่มเติมว่า Mark Zuckerberg มีแผนจะสรรหาทีมงานด้วยตัวเองประมาณ 50 คน รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าทีมวิจัย AI คนใหม่สำหรับทีม AGI ซึ่งลือว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากไม่พอใจในผลงานและกระแสตอบรับของ โมเดล Llama 4 ซึ่งเป็นโมเดลภาษาใหญ่ล่าสุดของ Meta
ลองจินตนาการว่าหาก Meta ต้องการทีมระดับหัวกะทิสัก 50 คนขึ้นไปเพื่อขับเคลื่อนโครงการ Superintelligence เพียงแค่ค่าตัวนักวิจัย ก็อาจพุ่งทะลุ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ไม่ยาก และนั่นยังไม่นับรวมต้นทุนอีกมหาศาลที่รออยู่ในสนามรบของ AI ไม่ว่าจะเป็นค่าฝึกโมเดล,Data Center, ค่าชิป, หรือแม้แต่ต้นทุนทางการเมืองที่มาพร้อมการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในสมรภูมิระดับโลก
แน่นอนว่าแทนที่จะใช้เวลา 2–3 ปีสร้างทีม AI ขึ้นใหม่จากภายใน Meta เลือกใช้เงินมหาศาลเป็นเครื่องมือเร่งสปีด ดีลใหญ่ที่สุดคือการลงทุน 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์ใน Scale AI เพื่อแลกกับหุ้น 49% และได้ตัว Alexandr Wang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ เข้ามานำโปรเจกต์ Superintelligence ภายใน Meta โดยตรง
แต่ไม่หยุดแค่นั้น… เพราะ Meta ยังไล่ล่าคนเก่งระดับโลกโดยเฉพาะ OpenAI, Google DeepMind และ GitHub อย่างต่อเนื่อง
The Wall Street Journal รายงานว่า Mark Zuckerberg ถึงขั้นใช้ WhatsApp ส่วนตัวส่งข้อความหานักวิจัย AI หลายร้อยคน พร้อมวางแผนล่าตัวเป้าหมายผ่านกรุ๊ปแชตลับชื่อว่า “Recruiting Party 🎉”
ก่อนจะเชิญแขกมารับประทานอาหารค่ำที่บ้านของเขาใน Palo Alto และ Lake Tahoe เพื่อพูดคุยแบบใกล้ชิด และจนถึงตอนนี้ รายชื่อของคนที่ย้ายมาแล้ว หรืออยู่ระหว่างเข้าร่วมทีมกับ Meta ก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ได้แก่...

การได้ตัว Bansal มาถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเขาเชี่ยวชาญด้าน AI reasoning models แนวทางใหม่ที่กำลังกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาโมเดล AGI ในยุคถัดไป (Bansal เข้าร่วมกับ OpenAI ตั้งแต่ปี 2022 โดยมีบทบาทสำคัญในด้านการพัฒนา reinforcement learning และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวางรากฐานของ o1 โมเดลการใช้เหตุผลด้วย AI รุ่นแรกของ OpenAI)
ที่น่าสนใจคือ Nat Friedman เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท VC ชื่อ NFDG ที่ลงทุนใน Character.AI, Perplexity, Figma ซึ่งมีรายงานว่า Meta เตรียมเข้าถือหุ้นใน NFDG ด้วย เพื่อปูทางไปสู่ ecosystem ด้าน AI ที่กว้างกว่าแค่การจ้างคน
อ้างอิง: [1]bloomberg, [2] bloomberg, [1] reuters, investopedia, [1] techcrunch, [1] cnbc, [2] reuters, [2] techcrunch, [2] cnbc
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด