
ผ่านไปแล้วสำหรับ Southeast Asia Blockchain Week (SEABW) 2026 เวทีรวมผู้เล่นในอุตสาหกรรมบล็อกเชน นักลงทุน ผู้พัฒนา และภาคธุรกิจ ซึ่งมีผู้ร่วมงานกว่า 4,000 คน รวมถึงผู้นำในอุตสาหกรรมมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลและการเงินดิจิทัลในภูมิภาคกว่า 200 คนจากทั่วโลก ทำให้เห็นถึงศักยภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการเป็น ศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก และตอกย้ำว่าภูมิภาคนี้เป็น หนึ่งในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของโลก
SEABW 2026 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Hashed, ShardLab และ SCBX โดย Hashed เป็นบริษัทร่วมลงทุนที่โฟกัสด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน และเน้นสนับสนุนอนาคตของการกระจายศูนย์ผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ การสร้างคอมมูนิตี้ และการสนับสนุนบริษัทในพอร์ตโฟลิโอ เพื่อพาธุรกิจขยายสู่ระดับโลกและเร่งการเติบโตของระบบนิเวศบล็อกเชน
ส่วน ShardLab เกิดจากความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง Hashed และ SCBX มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้าน Web3 การสร้างธุรกิจใหม่ (Venture Building) และการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และ SCBX บริษัทแม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ โดย คุณรวมพร ศิระธนาพันธ์ Head of Digital Asset Business, SCBX กล่าวถึงงาน SEABW 2026 ไว้ว่า "SCBX รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนงาน Southeast Asia Blockchain Week อย่างต่อเนื่องร่วมกับ Hashed และ ShardLab เราเชื่อว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการใช้งานจริงเริ่มเชื่อมโยงเข้าหากันมากขึ้น SEABW ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำคัญที่รวบรวมทั้งผู้พัฒนา สถาบัน และผู้กำหนดนโยบาย ที่กำลังร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของนวัตกรรมทางการเงินในภูมิภาค"

คุณ Hojin Kim ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ShardLab & Hashed Open Finance เปิดประเด็นด้วยการฉายภาพความพร้อมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเต็มไปด้วยประชากรรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี (Tech-savvy) ขณะเดียวกันก็มีประชากรอีกมากในภูมิภาคนี้ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการธนาคาร (Unbanked) ทั้งในไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรือมาเลเซีย แต่กลับใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลในท้องถิ่น (Localized Wallet) และสแกนจ่ายเงินผ่านระบบ QR Code ในชีวิตประจำวันได้
โดยคุณ Hojin เชื่อว่า กรุงเทพมหานคร มีศักยภาพที่จะเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม Web3 ของภูมิภาค เนื่องจากมีความก้าวหน้าด้านกฎระเบียบ มีกลุ่มบริษัทและธนาคารขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง รวมถึงเป็นเมืองที่มีชาวต่างชาติพำนักอยู่ (Foreign residents) กว่า 1.5 ล้านคน และมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะที่สุดสำหรับการนำร่องใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนทำธุรกรรมข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ ยังมีความตื่นตัวเรื่อง การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงเป็นโทเคน (RWA Tokenization) เช่น การนำเครือข่ายโลจิสติกส์ สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินทรัพย์ของบริษัทต่างๆ มาแปลงเป็นโทเคนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจ
ซึ่งนอกจากประเด็นเรื่องความพร้อมของประชากรและโครงสร้างพื้นฐานแล้ว คุณ Hojin ยังมองลึกถึงระบบการเงินที่จะมาหล่อเลี้ยง Agentic Society ได้อย่างน่าสนใจว่า
เราไม่สามารถสร้าง Agent Economy ได้ หากไม่มีสกุลเงินสำหรับ Agent (Agent native money)

"เพราะพฤติกรรมการทำธุรกรรมของ AI Agent แตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง พวกมันทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน โดยไม่หลับไม่นอน รูปแบบการทำธุรกรรมก็จะเป็นไปในลักษณะ ไมโครเพย์เมนต์ (Micro-payment) หรือ การจ่ายเงินก้อนเล็กๆ ด้วยความถี่มหาศาล"
และด้วยคุณลักษณะของ Stablecoin และเทคโนโลยีบล็อกเชนที่สามารถเขียนคำสั่งโปรแกรมลงไปได้ (Programmability) จึงสร้างความได้เปรียบอย่างมากในการทำธุรกรรมโดย AI Agent แบบที่การใช้ระบบโอนเงินข้ามประเทศผ่านธนาคารแบบดั้งเดิม ไม่สามารถตอบสนองความเร็วและปริมาณธุรกรรมระดับที่ Agent ทำได้
ประกอบกับการที่ประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ระบบชำระเงินผ่านมือถือและ QR Code อย่างแพร่หลาย จึงยิ่งทำให้กรุงเทพฯ และประเทศไทยกลายเป็น สนามทดสอบ (Testbed) ชั้นดี ที่แม้แต่บริษัทการเงินระดับโลกอย่าง Visa หรือ Mastercard ยังจับตามองเพื่อเป็นพื้นที่นำร่องการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ

คุณ Simon Kim ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและ Managing Partner ของ Hashed ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อซอฟต์แวร์เปลี่ยนตัวเองจากที่เป็นเพียงเครื่องมือ ตอบคำถาม ไปสู่ AI Agent ที่ ลงมือทำงาน แทนมนุษย์ได้
พวกเรารู้วิธีขายของให้บริษัทและคนแล้ว อีกไม่นานเราอาจจะขายตรงให้ Agent ลูกค้าคนต่อไปอาจไม่มีหน้าตาหรืออีเมลองค์กร จะมีก็แต่ชุดคำสั่งสำหรับการตัดสินใจ สิทธิในการเข้าถึง และกระเป๋าเงิน ซึ่งผมมักพูดเสมอว่า การเข้ามาของเศรษฐกิจแบบ A2A หรือ Agent-to-Agent จะกลายเป็นภาคธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
และแน่นอนว่า AI Agent ไม่มีพาสปอร์ต ไม่สามารถไปเปิดบัญชีธนาคารหรือถือบัตรเครดิตได้ โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่สนับสนุนการทำงานของ AI Agent จึงประกอบไปด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่
และเนื่องจากเทคโนโลยีบล็อกเชน คือ ระบบที่ออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานการทำงานสำหรับเครื่องจักรโดยเฉพาะ คุณ Simon บอกว่า ตอนนี้เริ่มเห็นรูปร่างของ Agent Economy แล้ว
"Agent ต้องการ อัตลักษณ์ สกุลเงิน ตลาด และระบบธรรมาภิบาล เป็นปัจจัยพื้นฐาน มากกว่าจะมีแค่หน้าต่างแชตหรือแอป AI และต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ การอนุญาต (permission) การชำระเงิน (payment) ราคา (price) และมี นโยบาย (policy) รองรับ"
คุณ Simon ยังย้ำในตอนท้ายว่า เศรษฐกิจแบบ Agent จะไม่รอการโอนเงินผ่านธนาคาร (wire transfer) อีกต่อไป
ในฝั่งหน่วยงานกำกับดูแล คุณบุตรี หวังศิริรุ่งเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวบนเวที SEABW ว่า ก.ล.ต. ไทยเป็นหนึ่งในหน่วยงานแรกๆ ของโลกที่มีกฎหมายรองรับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน และมีแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีที่มุ่งส่งเสริมเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการกำกับดูแลอย่างชัดเจน
ก.ล.ต. กำลังเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศหลักทรัพย์ดิจิทัล (Digital Securities Ecosystem) โดยสนับสนุนการทำ Asset Tokenization ทั้งการเอาหลักทรัพย์เดิม กองทุนรวม (MMF) หรือหุ้นกู้มาออกเป็นโทเคน ไปจนถึงการเอาสินทรัพย์ในโลกจริง (RWA) เช่น คาร์บอนเครดิต หรือแม้แต่ Soft power มาใช้ระดมทุน นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) เรื่องการทำ Thai Stablecoin และ e-Money Token เพื่อให้สามารถชำระราคาและโอนสินทรัพย์ข้ามเชนกันได้แบบไร้รอยต่อ

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยคุณบุตรีบอกว่า จะมีการใช้ หลักเกณฑ์การรับส่งข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Travel Rule ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อป้องกันการฟอกเงิน และประสานงานกับกระทรวง DE ในการบล็อกแพลตฟอร์มผิดกฎหมายจากในและต่างประเทศ

ในงาน SEABW ทีมเทคซอสร่วมรับฟังมุมมองและความเห็นในด้านพัฒนาการของสินทรัพย์ดิจิทัล Stablecoin และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยบล็อกเชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการพูดคุยของ Bitazza Thailand ธุรกิจนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำในไทย ร่วมกับ Southeast Asia Blockchain Week และ สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (Thai Digital Asset Association : TDA)
คุณธนวัต สุตันติวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bitazza Thailand บอกว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความพร้อมและเปิดรับนวัตกรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้แรงสนับสนุนจากการมีส่วนร่วมของผู้เล่นในอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ในระบบนิเวศ
คุณธนวัตมองว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเติบโตด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเน้นการนำไปใช้งานจริงและพัฒนาระบบนิเวศอย่างยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าเป็นกระแสนิยมระยะสั้น และในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ของการดำเนินธุรกิจ ทาง Bitazza Thailand เดินหน้าศึกษาและพัฒนาแนวทางที่โครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนสามารถช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพการดำเนินงาน การเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ การชำระธุรกรรม และการเคลื่อนย้ายมูลค่าที่มีความราบรื่นมากขึ้น ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกฎระเบียบและเหมาะสมต่อภาคธุรกิจ ทั้งยังพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกธุรกิจแบบดั้งเดิมและโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลยุคใหม่

คุณธนวัตบอกอีกว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของภูมิภาคที่มีพลวัตสูง มีพัฒนาการที่ซับซ้อนและเติบโตขึ้นทั้งในกลุ่มผู้ใช้งานรายบุคคลและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน Stablecoin ก็ได้รับความสนใจมากและมีบทบาทมากขึ้นในระดับโลก ท่ามกลางบทสนทนาที่เริ่มเปลี่ยนจากการเก็งกำไรไปสู่ประเด็นด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การชำระบัญชี การบริหารเงินทุน และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยบล็อกเชน
ฝั่ง สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (Thai Digital Asset Association : TDA) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านความร่วมมือในอุตสาหกรรม การให้ความรู้ การสร้างบทสนทนาระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และการส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย และยังเป็น Official Local Partner ของ SEABW 2026
คุณนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมฯ กล่าวถึงประเทศไทยว่า ยังคงมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเพื่อเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของภูมิภาค โดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้เล่นในระบบนิเวศ จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของ Stablecoin และโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างยั่งยืนในระยะยาว
"บริษัทที่เป็น Global Company ด้าน Web3 เขาก็สนใจที่จะมาลงทุนในประเทศที่มีความชัดเจน มีความหลากหลายของตัวกฎหมายที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งในส่วนของ Stablecoin ตอนนี้อาจถูกจำกัดในส่วนที่มันเป็นเรื่องของการลงทุน แต่ก็เห็นพัฒนาการที่ดีมากยิ่งขึ้น คือหน่วยงานอื่นๆ เริ่มที่จะนำ Stablecoin มาใช้ในระบบการเงินมากยิ่งขึ้น" คุณนเรศกล่าว

ด้านคุณ Hojin Kim ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ShardLab & Hashed Open Finance กล่าวเชิงสรุปจากประเด็นที่นำเสนอผ่าน Keynote ต่อด้วยการส่งเสริมซึ่งกันและกัน และโจทย์ที่ต้องคิดต่อ
“ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพสูงในการพัฒนาบล็อกเชน เพราะมีประชากรจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สิ่งที่ต่อยอดได้จากความร่วมมือในอุตสาหกรรมนี้คือ การสร้างแหล่งรวมนักพัฒนา ความร่วมมือในอนาคตก็จะไม่ได้จำกัดแค่ผู้เล่นในโลกการเงิน แต่ยังรวมถึงบริษัทเทคโนโลยีด้วย และต่อไปการใช้ AI กับ Stablecoin ก็จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน ซึ่งโจทย์ต่อไปคือ จะนำ AI Agent มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใสได้อย่างไร”
คุณ Simon Kim ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและ Managing Partner ของ Hashed กล่าวเน้นถึงประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า "เหมาะจะเป็นฮับสินทรัพย์ดิจิทัล" จากการมีโครงสร้างพื้นฐาน มีการหมุนเวียนของเงิน การเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เล่นและผู้ประกอบการต้องตระหนักรู้
โดยเฉพาะจากการนำ AI Agent มาใช้ เราอาจจะต้องมีการยืนยันตัวตน หรือ Know Your Agent (KYA) และควรเริ่มวางแผนตรวจสอบธุรกรรมที่ทำโดย Agent เพื่อความโปร่งใสในการเป็นเจ้าของและการยืนยันตัวตน
คำเตือน คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด