ถ้าเทคโนโลยี AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดดทำให้คุณรู้สึกว่าเหนื่อยไม่ไหว เรียนรู้ไม่ทัน เพราะมี AI ตัวใหม่ อัปเดตใหม่ออกสู่ตลาดแบบไม่พัก แล้วจะทำ AI Transformation ให้สำเร็จได้ด้วยวิธีไหน MFEC หรือ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) ได้รวมมันสมอง พาร์ตเนอร์ และโซลูชันชุดใหญ่และใหม่ล่าสุด มาให้ทุกคนเห็นเครื่องมือและผู้ช่วยแบบจับต้องและมองเห็นได้ใน MFEC Inspire 2026 งานแสดงเทคโนโลยีและโซลูชันประจำปี ซึ่งปี 2569 จัดขึ้นภายใต้ธีม ‘Empowering Tomorrow's Enterprise with AI’ และมีผู้เข้าร่วมงานคับคั่ง

MFEC Inspire 2026 นำเสนอแนวทางการนำเทคโนโลยีมาสร้างการเติบโตให้องค์กรผ่าน 3 แกนหลัก นั่นคือ 1) Enterprise AI, 2) Cost Optimization และ 3) Data & Resilient IT Infrastructure โดยมีโซนจัดแสดงโซลูชัน (Exhibition),โซนสัมมนา (Seminar) และโซนเวิร์กช็อป (Workshop)
เทคซอสมีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร MFEC หลายต่อหลายครั้ง รับรู้แนวคิดสำคัญของผู้บริหารว่า ยิ่งเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI พัฒนาไปมากเท่าไหร่ บริษัทจะเน้นพัฒนาศักยภาพคน เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ ด้วยการใช้เทคโนโลยีอย่างเข้มข้น และภายในงาน MFEC Inspire 2026 ก็ได้เห็นวิธีที่ MFEC นำ AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งใช้ภายในองค์กรและสนับสนุนลูกค้าองค์กรไปสู่เป้าหมายที่แตกต่าง ทั้งยังได้เห็น Use Cases ที่เป็นรูปธรรมโดยพนักงานทุกเลเวลของ MFEC กับเหล่าพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่า 20 รายที่มาร่วมออกบูธ
จากการได้พูดคุยก่อนวันงานและภายในงาน MFEC Inspire 2026 กับ คุณธนกร ชาลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC สื่อสารถึงประเด็นสำคัญที่ต้องการตอกย้ำตั้งแต่ช่วงต้นของการพูดคุยว่า
ทีมผู้บริหาร MFEC นำทัพโดย คุณเล้ง - ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร CEO, MFEC
ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองที่ต้องเผชิญทั้งแรงกดดันด้านต้นทุน และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามที่คุกรุ่น องค์กรจำเป็นต้องควบคุมค่าใช้จ่ายให้ดี ที่สำคัญคือ AI เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ ๆ ให้องค์กรได้ การประยุกต์ใช้ AI จึงไม่ใช่แค่ ‘ทางเลือก’ แต่เป็น ‘ทางรอด’ ของธุรกิจ
และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในวันนี้คือ AI มีศักยภาพมากพอที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานในแทบทุกฟังก์ชันขององค์กร และยังมีบทบาทสำคัญต่อโลกธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหลายบริษัทก็ยินดีที่จะจ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีบริษัทอีกมากที่ไม่พร้อมเพราะมองว่า การลงทุนด้าน AI เป็น Cost (ค่าใช้จ่าย) มากกว่าเป็น Investment (การลงทุน)
จากประสบการณ์ของ MFEC ในการให้บริการลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน เทคซอสสอบถามว่า คำถามที่ผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรมักถามมีอะไรบ้าง คุณธนกรตอบว่า 1) เลือกใช้ AI ตัวไหนถึงจะเหมาะ 2) ต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะไหม และ 3) กำกับดูแลการใช้งาน AI อย่างไร
คุณเอ้ - ธนกร ชาลี COO, MFEC
สอบถามเรื่องการทำ Digital & AI Transformation ภายในองค์กรให้สำเร็จ ต้องเริ่มต้นทำจากเรื่องไหน อย่างไร คุณธนกรอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า ขั้นแรกสำหรับองค์กรที่ต้องการทำ AI Transformation ไม่ใช่การเลือกเทคโนโลยี แต่ให้เริ่มที่ การวิเคราะห์เนื้องาน (Task Analysis) ของพนักงานรายคน เพื่อดูว่างานใดสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยหรือทดแทนได้
