ปรากฏการณ์ OpenClaw ในจีน เมื่อคนจีนแห่ติดตั้งสิ่งนี้

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หากใครได้ท่องไปในโลกโซเชียลของจีนอย่าง Weibo หรือ Xiaohongshu คุณอาจจะสะดุดตากับคำถามที่ดูแปลกประหลาดอย่าง "ช่วงนี้เลี้ยงกุ้งหรือยัง?" คำว่ากุ้งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ แต่มันคือฉายาที่ชาวเน็ตจีนใช้เรียก OpenClaw AI Agent แบบ Open-source ที่มีโลโก้เป็นรูปกุ้งล็อบสเตอร์สีแดงสด 

ซึ่งกำลังสร้างปรากฏการณ์กุ้งฟีเวอร์ไปทั่วแผ่นดินจีน ตั้งแต่เด็กประถมไปจนถึงวิศวกรวัยเกษียณ เพราะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในจีนเราจะเห็นภาพของคนรุ่นใหม่และคนวัยเกษียณแห่กันไปต่อแถวท่ามกลางอากาศร้อนเพื่อติดตั้ง AI ตัวนี้ลงคอมพิวเตอร์

เมื่อจีนยอมรับเทคโนโลยีจากภายนอก

ความบ้าคลั่งนี้รุนแรงถึงขนาดที่ผู้คนตั้งแต่วัยเกษียณอายุ 77 ปีที่ไม่อยากตกยุค ไปจนถึงเด็กประถมที่หวังจะให้กุ้งช่วยทำการบ้าน ไปยืนต่อแถวหน้าสำนักงานใหญ่ของ Tencent เพื่อขอรับบริการติดตั้งฟรี! ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าคนจีนกำลังมองว่า OpenClaw คือทักษะเอาตัวรอดพื้นฐานในโลกยุคใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว

ความล้ำนี้ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ในจีนอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก OpenClaw ติดตั้งยาก จึงเกิดกลุ่มมือปืนรับจ้างลงกุ้งบนแพลตฟอร์มอย่าง Xianyu และ JD.com คิดค่าบริการตั้งแต่ 500 ไปจนถึง 3,500 บาท 

Case Study ที่น่าสนใจคือวิศวกรซอฟต์แวร์วัย 27 ปีในปักกิ่งที่ลาออกมาเปิดบริษัทรับติดตั้งจนมีลูกจ้างนับร้อยคน และทำยอดขายไปแล้วกว่า 7,000 ออเดอร์ หรือร้านขายคอมพิวเตอร์มือสองที่ลง OpenClaw ไว้ให้พร้อมใช้ (Pre-installed) จนยอดขายโตขึ้น 8 เท่า เพราะผู้ใช้ต้องการแยกเครื่อง AI ออกจากเครื่องที่ใช้ส่วนตัวเพื่อความปลอดภัย

ท่ามกลางความตื่นเต้น ประเด็นที่แสบสันที่สุดคือ “ยิ่งเราทำให้กุ้งฉลาด เรายิ่งขยับเข้าใกล้สถานะคนตกงาน” ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับปัญหาว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่เรากลับเห็นภาพคนหนุ่มสาวแห่กันไปติดตั้ง OpenClaw เพื่อให้มันช่วยทำงานแทน นักวิเคราะห์มองว่านี่ไม่ใช่แค่ความเห่อเทคโนโลยี แต่มันคือ Career Panic หรือความตื่นตระหนกในอาชีพการงาน พวกเขากระเสือกกระสนเรียนรู้มันเพื่อไม่ให้ตกขบวน 

แม้แต่รัฐบาลท้องถิ่นอย่างเซินเจิ้นหรือซูโจว ก็ยังโดดลงมาร่วมวงด้วยการแจกเงินอุดหนุนนับล้านหยวนเพื่อปั้นแนวคิด One-Person Company หรือบริษัทที่มีมนุษย์คนเดียวแล้วใช้ AI ทำงานทั้งหมด ฟังดูเหมือนอิสรภาพทางการเงิน แต่อีกนัยหนึ่งมันคือการยอมรับว่า “เราไม่ต้องการจ้างพนักงานเพิ่มอีกต่อไปแล้ว”

กำเนิด Openclaw เวอร์ชั่นจีน ทางเลือกสายขาวที่รัฐบาลวางใจ

ท่ามกลางเสียงเชียร์และความตื่นเต้น มีสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานดังมาจากหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ระดับชาติของจีน (CNCERT) ที่ระบุว่า OpenClaw คือตัวแทนของความเสี่ยงที่เรียกว่า Lethal Trifecta หรือ 3 ปัจจัยมรณะทางไซเบอร์ที่รวมอยู่ในตัวเดียว ได้แก่

  1. การเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เพราะมันไม่ใช่แค่แอปฯ อ่านแชท แต่มันขออนุญาตอ่านอีเมล ไฟล์งาน และประวัติการทำธุรกรรมทางการเงิน
  2. การสื่อสารกับภายนอกได้อิสระ มันส่งข้อมูลกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์หรือแอปฯ แชทอย่าง Telegram และ WhatsApp ได้ตลอดเวลา
  3. การตัดสินใจเองได้ มันสามารถสั่งโอนเงินหรือลบไฟล์งานทิ้งได้ทันทีหากมันตีความคำสั่งเราผิดพลาด

แต่น่าแปลกที่คำเตือนระดับชาติกลับพ่ายแพ้ให้กับอาการ FOMO ของชาวเน็ตจีนอย่างราบคาบ ความกลัวที่จะคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง หรือความกลัวที่จะตกขบวนเทคโนโลยีใหม่ มีพลังเหนือกว่าความระแวงว่าจะถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเห็นช่องว่างที่อันตรายนี้ ยักษ์ใหญ่เทคจีนไม่รอช้า รีบกระโดดเข้ามาคว้าโอกาสด้วยการเปิดตัวเวอร์ชันที่ ปลอดภัยและเป็นมิตรกับรัฐบาลมากกว่าเดิม เช่น

  • Tencent ปล่อย WorkBuddy ชูจุดขายว่าเป็น AI Agent ที่ติดตั้งง่ายผ่านมือถือในเวลาไม่ถึงนาที และที่สำคัญคือเชื่อมต่อกับ WeChat ได้แบบไร้รอยต่อ
  • Zhipu AI ส่ง AutoClaw มาพร้อมฟีเจอร์ One-click Installer และพรีเซ็ตสกิลกว่า 50 อย่างที่พร้อมใช้งานทันที โดยเน้นย้ำว่าการประมวลผลข้อมูลทั้งหมดเกิดขึ้นบนเซิร์ฟเวอร์ในประเทศ หรือทำงานภายในเครื่องของผู้ใช้เอง เพื่อสยบความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลออกนอกประเทศ
  • ByteDance (Volcano Engine) ส่ง ArkClaw สิ่งนี้มีมาเพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากด้วยการเปิดให้ใช้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ไม่ต้องติดตั้งให้เสี่ยงต่อระบบความปลอดภัยของเครื่อง

กลยุทธ์ของบริษัทเหล่านี้คือการเปลี่ยนสมองของ OpenClaw จากโมเดลตะวันตก (ที่รัฐบาลระแวง) มาเป็น LLM สัญชาติจีนอย่าง Kimi, MiniMax หรือ GLM แทน ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงแล้ว ยังทำให้ต้นทุนค่า Token ถูกลงจนคนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้นไปอีก

อ้างอิง: bloomberg, asia.nikkei, asia.nikkei, cnbc, technologyreview

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

MIT ทดสอบ AI กับงานจริง 11,000 ชิ้น ผลคือยังเป็นแค่ 'เด็กฝึกงาน' ผ่านเกณฑ์แค่ 65%

คนทำงานออฟฟิศที่เคยลองใช้ AI ช่วยงาน อาจเคยรู้สึกหวั่น ๆ ว่าสักวันจะโดนแทนที่ แต่งานวิจัยล่าสุดจาก MIT บอกเราว่าตอนนี้ AI ยังทำงานได้แค่ระดับพอผ่านเท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนเด...

Responsive image

ทำไมผู้นำยุค AI ถึงเดิมพันกับคน มากกว่าการลดพนักงาน

เจาะลึกทำไมบริษัทระดับโลกในปี 2026 เลิกบ้าการลดคน แต่หันมาใช้ AI เสริมศักยภาพมนุษย์แทน พร้อมเผย 3 คัมภีร์ลัดสำหรับผู้นำที่ต้องการเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ...

Responsive image

ใครคือ Satoshi? เมื่อ New York Times เปิดหน้าสืบสวน พุ่งเป้า Adam Back คือบิดา Bitcoin ตัวจริง

NYT มั่นใจ! เจอตัว Satoshi Nakamoto แล้ว? เจาะลึกรายงานสืบสวนล่าสุดที่มุ่งเป้าไปที่ Adam Back ซีอีโอ Blockstream กับหลักฐานไทม์ไลน์ที่หายไปอย่างประจวบเหมาะ...