• เข้าใจสถานการณ์ฝุ่นพิษของ ชิลี และ เกาหลีใต้ รวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล
  • รัฐบาลเกาหลีนำโดรนมาใช้ในการควบคุมการปล่อยมลพิษของแหล่งอุตสาหกรรม
  • ชิลิกับปัญหาการเผาไหม้ในครัวเรือนและนโยบายใหม่ในการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนแปลงการใช้งานเครื่องทำความร้อน
ภาพ ED JONES/AFP/GETTY IMAGES

แน่นอนว่าตอนนี้ในประเทศไทยของเรา กำลังประสบกับปัญหาฝุ่นละออง (PM 2.5) ในช่วงที่ผ่านมาหากมองไปทั่วรอบกรุงเทพ เราจะเห็นหมอกควันลอยไปทั่วทั้งเมือง ซึ่งทำให้เราได้เห็นว่าปัญหามลพิษทางอากาศอยู่ใกล้กับเรามากแค่ไหน และเริ่มตั้งคำถามกับการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ เราจึงจะพาทุกท่านไปติดตามนโยบายการแก้ไขปัญหาจากสองประเทศที่เคยเกิดเหตุมลพิษทางอากาศเช่นเดียวกันกับประเทศไทยของเรา

สถานการณ์มลพิษทางอากาศและการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเกาหลี

โดรนหลายตัวกำลังบินว่อนบริเวณย่านชานเมืองในกรุงโซล ทำการบันทึกภาพกลุ่มมลพิษในย่านอุตสาหกรรม เหล่าประชาชนต่างสวมใส่หน้ากากสีขาวดำปกคุลมใบหน้าเพื่อป้องกันการสูดอากาศที่เป็นมลพิษ กลุ่มหมอกควันสีเทาปกคุลมไปทั่วตามตึกที่พักอาศัยต่างๆ ภาพเหล่ากลายเป็นภาพที่เห็นจนกันจนคุ้นตา ไม่ต่างจากกรณีไทย

UAV ถือเป็นหนึ่งในโครงการโดรนที่รัฐบาลเกาหลีได้ทำการเปิดตัวเพื่อจัดการกับปัญหาสถานการณ์ฝุ่นละอองในช่วงต้นปีที่ผ่านมา สร้างขึ้นเพื่อตรวจสอบการปล่อยควันพิษของเหล่าโรงงานขนาดใหญ่ต่างๆ ถือเป็นเทคโนโลยีตัวล่าสุดของรัฐบาลที่มุ่งหวังแก้ปัญหาฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศที่กำลังร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ทางรัฐบาลเกาหลีใต้เองก็ได้ทำการประกาศภาวะฉุกเฉินจากสถานการณ์ในครั้งนี้

Shin Geon-il หัวหน้าแผนกหน่วยงานในการจัดการคุณภาพอากาศกล่าวว่า "เราหวังว่าการทำงานครั้งนี้จะนำพาโซลไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหม่ แต่ถึงอย่างไร พื้นที่เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีรายได้สูงก็จัดเป็นพื้นที่หลักที่ได้มีการปล่อยมลพิษทางอากาศ"

“หากเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อากาศของเรานั้นอยู่ในเกณฑ์แย่” Park Rok-jin อาจารย์ประจำคณะวิชาวิทยาศาสตร์โลกและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล กล่าว

ความกังวลอันดับหนึ่งของประชาชนคือเรื่อง ‘ฝุ่น’

ความกงวลเรื่องวิกฤตฝุ่นพิษ กลายเป็นความกังวลในชีวิตอันดับหนึ่งของประชาชนในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจซบเซาเสียอีก

Jeon So-yun ครูอายุ 36 ปี เกิดและโตในกรุงโซล กล่าวถึงปัญหามลพิษทางอากาศที่เธอคิดว่าเลวร้ายที่สุดในชีวิตว่า “ฉันมีความกังวลว่าเหล่าฝุ่นละอองขนาดจิ๋วนี้จะทำลายสุขภาพ มีบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายของฉัน ทั้งไอ มีเสมหะ และปัญหาผิว ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ฉันพยายามเดินทางไปอยู่สหรัฐอเมริกา”

“พอคิดถึงอนาคตของลูกหลาน ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าอยากจะย้ายออกจากประเทศนี้” Lee Eun-ji วัย 28 ปีกล่าว

รายงานผลกระทบสถานการณ์มลพิษทางอากาศทั่วโลก พบผู้เสียชีวิตจากวิกฤตินี้ 4.2 ล้านคนต่อปี โดย 91 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นเกินกว่าแนวทางขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ซึ่งแนะนำให้มีการสัมผัสกับฝุ่นละเอียดหรือ PM10 ไม่เกินค่าเฉลี่ยรายวัน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และฝุ่นละอองขนาดเล็กพิเศษหรือ PM2.5 ไม่เกินค่า 25 โดยในปี 2017 กรุงโซลมี PM10 แตะ 179 ต่อมาเป็น 25.6 เดือนมีนาคมปี 2018 ถือว่าต่ำสุดในรอบห้าปี ส่วน PM2.5 ขึ้นสูงแตะถึง 100

ค่าฝุ่นละออง PM2.5 หรืออนุภาคฝุ่นที่วัดความกว้างน้อยกว่า 2.5 ไมครอนเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง มันมีขนาดเล็กมากจนสามารถเข้าไปในปอดและเจาะเข้าสู่เยื่อบุสู่กระแสเลือด ประกอบด้วยคาร์บอนแบล็คไนเตรตแอมโมเนียและสารประกอบอันตรายอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกับโรคระบบทางเดินหายใจและมะเร็ง นอกจากนี้ในปี 2013 ทาง WHO ได้จำแนกฝุ่นละเอียดเป็นสารก่อมะเร็ง

การใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการกับปัญหา

โดรนพัฒนาโดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกอบไปด้วยกล้องวิดีโอและเซ็นเซอร์ที่สามารถจับ และทำการวัดปริมาณฝุ่นและก๊าซที่ผลิตจากโรงงานที่ผลิตเกินมาตรฐาน โดยทางเกาหลีมุ่งหวังใช้ในทั่วประเทศอย่างรวดเร็วที่สุดในช่วงต้นปีหน้า

เมืองที่ได้มีการทดลองใช้โดรนเพื่อตรวจจับฝุ่นละเอียด ได้แก่ ตงกวนในประเทศจีน แฟร์แบงค์ อะแลสกาและเมมฟิสในรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้รัฐบาลเมืองโซลก็ได้มีการใช้แผนที่มลพิษทางอากาศ แอพพลิเคชันบนมือถือ ในการส่งแจ้งเตือนข้อความแบบเรียลไทม์ต่อสาธารณะ ในวันที่ระดับฝุ่นละอองมีความหนาแน่นถถึง PM2.5 และ PM10 สูงถึงระดับอันตราย ระบบจะแจ้งเตือนประชาชนและโรงเรียนห้ามไม่ให้มีการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

KT ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศของเกาหลีใต้ เจ้าของโครงการ Air Map Korea กำลังพัฒนานวัตกรรมเช่นกัน โดยเป้าหมายคือต้องการใช้ AI, IoT ในการรวบโครงการกับระบบอื่น ๆ เช่นเครื่องฟอกอากาศและโรงฟอกอากาศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถปรับได้โดยอัตโนมัติเมื่อระดับมลพิษสูงขึ้นหรือลดลง

การแก้ไขปัญหาจากภาคเอกชนอื่นๆ รวมถึงยานพาหนะทางอากาศที่ไม่ใช้คนขับซึ่งผลิตฝนเทียมด้วยน้ำหรือสารเคมีเพื่อล้าง PM2.5 และ PM10 ที่เป็นอันตราย ซึ่งประเทศจีนกำลังพัฒนามันอยู่ในปัจจุบัน

แม้การพัฒนาเทคโนโลยีส่วนใหญ่มีแนวโน้มในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ กรีนพีซ สำนักงานกรุงโซล ได้เน้นย้ำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการกับต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเลิกใช้ถ่านหินในปี 2030 กับประเทศในกลุ่ม OECD ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ไม่เฉพาะช่วยลดปัญหามลพิษทางการอากาศเท่านั้น แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเกาหลีใต้ได้เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงนี้ด้วยเช่นกัน "ถึงแม้ว่าจะได้มีการลงนามไปแล้ว ในตอนนี้ก็ได้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เจ็ดแห่งในเกาหลีใต้" Son Min-woo จากหน่วยมลพิษทางอากาศทั่วโลกของกรีนพีซกล่าว

อันที่จริง Moon Jae-in  ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยฝุ่นละอองลง 30 เปอร์เซ็นต์ ก่อนปี 2022 และปิดโรงถลุงแร่ 10 แห่งในปี 2025 แต่ยังเปิดเผยแผนการใหม่ 20 โครงการในปี 2021

ตกลงใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อปัญหาฝุ่น?

สาเหตุของวิกฤตตฝุ่นที่เกาหลีใต้นั้นมาจากประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศนิ่ง ความชื้นสูง ประกอบกับควัน และการตัดไม้ทำลายป่า

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ควรรับผิดชอบส่วนใหญ่นั้นก็มาจากประเทศเกาหลีเอง โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของมลพิษฝุ่นเกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจากโรงงานอุตสาหกรรม และไอเสียของเครื่องยนต์

เมื่อต้นปีที่ผ่านมานักวิจัยชาวนอร์เวย์ได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก 13,000 เมืองทั่วโลก พบว่ากรุงโซลมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เลวร้ายที่สุด โดยมีการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ 276.1 เมตริกตันต่อปี ผ่านระบบการขนส่ง และการบริโภคในครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 45 ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยรวมของประเทศ

ส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาคือการให้ประชาชนตระหนักถึงบทบาทของตัวเองในการช่วยควบคุมปริมาณคาร์บอน นอกจากนี้รัฐบาลได้ดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขนส่งสาธารณะในช่วงวันที่มีค่ามลพิษทางอากาศสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ยกเลิกตอนนี้ นอกจากนี้ยังมีการปิดพื้นที่จอดรถของรัฐบาล, ประกาศให้มีการสลับวันขับรถของพนักงานทั่วไป, ปรับและทำการแบนพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซล, ติดตั้งสถานีจักรยานเพิ่มเติม, และสร้างพื้นที่สีเขียวแทนที่พื้นถนนด้วยทางเดินเท้า

“เปรียบเทียบกับช่วงต้นปี 2000 ระดับมลพิษเพิ่มขึ้น 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ในช่วงห้าปีที่ผ่านมันก็เริ่มนิ่ง ในฐานะผู้บริการสาธารณะ เราต้องควรจะช่วยกันพัฒนาปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น” Choi Ho-jin โฆษก Metropolitan Government กรุงโซล กล่าว

ภาพโดย pri.org

ชิลีกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ

ชิลิได้ประกาศโครงการใหม่ล่าสุดซึ่งเปิดตัวในปี 2014 โดยรัฐบาล โดยมุ่งหวังปรับปรุงและแก้ไขปัญหามลพิษที่มาจากเตาเผาฟืนจำนวน 200,000 เครื่อง

การใช้ฟืนเพื่อสร้างความร้อนภายในบ้านกำลังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและส่งผลต่อสุขภาพของผู้คน ชิลีกำลังกับประสบปัญหาใหญ่เรื่องมลพิษทางอากาศและต้องเร่งดำเนินการแก้ไข ตามรายงานของกระทรวงสิ่งแวดล้อม การเผาไหม้ของฟืนสามารถผลิตฝุ่นละอองละเอียด (PM2.5) ถึง 94% ในหลายเมืองของชิลี แต่ด้วยปัญหาการเงินของประชาชนหลากหลายครอบครัวส่งผลให้พวกเขาไม่เลือกที่จะใช้พลังงานสะอาดแทนที่วิธีการแบบเดิมๆ

ในฤดูหนาว เมื่อมีฝนตกบางๆ และไม่มีสายลมพัดผ่านเพื่อขับไล่หมอกควันออกไป ทำให้เมืองอย่าง Santiago ซึ่งอยู่ในหุบเขาปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองจำนวนมาก ในทุกปีของประเทศชิลี ปัญหาของมลพิษทางอากาศสร้างค่าใช้จ่ายในภาคสาธารณสุขถึง 670 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นสาเหตุของการปรึกษาหารือด้านสุขภาพในภาวะฉุกเฉินถึง 127,000 รายและเกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่า 4,000 ราย

ในปี 2014 รัฐบาลได้ประกาศโครงการใหม่ในการที่จะสนับสนุนกให้ใช้วิธีการอื่นแทนที่การสร้างความร้อนจากฟืน เช่น แก๊ส paraffin หรือเครื่องทำความร้อนจากไม้ ซึ่งส่งผลให้มีการลดลงของปริมาณการปล่อยมลพิษและพัฒนาคุณภาพอากาศภายในอาคารและบ้าน ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้มชี้ว่า การปล่อยมลพิษทางอากาศจากการใช้เตาเผาไม้แบบเก่า ถือว่าสูงกว่าการใช้งาน pellet-based heater เป็นสองเท่าและสูงถึงสามเท่าสำหรับ paraffin

“เครื่องทำความร้อนแบบใหม่พัฒนาชีวิตของเรา ไม่ใช่แค่ว่ามันมีราคาถูก แต่ที่สำคัญมันลดปริมาณของมลพิษทางอากาษในประเทศ” Ramón Soto Vidal หนึ่งในประชาชนที่ได้รับเครื่องทำความร้อนจาก paraffin กล่าว

Raquel Fuica ผู้พักอาศัยในเมือง Osorno กล่าวว่า “ฉันคิดว่ามันสะอาดมาก และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับอพาร์ทเมนต์ของฉัน เนื่องจากฟืนนั้นใช้การไม่ได้และยังส่งผลเสียทางมลพิษอีกด้วย”

Verónica Nahuel เป็นอีกหนึ่งคนที่ชักชวนเพื่อนบ้านให้หันมาใช้ solid fuels ในการสร้างความร้อน “ด้วยวิธีการใหม่นี้จะช่วยทำให้เราสามารถช่วยเหลือเมืองให้มีอากาศที่ดีขึ้นได้”

ชิลิเริ่มประสบความสำเร็จจากการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้  “ในปีนี้เราได้เห็นประโยชน์และผลร้ายจากการปนเปื้อนของมลพิษทางอากาศซึ่งเราไม่เคยรับรู้มาก่อนในปีที่แล้ว เนื่องจากความแห้งแล้งและสภาพอากาศที่ย่ำแย่” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม Marcelo Mena เปิดเผยว่าตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 เมษายน จนถึง 29 มิถุนายน 2017 ปริมาณของมลพิษลดลงถึง 45 เปอร์เซ็นต์หากเทียบกับปี 2016

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นถือว่ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ ปัจจุบันผู้คนกว่า 10 ล้านคนกำลังประสบปัญหาจากค่ามลพิษที่สูงกว่ากำหนด หรือฝุ่นละอองอนุภาค 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ที่สูงกว่า 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ในตอนนี้สถานการณ์กลับมาดีขึ้นกว่าครึ่งหนึ่ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีจากความร่วมมือระหว่างประชาชนและรัฐบาล”

นอกจากนี้รัฐบาลยังพยายามที่จะสนับสนุนการสร้างฉนวนกันความร้อนให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการการปรับปรุงชุมชน โดยมี 100,000 ครัวเรือนเป็นประจำทุกปี กระทรวงการเคหะและกิจการเมืองประเมินว่า ฉนวนกันความร้อนช่วยลดความต้องการความร้อนลง 30 เปอร์เซ็นต์ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายและการปล่อยก๊าซที่ต่ำลง

การเผาไหม้ระดับครัวเรือนอาจส่งผลถึงภาวะโลกร้อน

การใช้พลังงานในบ้านถือเป็นหนึ่งในการสร้างมลพิษหลักๆ ของประเทศชิลี ซึ่งทำให้นี่เป็นหนึ่งในแผนของรัฐบาลชิลีในการที่จะลดปริมาณมลพิษจากครัวเรือนลงเนื่องด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของ Climate and Clean Air Coalition ตั้งแต่ปี 2012 ที่จัดโดย UN Environment ซึ่งประกอบไปด้วย รัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ และภาคธุรกิจ ด้วยเป้าหมายเดียวกันคือการ ลดก๊าซ methane black carbon และ hydrofluorocarbon

Mena กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศระดับท้องถิ่นหรือเมือง เริ่มส่งผลกระทบมากขึ้นสู่ระดับโลกอย่างเรื่องของภาวะโลกร้อน ถ้าเราสามารถจัดการกับสารปนเปื้อน จะส่งผลให้เกิดการลดลงของอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆ บนโลกใบนี้ได้ถึง 1.5 องศาเซลเซียล” ยิ่งไปกว่านั้นชิลียังมุ่งมั่นที่จะลดมลพิษและปรับสภาพภูมิอากาศในระยะสั้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Paris Agreement อีกทั้งรัฐบาลยังจัดการควบคุมการลดมลพิษด้วยการปรับภาษีรถยนต์ ทำให้ได้เห็นการลดลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในปี 2015 ถึง 2016 และแนะนำการลดหย่อนภาษีสำหรับการนำเข้ารถยนต์ที่มีมลภาวะน้อยกว่าซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน ( ‘Euro 6’ )

ชิลีได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อแคมเปญ Breathe Life ซึ่งถือเป็นการริเริ่มร่วมกันขององค์การอนามัยโลก UN Environment and the Climate & Clean Air Coalition เพื่อระดมผู้คนในการปกป้องสุขภาพของเราและรักษาโลกจากผลกระทบของมลพิษทางอากาศ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุเป้าหมายคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกในปี 2030

Santiago กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นผู้นำด้วยแคมเปญ Santiago Respira ในปี 2014 และมุ่งหวังจะลดปริมาณการปล่อยมลพิษในโลก 60 เปอร์เซ็นต์ และในตอนนี้ Chiguayante, Concepción, Hualqui และ Talca ก็เข้าร่วม Santiago ในแคมเปญ Breathe Life

 

อ้างอิง US News , Climate & Clean Air Coalition

RELATED ARTICLE

Responsive image

ทำไมต้องไปงาน Tech Conference? คุยกับ System Stone เตรียมตัวอย่างไรเมื่อไปงานใหญ่ในต่างประเทศ

คุยกับ คุณบาส สิทธิกร นวลรอด CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง System Stone หนึ่งใน startup โครงการ True Incube ร่วมแชร์เทคนิคการเตรียมตัวสำหรับ startup ว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไรเวลาไปร่วมงาน T...

Responsive image

ทำไมโรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีหุ่นยนต์ 'Cobot' ?

เมื่อไม่นานมานี้บริษัท Universal Robots ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหุ่นยนต์โรงงานอุตสาหกรรมจากประเทศเดนมาร์กได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดคือ Cobot รุ่น UR3 หุ่นยนต์แขนกลที่ใช้ในงานบรรจุภัณฑ์แ...

Responsive image

พาฟังประเด็นนวัตกรรมอาหารเพื่อมนุษยชาติ งาน Food Innopolis 2019 พาครัวไทยสู่ครัวโลก

TMA จัดงานประชุมนานาชาติ Food Innopolis International Symposium 2019 ตอกย้ำความสําคัญของนวัตกรรมอาหาร กระบวนการการเกษตรอุตสาหกรรม และกระบวนการการผลิตอาหารที่ยั่งยืน...