เรียกได้ว่า นำ Job Description มากางให้เห็นรายละเอียดงาน แล้วลิสต์ว่า งานใด AI ทำแทนได้นั่นเอง
โดย MFEC มีมายด์เซ็ตว่า AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อลดจำนวนคน แต่เข้ามาเพื่อลดระยะเวลาและทดแทนใน ‘เนื้องาน’ ที่คนต้องทำซ้ำ ๆ หรือต้องจดจำมาก ๆ ดูว่าใช้เวลาทำนานแค่ไหน ใช้ AI แล้วลดระยะเวลาได้เท่าไหร่ เพิ่มประสิทธิภาพ ได้มากเพียงใด และ Productivity ขององค์กรเปลี่ยนไปอย่างไร
เมื่อจัดสรรเนื้องานที่สามารถใช้ AI ทำแทนได้แล้วจึง ปรับโครงสร้างและจัดระเบียบองค์กรใหม่ เพราะเมื่อ AI เข้ามาช่วยลดภาระงาน เวลาของคนจะถูกปลดล็อก องค์กรที่พร้อม จะสามารถนำทรัพยากรนี้ไปใช้กับงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
MFEC ย้ำจุดแข็งว่าไม่ได้แค่ขายผลิตภัณฑ์ แต่เน้น Value-Added Services โดยใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเข้าไปช่วยแก้ปัญหาและดูแลลูกค้าทั่วประเทศ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับบุคลากรอย่างมาก และลงทุนใช้งบถึง 80% ของต้นทุนบริษัท
ที่สำคัญคือ พนักงานต้องมี มายด์เซ็ตที่พร้อมจะเติบโต (Growth Mindset) เพราะการใช้ AI ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก ‘คนลงมือทำ’ เป็น ‘คนตั้งโจทย์ (Prompt)’ ที่ต้องออกคำสั่งและตรวจงาน AI และยังต้องอาศัยความยืดหยุ่น ร่วมกับการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา
สอดคล้องกับประเด็นข้างต้น MFEC จึงสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ซึ่งเริ่มให้บริการลูกค้าองค์กรตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 นั่นคือ Aerogram หนึ่งในโซลูชันเรือธงที่เป็น AI App Portal ของ MFEC ในปี 2569
Aerogram เป็นเครื่องมือที่ช่วยดึงความรู้และกระบวนการทำงาน (SOP) จากตัวบุคคลออกมาสร้างเป็น AI Workflow ซึ่งรองรับโมเดล AI มากกว่า 80 ตัว ที่โดดเด่นคือ พนักงานทั่วไปที่ไม่ใช่สายเทคสามารถสร้าง Flow และเปลี่ยนความเชี่ยวชาญจาก Flow ให้เป็น ‘Mini App’ ของตัวเอง เพื่อให้พนักงานตั้งแต่จูเนียร์ถึงซีเนียร์เรียกใช้งานได้ง่าย ทั้งยังช่วยให้คนที่มีความรู้และประสบการณ์การทำงานไม่เท่ากัน สามารถทำงานประสานกันได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว

แพลตฟอร์ม Aerogram นำกระบวนการทำงาน (SOP) มาสร้างเป็น AI Workflow หรือชุดคำสั่งที่เรียงต่อกัน (Chain of thought) แล้วนำมามัดรวมกันให้กลายเป็น ‘Mini App’ ที่ใช้งานง่ายเพียงแค่คลิกสั่งการ (Click Run App) โดยพนักงานไม่ต้องเขียน Prompt เอง
ตัวอย่าง Use Case จากการใช้ Aerogram เช่น ออกแบบ KPI/OKR จากกลยุทธ์ขององค์กร, Cascade KPI ลงสู่ทุกระดับในองค์กร, เช็ก KPI Alignment เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องทั่วทั้งองค์กร ซึ่งช่วยให้การทำ KPI/OKR รอบถัดไปง่ายขึ้น เพราะทุกคนทำงานบนมาตรฐานเดียวกันและวัดผลได้จริง
มาที่ Use Case ฝั่งงานขายบ้าง ก่อนที่เซลล์จะเข้าไปหาลูกค้า สามารถให้ AI ใน Aerogram ออกแบบ Standard checklist, ทำ Research ลูกค้า, ออกแบบ Proposal ที่ใช้นำเสนอลูกค้า, วิธีนำเสนอ อธิบาย หรือต่อรองลูกค้า (เช่น หากลูกค้าไม่สนใจสินค้าด้วยเหตุผลหนึ่ง ลูกทีมสามารถใช้วิธีนำเสนอหรือคำพูดต่าง ๆ ที่ปรากฏใน Workflow ไปสื่อสารเพื่อมัดใจลูกค้าได้) หรือกรณีที่รับเซลล์ใหม่ก็สามารถออกแบบ Onboarding Program ที่ไม่ว่าจะเป็นจูเนียร์หรือซีเนียร์ ก็สามารถใช้ Workflow นี้เพื่อทำให้เข้าใจแนวปฏิบัติตรงกันและทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันได้
สรุปแล้วความสามารถของ Aerogram คือ ทำให้งานหรือ Workflow ปัจจุบันกลายมาเป็น AI Workflow ที่อยู่ในระบบ ซึ่งพนักงานสามารถทำตามได้เป็น Journey เพราะพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญจะใส่ Data หรือประสบการณ์จากความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคลลงไปก่อน แล้ว Workflow ดังกล่าวก็จะกลายเป็น ‘ความสามารถของทั้งองค์กร’ แม้ว่า ‘คนเก่าไป คนใหม่มา’ ก็ไม่ทำให้งานในองค์กรสะดุดอีกต่อไป
คุณธนกรบอกว่า การใช้ AI เพื่อให้ประสบความสำเร็จหรือ Quick Win ได้ ต้องเริ่มจากงานหลังบ้าน (Back Office)
สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลแต่ยังไม่พร้อมใช้อย่างเต็มที่ สามารถเริ่มต้นใช้ AI กับงานหรือแผนกที่ใช้ข้อมูลแบบที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) ได้ก่อน เช่น ทรัพยากรบุคคล (HR), กฎหมาย, การตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้รวดเร็วและผิดพลาดน้อยลง
>> ยกตัวอย่าง การสร้างแอปพลิเคชันให้ AI อ่าน Resume ผู้สมัคร แล้วให้ AI ช่วยตั้งคำถามสัมภาษณ์จาก Resume ซึ่งต่างกันไปตามแต่ละบุคคล
งาน MFEC Inspire 2026 รวมพาร์ตเนอร์เทคโนโลยีระดับโลกและแบรนด์ชั้นนำอีกมากมายที่มาร่วมออกบูธโชว์นวัตกรรมอย่างคับคั่ง
จากนั้นจึง ขยายสู่การใช้ AI ในธุรกิจหลัก (Core Business) กล่าวคือ เมื่อองค์กรสามารถนำ AI ไปใช้กับธุรกิจหลักเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์หรือขีดความสามารถใหม่ๆ ได้ต่อไป
>> ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมธนาคารที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำ Credit Scoring ทำให้สามารถปล่อยกู้ให้แม่ค้าในตลาดที่ไม่มีรายได้ประจำได้ หรืออุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ ที่แพทย์สามารถใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ฟิล์มเอ็กซเรย์ของผู้ป่วย
สู่การนำ AI มาใช้ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดและเกิดกำไร (ROI) ได้จริง คุณธนกรบอกว่า อยู่ที่ การสร้างและใช้ AI ในระดับ Application Layer ซึ่งไม่ใช่แค่การให้พนักงานใช้โมเดล AI สรุปการประชุม แต่ต้องสร้างเป็น Application Layer หรือ Workflow กลางขององค์กร เพื่อให้ทุกคนเข้ามาใช้งานร่วมกัน จุดนี้เองที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานและลดช่องว่างระหว่างพนักงานที่เก่งมากกับเก่งน้อยลงได้ เพราะเครื่องมือที่เป็นตัวกลางสนับสนุนการทำงานอยู่
“ถ้าลงทุนถูกวิธี AI จะสร้าง ROI คืนมาได้เสมอ” คุณธนกรกล่าวย้ำ

คุณธนกรชี้ชัดว่า จากการทำงานกับองค์กรชั้นนำ องค์กรระดับประเทศ พบว่าความไม่พร้อมใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ของลูกค้าองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้มีประเด็นปัญหาเรื่องเงินลงทุน แต่เป็นเรื่องมายด์เซ็ตและวัฒนธรรมขององค์กร ที่ยังไม่เข้าใจ ไม่เปิดกว้าง ไม่ให้ความสำคัญ หรือไม่เห็นความจำเป็น
ดังนั้น การสร้างความเปลี่ยนแปลงในองค์กรทั้งองคาพยพ จึงจำเป็นต้องมีผู้นำที่เห็นความสำคัญของการลงทุนในเทคโนโลยี และต้องอาศัยวิธี Top-Down Sponsor กล่าวคือ การทำ AI Transformation ขององค์กรจะต้องได้รับการสนับสนุนจากระดับบนหรือจาก CEO (C-Suite) ตลอดจนสั่งการลงมา นั่นคือ ผู้บริหารต้องเข้าใจว่า AI เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ใช้งานฝั่งธุรกิจ (Business User) ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายไอทีหรือ CTO อีกต่อไป และต้องเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทดลองทำ ได้ลองผิดลองถูกด้วย จึงจะเกิดการพัฒนาร่วมกัน สนับสนุน Growth Mindset กันและกัน
สรุปได้ว่า การทำ AI Transformation ในองค์กรให้สำเร็จ MFEC แนะว่า ต้องทำจากบนลงล่าง กล่าวคือ ผู้นำหรือผู้บริหารระดับบนสั่งการลงมา ร่วมกับการลงทุนทั้งด้านคนและเทคโนโลยี โดยคนทำงานทุกลำดับขั้นต้องมีมายด์เซ็ตเปิดรับการเรียนรู้ ส่วนขั้นตอนทำ AI Transformation ในองค์กรนั้น ต้องเริ่มจาก 1) วิเคราะห์เนื้องานของพนักงาน 2) ปรับโครงสร้าง จัดระเบียบองค์กร และ 3) พนักงานต้องมี Growth Mindset
ในโซน Enterprise AI เน้นการยกระดับ AI จากแค่การแชต (Chat-based AI) ไปสู่ระดับ แอปพลิเคชัน (AI-Apps) เพื่อให้พนักงานทุกคนทำงานได้มาตรฐานเดียวกันโดยไม่ต้องเก่งเรื่องการเขียนคำสั่ง (Prompt) แต่ใช้ AI ได้ด้วยแพลตฟอร์มอย่าง Aerogram (AI App สำหรับองค์กร) และ Private AI สำหรับหน่วยงานที่กังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
สำหรับองค์กรที่ให้ความสำคัญในด้านบริหารจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยจากการใช้ AI (AI Governance & Security) เช่น กังวลว่า ข้อมูลสำคัญอาจหลุดออกไปสู่สาธารณะได้ คุณธนกรอธิบายสั้นๆ แต่เข้าใจได้ง่ายว่า องค์กรสามารถเลือกใช้โซลูชัน Private AI ที่ระบบประมวลผลข้อมูลอยู่ภายในองค์กร (On-premises) ไม่ต้องใช้ Data Center ภายนอก ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ทางหนึ่ง เพราะพนักงานสามารถใช้ข้อมูลได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
กับเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยเมื่อใช้งาน AI แน่นอนว่า การใช้ AI ต้องมาพร้อมกับการกำกับดูแล และควบคุมทั้งด้านพนักงาน กระบวนการทำงานและเทคโนโลยี (People, Process, Technology) ซึ่งถ้าอ้างอิงจากมาตรฐานสากลก็เช่น ISO 42001 กรอบการบริหารจัดการ AI Governance ที่ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ Private AI เป็นโซลูชันเรือธงอีกหนึ่งตัวที่ MFEC สร้างขึ้นมาตอบโจทย์องค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการรักษาความปลอดภัยสูงสุดของข้อมูล เช่น หน่วยงานภาครัฐ ที่ใช้ Private AI สรุปย่อข้อมูลสำคัญและเตรียมข้อมูลสำหรับการประชุมสภา

โซน Data & Resilient IT Infra จัดแสดงโซลูชันด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและปลอดภัย เช่น การทำ Data Governance (การธรรมาภิบาลข้อมูล), การป้องกัน Ransomware แบบหลายชั้น (MRP), และการเตรียมความพร้อมด้าน IT Security สำหรับบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO Readiness) ไปจนถึงธุรกิจที่ต้องการวัดการปล่อยคาร์บอน, การเทรดคาร์บอนเครดิต
ในตอนท้าย คุณธนกรฝากไว้ว่า องค์กรใดลงทุนใช้ AI ก่อน ย่อมสร้างความได้เปรียบก่อน เพราะองค์กรจะได้ปรับกระบวนการทำงานและลดต้นทุนก่อนใคร โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ไม่แน่นอนอย่างตอนนี้ โดยองค์กรที่ลงทุนใช้ AI ก่อนจะเข้าไปแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดและเติบโตก่อน
องค์กรที่จะอยู่รอดในยุคนี้ ไม่ใช่องค์กรที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด
แต่คือองค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็ว มีวินัยในการเปลี่ยนแปลง และเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างถูกจุด
เพราะในโลกที่ AI กลายเป็น Infrastructure
ความสามารถในการเปลี่ยนแปลง คือความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง
บทความนี้เป็น Advertorial
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด