เบื้องหลัง ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ งานหินของ SAM และ YIPINTSOI NEXT ภารกิจเร่งด่วนที่ต้อง Go Live ใน 2 เดือน ดึงข้อมูล 34 สถาบันการเงิน ลูกหนี้ 1.01 ล้านบัญชี

ลองนึกภาพการสร้างระบบที่ต้องรองรับลูกหนี้ 1.01 ล้านบัญชี ดึงข้อมูลจาก 34 สถาบันการเงิน และ Go Live ให้ได้ในเวลา 2 เดือน 

ตัวเลขชุดนี้คือที่มาของโครงการ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' หนึ่งในนโยบายเร่งด่วน 'Quick Big Win' ของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มอบหมายให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นกลไกแกนกลางในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศ ภายใต้บทบาทใหม่ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม หรือ SAM Social AMC ที่ต้องวางโครงสร้างให้มั่นคงและต้องเร็วพอที่จะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นปี 2569

ภารกิจเร่งด่วนขนาดนี้ SAM ไม่อาจเดินเพียงลำพัง ระบบหลังบ้านที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลระดับใหญ่ขนาดนี้ จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่าง YIPINTSOI NEXT เข้ามาช่วยพัฒนาเพื่อให้เกิดขึ้นได้จริง

บทความนี้ Techsauce ชวนคุยกับคุณนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ตั้งแต่ที่มาของนโยบาย วิธีคิดในการออกแบบมาตรการ ไปจนถึงเบื้องหลังการสร้างระบบที่ต้องรองรับลูกหนี้กว่า 1 ล้านบัญชีให้ทันเวลา

หนึ่งในห้าเสาหลักของกระทรวงการคลัง

โครงการ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' ไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งกระทรวงการคลัง สมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยถือเป็นหนึ่งใน 5 เสาหลักของนโยบายกระทรวงการคลัง และหนึ่งใน 4 เสาหลักของธนาคารแห่งประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน

จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากการมองเห็นพ้องกันว่า หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ และเมื่อเข้าไปดูข้อมูลในเครดิตบูโร (NCB) ก็พบว่า ถ้าจะแก้ปัญหาให้รวดเร็ว และช่วยเหลือประชาชนได้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน กลุ่มที่ตอบโจทย์ที่สุดคือลูกหนี้รายย่อย ที่มีเงินต้นบวกดอกเบี้ยในระบบไม่เกิน 1 แสนบาท โดยมีตัวเลขตั้งต้นในวันนั้นอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบัญชี และส่วนใหญ่มีเจ้าหนี้หลายรายพร้อมกัน

นโยบายเริ่มเดินตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2568 ด้วยการดึงลูกหนี้กลุ่มนี้ที่มีสถานะเป็นหนี้เสีย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 โอนเข้ามาอยู่ที่ SAM เพื่อให้บริหารจัดการแบบรวมศูนย์ และเปิดทางให้ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการของโครงการ

'คนตัวเล็ก' ในหนึ่งล้านบัญชี

เมื่อถามว่าใครคือลูกหนี้ในกลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ คุณนารถนารีใช้คำว่า 'คนตัวเล็ก' เพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และที่น่าสนใจคือสิ่งที่เรียกว่า 'ติ่งหนี้' หรือหนี้ส่วนที่เคยมีหลักประกัน เช่น หนี้เช่าซื้อรถหรือมอเตอร์ไซค์ที่ถูกยึดหรือคืนไปแล้ว เมื่อนำมูลค่าของหลักประกันกลับมาหักหนี้ก็ยังเหลือเศษค้างอยู่ในระบบ

เมื่อดึงข้อมูลลูกหนี้ที่เข้าเกณฑ์มาจากสถาบันการเงินทั้งหมด 34 แห่ง คือ 20 ธนาคารพาณิชย์และ 14 บริษัทลูกในกลุ่มของธนาคาร มีตัวเลขลูกหนี้ที่เข้าโครงการในเฟสแรกอยู่ที่ 1.01 ล้านบัญชี ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบให้บริหารจัดการแบบรวมศูนย์ในรูปแบบเดียวกัน

ต้อง 'ง่าย' และ 'Simple'

หัวใจหลักของมาตรการในโครงการนี้คือคำว่า 'Quick Big Win' ที่แปลว่า 'ต้องเร็ว' และต้อง 'Big Win' ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการบริหารจัดการลูกหนี้ตัวเล็กทั้ง 1.01 ล้านบัญชีจึงต้องเป็นรูปแบบที่ชัดเจน และเป็นลักษณะ Mass ไม่ใช่ปรับโครงสร้างหนี้เป็นรายเคสแบบเดิม

2 ทางเลือกในการปลดหนี้

1. จ่ายปิดจบ ปิดบัญชีในคราวเดียว ลดเงินต้นทันที 50% หากปิดจบภายใน 31 ธันวาคม 2569 สิ่งที่ลูกหนี้ต้องจ่ายคือ 50% ของเงินต้นเท่านั้น ดอกเบี้ยที่ค้างมาทั้งหมดยกให้

2. ผ่อนชำระ หากจ่ายก้อนเดียวไม่ไหว สามารถผ่อนได้ โดยลดเงินต้นให้ 30%* และยอดหนี้ส่วนที่เหลืออีก 70% จะถูกนำมาหารผ่อนชำระสูงสุด 36 งวด แปลว่ายิ่งเข้าโครงการเร็ว ยิ่งผ่อนได้นาน อีกทั้งยังยกดอกเบี้ยให้ทั้งหมดเช่นกัน

ที่สำคัญคือกระบวนการเข้าโครงการไม่ต้องขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ไม่ต้องเดินทางมายื่นคำขอ ทุกอย่างถูกออกแบบให้ตรงตามคำว่า 'ง่าย' และ 'Simple' เพราะเป้าหมายคือทำให้เกิดเร็วและสำเร็จให้ได้

ทำไมภารกิจครั้งนี้ต้องเป็น SAM ?

หากถามว่าทำไมกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยถึงเลือก SAM มาเป็นกลไกแกนกลางในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนครั้งนี้ คำตอบอยู่ที่ประสบการณ์ที่ SAM สั่งสมมาจากโครงการ 'คลินิกแก้หนี้ by SAM' ที่เคยดำเนินการมาก่อน 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ SAM เข้าใจทั้งพฤติกรรมลูกหนี้ กระบวนการสถาบันการเงิน และความซับซ้อนของการบริหารหนี้จำนวนมากนั่นเอง

'คลินิกแก้หนี้ by SAM' vs 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้'

ยังมีอีกโครงการหนึ่งของ SAM ที่หลายคนรู้จัก 'คลินิกแก้หนี้ by SAM' อาจสงสัยว่าโครงการ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' ต่างจากคลินิกแก้หนี้อย่างไร

คลินิกแก้หนี้ by SAM เกิดในปี 2560 ช่วงที่ปัญหาหนี้บัตรเครดิตของไทยรุนแรง ความต่างใหญ่ที่สุดคือ ในคลินิกแก้หนี้ SAM ทำหน้าที่เป็น ตัวกลาง หนี้ไม่ได้ถูกโอนมาที่ SAM แต่ SAM คุยกับเจ้าหนี้หลายรายให้ในที่เดียว ส่วนในโครงการ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' บัญชีถูกโอนมาอยู่ที่ SAM เลย

ความต่างที่สองคือเรื่องวงเงิน คลินิกแก้หนี้ by SAM รวมหนี้เสียที่ค้างชำระตั้งแต่ 120 วันขึ้นไป และวงเงินใหญ่กว่า เพราะรวมบัตรเครดิตหลายใบเข้าด้วยกันได้ เพดานหนี้สูงสุดถึง 2 ล้านบาท 

ส่วน 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' เพดานอยู่ที่ 1 แสนบาท ระยะเวลาการผ่อนของคลินิกแก้หนี้ by SAM ก็ยาวกว่า ผ่อนไปได้สูงสุดถึง 10 ปี ส่วนปิดหนี้ไวฯ สูงสุดอยู่ที่ 36 งวด

ความเหมือนของทั้งสองโครงการ คือมาตรฐานการชำระและจุดมุ่งหมายในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ SAM

Mission Impossible ของระบบที่ต้องเสร็จใน 2 เดือน

คำว่า Quick Big Win ฟังดูสั้นเข้าใจง่าย แต่เมื่อแปลเป็นเนื้องานจริง ๆ คือทีมต้องเริ่มทำงานเดือนตุลาคมปี 2568 และมีเป้าหมายว่าต้นปี 2569 ระบบต้องดำเนินการได้แล้ว นั่นหมายความว่า ทีม SAM และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเวลารวมประมาณ 2 ถึง 3 เดือนเท่านั้น

ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องเวลา แต่อยู่ที่ความหลากหลายของข้อมูลจาก 34 สถาบันการเงิน ที่แต่ละแห่งมีรูปแบบข้อมูลและการตั้งค่า Database ต่างกัน การจะดึงข้อมูลทั้งหมดมาวางในระบบ จัดให้เป็นรูปแบบเดียวกัน แล้วนำไปใช้งานต่อเป็น Mass ภายใน 1 เดือนแรก คือโจทย์ที่ SAM ยอมรับว่า 'ท้าทายทุกฝ่าย' โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบซึ่งเป็นหัวใจสำคัญนั้น SAM ตั้งเกณฑ์การพิจารณาไว้ 4 ข้อ ได้แก่ 

  1. มีประสบการณ์ และความเข้าใจเรื่องหนี้และสถาบันการเงิน
  2. เทคโนโลยีที่รองรับและพร้อมใช้งานได้ทันที เชื่อถือได้ มี Security ครบ
  3. ความพร้อมของบุคลากร ที่ต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลาในเงื่อนไขที่กดดัน
  4. ระบบต้องต่อยอดได้ในอนาคต ไม่ใช่แค่เก็บข้อมูลแล้วตัดจบ

ซึ่ง YIPINTSOI NEXT ในฐานะที่เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี หนึ่งในเครือ Yip In Tsoi นับว่าตอบโจทย์และมีคุณสมบัติตรงตามที่ SAM ต้องการ

ทำไมต้อง YIPINTSOI NEXT

YIPINTSOI NEXT เป็นบริษัทที่เกิดจากการรวมบริษัทไอทีในเครือยิบอินซอยเข้ามาเป็นบริษัทเดียว เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีขึ้น ภายใต้แนวคิดของการลด Information Gap ทำให้คนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย โปร่งใส และลด Friction ในกระบวนการทำงาน รวมถึงลดการใช้เอกสารและการเดินทางลง

ความท้าทายแรกของโครงการนี้คือเรื่องเวลา 2 เดือน และจำนวน Account ระดับล้านราย สิ่งแรกที่ต้องคิดถึงคือ Resource ของบริษัทเอง ทีมงานที่จะเข้ามารับโจทย์นี้ต้องมีประสบการณ์และเข้าใจ Business ของลูกหนี้และสถาบันการเงินในระดับสูง ไม่ใช่แค่ทีมไอทีทั่วไป

หลังจากนั้นจึงออกแบบระบบให้วิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วโดยใช้ Cloud Technology เป็นเครื่องมือหลัก เพื่อให้ Go Live ได้ทันเวลา รองรับปริมาณข้อมูลมหาศาล 

และต่อยอดได้ในอนาคต โดยมาตรฐานความปลอดภัยต้องสูงเป็นพิเศษ เพราะเป็นข้อมูลทางการเงินของลูกหนี้รายย่อยจำนวนมาก

ระบบในโครงการนี้พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยทีมของ YIPINTSOI NEXT เอง และเลือกใช้ Huawei Cloud เป็นแพลตฟอร์มในการ Deploy

เรียกได้ว่าเป็นภารกิจที่เกือบจะเป็น Mission Impossible แต่สุดท้ายก็ Possible ทุกอย่างเสร็จตามเวลาที่กำหนด

SAM ก้าวสู่บทบาทใหม่ 'Social AMC'

ในโครงการนี้ SAM ไม่ได้เปลี่ยนแค่ระบบหลังบ้าน แต่กำลังเปลี่ยนนิยามของตัวเองใหม่ทั้งองค์กร จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่บริหารหนี้เสียทั่วไป สู่บทบาทใหม่ที่เรียกว่า 'Social AMC' หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม ที่พร้อมจะเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาของสังคม

คุณนารถนารีอธิบายว่า เมื่อปัญหาหนี้ครัวเรือนใหญ่ขนาดนี้ เทคโนโลยีจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเข้าถึงและความเชื่อมั่นกับลูกหนี้ เพราะธรรมชาติของคนเป็นหนี้คือมัก 'หนีหนี้' ไม่อยากคุยกับคน เทคโนโลยีจึงต้องเชื่อมต่อ SAM กับลูกหนี้ในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่โดยไม่ต้องเดินทางมาพบกัน อีกทั้งต้องทำให้ลูกหนี้มั่นใจว่ากำลังคุยกับ SAM ตัวจริง โดยข้อมูลไม่รั่วไหล

นอกเหนือจากการตามหนี้ ทิศทางต่อไปของ SAM คือการขยายไปสู่เรื่อง Financial Literacy หรือความรู้ทางการเงิน เพื่อให้คนที่มีปัญหาหนี้สามารถปรึกษา SAM ได้มากขึ้น ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นของ SAM โดยตรงหรือไม่ก็ตาม

Spirit และ Can-do Attitude

เมื่อถามผู้บริหาร SAM ถึงความประทับใจในการทำงานร่วมกับ YIPINTSOI NEXT ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลา คำตอบที่ได้สั้นและตรงประเด็น คือ Spirit และ Can-do Attitude

คุณนารถนารีอธิบายว่า การทำงานที่เปรียบเสมือนการเป็นพาร์ทเนอร์กัน  คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของโปรเจกต์นี้ เพราะระยะเวลาทำงาน 2 เดือนเพื่อประชาชนหลักล้านคน หากขาด Spirit และ Can-do Attitude จะไปไม่ถึงเส้นชัย

ทั้งสองทีมต้องทำงานสอดประสานกัน แชร์ความรู้ข้ามฝั่ง บางเรื่องที่ SAM ในฐานะ User ไม่เข้าใจในเชิงเทคนิค ทีม YIPINTSOI NEXT สามารถเข้ามาช่วยออกแบบและปรับเปลี่ยนให้สำเร็จได้ในเวลาอันสั้น

ในมุมของ YIPINTSOI NEXT การทุ่มเทบุคลากรเต็มที่ทั้งช่วงก่อนโปรเจกต์ ระหว่างพัฒนา และ Support หลัง Go Live เป็นสิ่งที่ทีมยึดถือ เพราะเข้าใจว่านี่คือภารกิจระดับชาติ ไม่ใช่แค่งานพัฒนาระบบทั่วไป

จุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจฐานราก

หลังจากเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และเริ่มเดินเครื่องเต็มสูบในช่วงมีนาคมและเมษายน 2569 เพียงระยะเวลาประมาณเดือนกว่า Database ของลูกหนี้ 1 ล้านบัญชีก็เข้าสู่ระบบเรียบร้อย ประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบสิทธิ์ของตัวเอง และทยอยเข้ามาคุย เข้ามาชำระหนี้ได้เป็นระยะ

SAM ให้ข้อมูลว่า มีผู้ที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจเข้าโครงการเป็นจำนวนมาก และในจำนวนนั้นเป็นกลุ่มที่ Eligible หรือมีคุณสมบัติตามเกณฑ์จริง ๆ แล้วประมาณ 1 แสนรายแล้ว โดยคาดว่าความสนใจจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ในระยะยาว SAM ตั้งเป้าจะขยายความสามารถในการรองรับหนี้ในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ไม่ได้ปิดกรอบไว้แค่หนี้ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 1 แสนบาท ตามนิยาม 'คนตัวเล็ก' ของวันนี้

ก้าวต่อไปที่น่าจับตา

โครงการ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนภาพการแก้หนี้รายย่อยของไทย เพราะไม่ใช่แค่เปลี่ยนวิธีการ แต่กำลังเปลี่ยนนิยามของ SAM ทั้งองค์กร จาก AMC รูปแบบเดิมไปสู่ Social AMC ที่ทำงานร่วมกับองค์กรที่เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีอย่าง YIPINTSOI NEXT

คำถามที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ เมื่อระบบที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ 1.01 ล้านบัญชีในเฟสแรกพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว จะถูกต่อยอดไปดูแลหนี้รูปแบบอื่นและกลุ่มลูกหนี้อื่นในอนาคตได้แค่ไหน และคนตัวเล็กของไทยอีกหลายล้านคนที่ยังอยู่นอกโครงการในวันนี้ จะมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการเงินได้เร็วขึ้นแค่ไหน

นี่คือโจทย์ที่ท้าทายทั้ง SAM และ YIPINTSOI NEXT ในก้าวต่อไป

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ไทยยังน่าลงทุนอยู่ไหม ในวันที่ GDP โตแค่ 1.5%? มุมมองจาก VC ระดับโลกที่เลือกกรุงเทพฯ เป็นฐานใหม่

GDP ไทยอาจโตเพียง 1.5–1.6% ในปี 2026 แต่เงินลงทุนด้านเทคโนโลยี Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังคงไหลเข้า คำถามคือไทยกำลังถูกมองเป็นตลาดโตช้า หรือเป็น Gateway สำคัญของ Sout...

Responsive image

เศรษฐกิจไทยต้องเลิกคิด แบบ ‘คนรับจ้างผลิต’ เจาะลึกจากมุมมองท่านทูตญี่ปุ่น

เจาะลึกมุมมองเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นถึงอนาคตเศรษฐกิจไทย ทำไมเราถึงกำลังดิ้นรน? ถอดรหัสการปรับตัวของ Startup ไทยสู่โมเดล Co-Creation เพื่อบุกตลาดโลก...

Responsive image

‘AI จะเปลี่ยนธุรกิจได้ องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีมองข้อมูล’ ABeam ชี้ทางรอดขององค์กรยุคใหม่ที่ต้องสร้าง Value จาก Data ให้ได้จริง

ABeam เปิดมุมมององค์กรยุค AI ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องข้อมูล เริ่มจาก Business Use Case ที่ชัดเจน วางรากฐาน Data ให้พร้อม และเชื่อม People, Process, Technology เพื่อสร้าง Business V...