Seed Strapping คืออะไร ? กลยุทธ์ใหม่ของสตาร์ทอัพ ในยุคที่เงินทุนไหลช้ากว่าเดิม

ช่วงที่ผ่านมา เวลาพูดถึงการสร้างสตาร์ทอัพ เรามักคิดถึงการวิ่งหานักลงทุน กู้เงิน หรือเปิดรอบระดมทุน VC (Venture Capital) เพื่อให้ได้เงินก้อนโตมาขยายทีม แต่ในความจริงแล้ว วิธีนี้ไม่ใช่ทางเดียวอีกต่อไป เพราะตอนนี้มีแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Seed Strapping

ไอเดียรูปภาพจาก: gohub.vc

Seedstrapping คืออะไร ?

Seed Strapping คือ การผสมผสานระหว่าง Bootstrapping (ใช้เงินตัวเองล้วน ๆ) กับการระดมทุนรอบ Seed โดยวิธีนี้จะระดมทุนเพียงรอบเดียวก่อน แล้วหลังจากนั้นใช้รายได้ของบริษัทเป็นเชื้อเพลิงในการโตต่อ ไม่ต้องพึ่งพารอบ A, B, C แบบที่สตาร์ทอัพยุคก่อนนิยมทำ

หากอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ให้ลองนึกภาพการสร้างสตาร์ทอัพ 3 แบบนี้ อาทิ

  1. Bootstrapping ผู้ก่อตั้งใช้เงินเก็บของตัวเองหรือรายได้จากการขายสินค้าบริการในช่วงแรก มาหมุนต่อและขยายธุรกิจ ไม่ต้องพึ่งพานักลงทุนเลย แต่ข้อเสียคือโตช้า เพราะเงินทุนมีจำกัด
  2. Venture Capital หรือ VC สตาร์ทอัพจะวิ่งหานักลงทุนให้มาลงทุนทีละรอบ เริ่มจาก Seed แล้วไปต่อ Series A, B, C… เพื่อให้ได้เงินก้อนโตมาจ้างทีม ทำการตลาด และขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่แลกมาก็คือหุ้นในบริษัท และแรงกดดันจากนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง

ซึ่ง Seed Strapping คือ ตรงกลางระหว่างสองแบบนี้ โดยผู้ก่อตั้งจะระดมทุนรอบ Seed เพียงครั้งเดียว เพื่อให้มีเงินตั้งต้นพอที่จะทำงานเต็มเวลา ขยายทีมเล็ก ๆ และเริ่มทำตลาด หลังจากนั้นก็ใช้รายได้จริงของบริษัทมาเลี้ยงและขยายต่อ ไม่ต้องเปิดรอบใหม่ไปเรื่อย ๆ

หรือก็คือการใช้เงินทุนก้อนแรกจาก Seed เพื่อพาบริษัทไปสู่กำไรและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องวิ่งหานักลงทุนเพิ่มตลอดเวลา ซึ่งข้อดีคือ ผู้ก่อตั้งยังคงมีอิสระในการตัดสินใจสูง ไม่ถูกนักลงทุนเข้ามากดดันมาก และยังได้ประโยชน์จากการมีนักลงทุนรอบแรก เช่น ความน่าเชื่อถือ เครือข่าย และคำแนะนำ แต่ไม่ต้องเจอแรงบังคับให้โตแบบเร็วเกินไปจนเสี่ยงล้ม

ทำไม Seed Strapping ถึงมาแรงในยุคนี้ ?

หลังโควิด-19 ผ่านไป บรรยากาศการลงทุนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เงินทุนจาก VC ที่เมื่อก่อนหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด ตอนนี้เริ่มหายากขึ้น นักลงทุนก็ระวังตัวมากกว่าเดิม เลือกลงทุนเฉพาะบริษัทที่มั่นใจจริง ๆ ว่าจะไปได้ไกล ทำให้สตาร์ทอัพที่เคยพึ่งรอบใหญ่ ๆ เจอความท้าทายหนักกว่าเดิม

อีกประเด็นที่หลายคนเริ่มมองเห็นก็คือ เงินจาก VC ไม่ได้มาพร้อมอิสระ เพราะถ้ารับเงินเยอะ ก็ต้องเจอกับความคาดหวังสูง โตให้ไว โตให้แรง แบบ Growth at all costs ซึ่งฟังดูดี แต่ความจริงคือเสี่ยงมาก หลายบริษัทขยายเร็วเกินไปจนระบบไม่รองรับ สุดท้ายก็ไปไม่รอด

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เปลี่ยนเกมมากที่สุดในตอนนี้ นั่นก็คือ AI และ Automation ที่เข้ามาช่วยสตาร์ทอัพมาก เพราะแค่ทีมเล็ก ๆ ก็สามารถทำงานได้เทียบเท่าทีมใหญ่ เพราะใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนแรงงาน ทำงานเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น แบบที่เมื่อก่อนทำไม่ได้

ทั้งหมดนี้ทำให้ Seed Strapping กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเริ่มด้วยเงินรอบ Seed แค่ก้อนเดียว แล้วหลังจากนั้นก็ใช้รายได้จริงของบริษัทในการโตต่อ ไม่ต้องวิ่งหาทุนใหม่ทุกปี แถมยังคุมทิศทางธุรกิจได้ด้วยตัวเองอย่างเต็มที่

ตัวอย่างที่น่าสนใจในการใช้กลยุทธ์ Seed Strapping

สไลด์นี้จาก Marc Manara, Head of Startups จาก OpenAI ได้เผยแพร่ในงาน OpenAI x SCB 10X: From API to Impact – How OpenAI Empowers Startups 

ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าแนวทาง Seedstrapping ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เกิดขึ้นจริงกับหลายบริษัทที่เรารู้จักดี หลายทีมเริ่มจากเล็ก ๆ แต่สามารถสร้างรายได้มหาศาลในเวลาไม่นาน โดยอาศัยทุนตั้งต้นรอบเดียว แล้วโตต่อด้วยรายได้จริงของธุรกิจ อาทิ

1. Cursor บริษัทพัฒนา AI powered code editor 

ก่อตั้งโดยทีม MIT ในปี 2022 มีทีมเพียง 20 คน แต่สามารถสร้างรายได้ต่อปี (ARR) สูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาแค่ 21 เดือน นี่คือหนึ่งในสตาร์ทอัพ SaaS ที่เติบโตเร็วที่สุดของโลกเลย

2. Midjourney เครื่องมือสร้างภาพจากข้อความ

นี่คือหนึ่งในสตาร์ทอัพที่หลายคนรู้จักกันดี ผู้พัฒนาเครื่องมือ text-to-image generator โดยใช้ Discord และเว็บเป็นช่องทางหลักในการใช้งาน เปิดตัวในปี 2022 โดยซีอีโอ David Holz (ผู้ร่วมก่อตั้ง Leap Motion) ซึ่งมีทีมแค่ 10 คน แต่สามารถทำรายได้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 24 เดือน

3.Bolt เครื่องมือ AI ช่วยเขียนเว็บแอปแบบ full-stack ด้วยคำสั่งง่าย ๆ

มีทีม 15 คน สร้างรายได้ 40 ล้านดอลลาร์ ในเวลา 2 ปี

4. Lovable แพลตฟอร์ม AI ที่ทำงานเหมือน Full-stack engineer

อีกหนึ่งทีมเล็ก 15 คน แต่ทำรายได้ 50 ล้านดอลลาร์ ได้ในเวลาเพียง 2 เดือน

5. Magnific AI แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้ AI ช่วยทำให้คมชัดขึ้น

นี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่โหดสุดๆ เพราะใช้ทีมเพียง 2 คน แต่ปั้นรายได้ถึง 10 ล้านดอลลาร์ ภายใน 12 เดือน

6. Aragon.ai แพลตฟอร์มที่ใช้ AI สร้างภาพโปรไฟล์มืออาชีพจากเซลฟี่

ใช้ทีม 9 คน กับเวลา 2 ปีสร้างรายได้ 10 ล้านดอลลาร์ ต่อปี

สิ่งที่น่าสังเกตจากทุกบริษัทนี้คือ จำนวนทีมไม่ใหญ่มาก แต่ผลลัพธ์มหาศาล ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะโมเดล Seed Strapping ทำให้ผู้ก่อตั้งไม่ต้องวิ่งหาทุนรอบต่อไปให้เสียเวลา แต่เลือกโฟกัสกับการสร้างรายได้จริง ใช้เทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยลดต้นทุนแรงงาน ขยายธุรกิจได้เร็วและมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้คือภาพที่ชัดเจนว่า การโตแบบ Lean และ Smart กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสตาร์ทอัพ โดย Seedstrapping เป็นแนวทางที่ช่วยให้ทีมเล็กๆ สร้างผลลัพธ์ใหญ่ได้จริง

อ้างอิง: cnbc, gohub.vc

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

xAI ปีดดีลระดมทุน Series E 20,000 ล้านดอลลาร์ ขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ท่ามกลางประเด็นอื้อฉาวการใช้งาน Grok

xAI ระดมทุน Series E มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ โดยมี NVIDIA และ Cisco เข้าร่วมลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลก ท่ามกลางประเด็นอื้อฉาวการใช้งาน Grok ที่...

Responsive image

เจาะ Ecosystem ไร้เทียมทานของ NVIDIA ทำไมโลก AI ถึงหนี NVIDIA ไม่พ้น?

NVIDIA ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตชิป แต่กำลังสร้าง Ecosystem แบบครบวงจรที่ครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ นักพัฒนา ไปจนถึงอุตสาหกรรมโลกจริง บทวิเคราะห์นี้ถอดรหัสว่าเหตุใดแพลตฟอร์มขอ...

Responsive image

จีนเปิดกองทุน Venture Capital ระดับชาติ มุ่งหนุนสตาร์ทอัพ Deep Tech ปั้นแชมเปี้ยนสัญชาติจีนรุ่นใหม่ ต่อยอดบทเรียนความสำเร็จของ DeepSeek

รัฐบาลจีนเปิดกองทุน Venture Capital ระดับชาติ พร้อมกองทุนภูมิภาคในเขตเศรษฐกิจยุทธศาสตร์ มุ่งใช้แนวคิด Patient Capital ดึงเงินรัฐและเอกชน ปั้นสตาร์ทอัพ Deep Tech เพื่อวางรากฐานเศรษฐ...