Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
Contact us
4

Smart City ไทย เราอยู่จุดไหน? แล้วอะไรคือปัจจัยความสำเร็จ1 min read

Posted by
Posted date ธันวาคม 26, 2018

Smart City คือคำที่ถูกพูดถึงกันมานานในช่วงหลายปีมานี้ พร้อมกับเทคโนโลยีในด้านๆต่างที่ออกมารองรับโลกของ Smart City ที่เกิดขึ้น แม้หลายๆเมืองทั่วโลกกำลังจะขับเคลื่อนเมืองไปสู่ Smart city เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย แต่ก็ยังไม่มีประเทศไหนที่สามารถเป็นต้นแบบของ Smart City ได้อย่างแท้จริง บทความนี้พาท่านผู้อ่านมาทำความเข้าใจกับคำว่า Smart city ทั้งในไทย และปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลให้ Smart city ประสบความสำเร็จ

Techsauce ได้สัมภาษณ์คุณ มุกุนด์ ชรีดาร์ หุ้นส่วนและหัวหน้าสายงานโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ ประจำภูมิภาคเอเชีย แมคคินซีย์ แอนด์ คอมปะนี ถึงเรื่องราวของ Smart City ที่ถูกขับเคลื่อนและผลักดันอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมปัจจัยแห่งความสำเร็จ

คุณให้คำนิยามของ ‘Smart City’ ว่าอย่างไร

Smart City ในนิยามของเราคือเมืองที่บูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาของส่วนรวมและทำให้สภาพแวดล้อมของเมืองน่าอยู่ ยั่งยืน และก่อให้เกิดผลผลิตมากขึ้น

เมืองที่ยังอยู่ในระยะลงทุนและพัฒนาระบบพื้นฐานและบริการสาธารณะสามารถใช้ smart solution เข้ามาช่วยเพื่อขยายขีดความสามารถและเพิ่มอายุการใช้งานให้กับสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โครงสร้างพื้นฐานใดบ้างที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิด Smart City ขึ้นอย่างแท้จริง

เมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฉลี่ยแล้วขยายตัวเร็วกว่าเมืองในภูมิภาคอื่นทั้งในเอเชียและทั่วโลก ไม่เพียงเท่านั้น ความสามารถของภาครัฐในการวางแผนและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ ก็ล้ำหน้าไปกว่าภูมิภาคอื่นๆ เช่นกัน ด้วยเหตุนี้หน่วยงานฝ่ายปกครองของเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงต้องลงมือคว้าโอกาสต่างๆอย่างรวดเร็ว ลักษณะเฉพาะของแต่ละเมืองเป็นตัวแปรที่ทำให้ smart solution เดียวกันสามารถส่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปได้ในแต่ละพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น ไม่ใช่ทุกเมืองที่ต้องเริ่มต้นพัฒนา Smart City จากศูนย์ เพราะ solution บางชนิดไม่ต้องอาศัยเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ช่วยผลิตมากนัก สามารถนำไปใช้ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วได้เลย

นอกจากนี้ เมืองต่างๆ อาจใช้วิธีนำร่องติดตั้ง solution ในบางพื้นที่ก่อนที่จะขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วทั้งเมืองในภายหลัง โดยความรวดเร็วในการติดตั้งระบบและการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมที่เกิดจาก solution นั้นขึ้นอยู่กับบริบทเฉพาะของแต่ละเมือง นับตั้งแต่เรื่องของคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไปจนถึงระดับความร่วมมือจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จากงานวิจัยของเราพบว่า solution ที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนนั้นมีองค์ประกอบบางอย่างที่เหมือนกัน เช่น วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในความต้องการของพลเมือง และความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน

ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ Smart City ประสบความสำเร็จ

Smart City ไม่ใช่นโยบายที่ดำเนินด้วยการบริหารจากบนลงล่าง (top down) แต่เป็นการที่องค์กรต่างๆ และผู้คนในเมืองรวมพลังกันเพื่อทำให้ระบบโดยรวมมีประสิทธิภาพ

  • หน่วยงานปกครองมี 2 บทบาทสำคัญที่ต้องทำควบคู่กัน คือนอกจากจะต้องปรับการทำงานให้เป็นดิจิทัลและติดตั้ง smart solution ภายในหน่วยงานของตนเองแล้ว ยังมีทำหน้าที่ผลักดันให้ระบบนิเวศของ Smart City ขยายตัวในวงกว้างอีกด้วย หน่วยงานปกครองมีบทบาทในการจัดหาและติดตามข้อมูล จัดให้มีการรวมตัวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงเข้าไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ
  • บริษัทต่างๆ จะต้องมีใจรักในการบริการผู้คน ไม่ใช่แค่ดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อตลาดเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทมีหน้าที่คิดค้นโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในเมืองให้ดียิ่งขึ้น
  • หากกลยุทธ์เกี่ยวกับ Smart City ถูกดำเนินอย่างหมาะสม ประชาชนจะเป็นผู้มีอำนาจหลักในการพัฒนา ท้ายที่สุดแล้วความสำเร็จของโครงการต่างๆ ที่ดำเนินโดยภาครัฐและภาคเอกชนดูได้จากว่าประชาชนนำกลยุทธ์เหล่านั้นไปบูรณาการในชีวิตประจำวันของตัวเองอย่างไร

รายงานของเราระบุถึง 3 ขั้นตอนสำคัญที่จะหล่อหลอมการพัฒนา Smart City ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

1. วางแผน (plan)

  • ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องออกแบบ solution Smart City ที่เหมาะกับความต้องการของประชาชน วัตถุประสงค์ของการวางแผนคือเพื่อตอบสนองต่อความต้องการและความประสงค์ของผู้อยู่อาศัยให้มีประสิทธิภาพและราบรื่นยิ่งขึ้น ทุกการวางแผนต้องเริ่มต้นให้ความสำคัญที่คนก่อนเสมอ ไม่ใช่เทคโนโลยี โครงการ Smart City หลายแห่งต้องประสบความล้มเหลวเนื่องจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากกว่าความต้องการและพฤติกรรมของคน
  • แต่ละเมืองต้องเลือกสรรเทคโนโลยีอัจฉริยะให้สอดคล้องกับนโยบายและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพของเมือง ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีอัจฉริยะจะไม่สามารถใช้ทดแทนเม็ดเงินได้ แต่ก็สามารถช่วยให้การลงทุนคุ้มค่ายิ่งขึ้นได้ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถใหม่ๆ เข้าไป ซึ่งเป็นการยกระดับความสามารถของโครงสร้างนั้นๆ
  • นอกจากร่างวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์สำหรับอนาคตแล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีก็ทำให้หน่วยงานปกครองต้องเปิดใจทดลองสิ่งใหม่ๆ และรู้จักปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานแบบเดิมๆ การใช้วิธีนำข้อมูลมาเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตช่วยให้เมืองต่างๆ สามารถติดตามความคืบหน้าของเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงช่วยในการบริหารจัดการการทำงานและจัดลำดับความสำคัญของขั้นตอนต่างๆ

2. จัดหา (provide)

  • หน่วยงานปกครองไม่สามารถมองว่าข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นเพียงแค่การลงทุนที่สิ้นเปลืองได้อีกต่อไป เนื่องจากทั้งสองสิ่งเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนา Smart City
  • ในกรณีที่งบประมาณมีอยู่จำกัด ก็สามารถออกแบบและดำเนินวิธีการอื่นๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนา Smart City ขึ้นได้ เช่น นำข้อมูลมาสร้างรายได้ มอบสิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่ ปรับเปลี่ยนข้อจำกัดในการแบ่งโซน หรือคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับภาคเอกชน การกำหนดให้ “รัฐบาลเป็นผู้ซื้อ” ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่หน่วยงานปกครองสามารถนำมาใช้เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นได้
  • ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ในการใช้งานจริงมากกว่าเทคโนโลยีที่เน้นเรียกความสนใจ เช่น การติดตั้งระบบจัดการจราจรดิจิทัลอาจก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าการติดตั้งจอสัมผัสบนท้องถนน

3. หาพันธมิตร (partner)

การร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล บริษัทเอกชน สถาบันต่างๆ และประชาชน อย่างสร้างสรรค์และสมัครสมานกันจะช่วยให้เกิดการสร้าง solution และมูลค่าที่ดียิ่งขึ้นในการพัฒนา Smart City สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นถือสิ่งที่สำคัญมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสำคัญตรงนี้อาจลดลง

  • ยกตัวอย่างกรณีเช่น ภูเก็ต อีเกิ้ล อายส์ (Phuket Eagle Eyes) เป็นเทคโนโลยีที่รวบรวมภาพวิดีโอจากเครือข่ายกล้องวงจรปิด CCTV กว่า 700 ตัวของหน่วยงานภาครัฐ (ตำรวจและองค์กรท้องถิ่น) และในอนาคตอาจมีการนำภาพวงจรปิดจากระบบความปลอดภัยของภาคเอกชนมาใช้ประกอบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเทคโนโลยี
  • หน่วยงานปกครองต้องเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้พร้อมและบังคับใช้นโยบายเพื่อเปิดชุดข้อมูล จัดหาเครือข่ายและแพลตฟอร์มพื้นฐาน รวมทั้งขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและเรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หน่วยงานปกครองไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ออกทุนหรือดำเนินการบริการและระบบโครงสร้างฝ่ายเดียวเสมอไป ที่จริงแล้ว ในแง่ของเทคโนโลยีนั้น หน่วยงานปกครองไม่ได้มีความพร้อมเพียงพอเสียด้วยซ้ำ ในกรณีเช่นนี้หน่วยงานปกครองควรถอนตัวออกมาและเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นที่มีศักยภาพมากกว่า เช่น บริษัทร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หน่วยงานสาธารณูปโภคของรัฐ บริษัทขนส่ง มหาวิทยาลัย มูลนิธิ และองค์กรไม่แสวงผลกำไร เข้ามาทำหน้าที่แทน
  • การที่เมืองเมืองหนึ่งจะก้าวไปเป็น Smart City ได้นั้น ภาคประชาชนต้องรับเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์จริงในชีวิตประจำวันและธุรกิจ วิธีนี้จะช่วยหล่อหลอมให้ประชาชนรู้จักแนวทาง ลักษณะ และการใช้ทรัพยากรในสมาร์ทซิตี้
  • ความร่วมมือในระดับภูมิภาคช่วยให้เมืองต่างๆ สามารถระบุองค์ประกอบที่แต่ละเมืองมีอยู่ร่วมกันมาใช้พัฒนาต่อยอด โดยถอดบทเรียนต่างๆ ออกมาเพื่อนำไปใช้ในอนาคต
  • ก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดตัวเครือข่าย อาเซียน Smart City (ASEAN Smart Cities: ASCN) ซึ่งมี 26 เมืองร่วมเป็นสมาชิก โดยเครือข่ายอาเซียน Smart City เป็นเครือข่ายสำคัญในการสร้างรากฐานความร่วมมือที่แข็งแกร่งของทั่วภูมิภาค
ภาพโดย The Nation

คุณมีความเห็นต่อ Smart City ในประเทศไทยอย่างไร

งานวิจัยของเราระบุว่าการพัฒนา Smart City ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละเมือง โดย Smart City สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Smart City Sandbox, Prime Mover, Emerging Champion และ Agile Seedbed

  • กรุงเทพมหานครจัดอยู่ในกลุ่ม “Prime Mover” เช่นเดียวกับอีกหลายๆ เมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กัวลาลัมเปอร์ จาการ์ตา และมะนิลา โดยเมืองในกลุ่ม Prime Mover คือเมืองที่ระบบโครงสร้างทางกายภาพและสังคมส่วนใหญ่มีความพร้อมอยู่แล้ว แต่มักถูกใช้งานเกินขีดความสามารถ สำหรับปัญหาเกี่ยวกับความไร้ประสิทธิภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เมืองเหล่านี้สามารถนำเอา smart solution มาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ ความพร้อมของเมืองในกลุ่ม Prime Mover ช่วยให้โครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Smart City สัมฤทธิ์ผลได้อย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Prime Mover ต้องทำเป็นอันดับแรกคือขยายระบบและบริการให้ตอบสนองต่อผู้คนจำนวนมากขึ้น รวมถึงแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมด้วยการสนับสนุนกลุ่มประชาชนที่ยังขาดความเข้าใจและโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้มีโอกาสมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องวางแผนล่วงหน้าสำหรับรองรับการเจริญเติบโตในอนาคตด้วย
  • สำหรับ Smart City อีกหนึ่งแห่งของไทยอย่างภูเก็ตถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Agile Seedbed ด้วยจำนวนประชากรที่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคน ภูเก็ตและเมืองต่างๆ ในกลุ่ม Agile Seedbed จึงมีความคล่องตัวในการนำร่องและขยายการพัฒนาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Smart City  ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนในแต่ละปีกว่า 8 ล้านคน เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 97 ของ GDP ในเกาะภูเก็ต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบริหารจัดการการเติบโตของเมืองอย่างระมัดระวัง
  • ในฐานะ Smart City แห่งแรกในประเทศไทยที่มีการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลัก ภูเก็ตได้ร่างแผนปฏิบัติการ Smart City Action Plan ขึ้นมาซึ่งครอบคลุมทั้งในเรื่องการท่องเที่ยว ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การจัดการปกครอง การศึกษา และการดูแลสุขภาพ การวางแผนไว้เช่นนี้ช่วยให้ภูเก็ตสามารถจัดลำดับความสำคัญของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการ
  • ภูเก็ตถือเป็นเมืองนำร่องให้กับเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่โดดเด่นในด้านการท่องเที่ยวเป็นพิเศษจนมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆ
  • หนึ่งในขั้นตอนแรกๆ ในการพัฒนาเป็น Smart City ของภูเก็ต คือการติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ฟรีในที่สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันมีบัญชีผู้ใช้งานกว่า 1.3 ล้านราย และการร่วมมือกับบริษัทเอกชน สร้างเครือข่ายกล้องวงจรปิดทั่วพื้นที่ภายใต้ชื่อ “อีเกิ้ล อายส์” เครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้ทำให้ภูเก็ตสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปใช้พัฒนาแอปพลิเคชั่นต่างๆ และวิเคราะห์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างพันธมิตรเพื่อขยายขีดความสามารถให้ก้าวล้ำไปจากที่ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมสามารถทำได้
  • งานวิจัยของเราพบว่า การติดตั้งระบบ solution  Smart City ในประเทศไทยก่อให้เกิดประโยชน์โดยสังเขป ดังนี้

– ลดจำนวนชั่วโมงแรงงานที่เสียไปกับการเดินทางถึง 380,000 ชั่วโมง

– ลดค่าครองชีพได้สูงถึง 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

– ลดการปล่อยการ์ดคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 28,000 กิโลตัน

– ป้องกันการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติได้ถึง 300 กรณี

– พัฒนาสุขภาพ ลดการสูญเสียปีสุขภาวะ (Disability-Adjusted Life Year) ได้ถึง 450,000 ปี

– เพิ่มตำแหน่งงานให้ประชากรกว่า 42,000 ตำแหน่ง

ภาพโดย TechOhio

คุณคิดว่าประเทศใดเป็นกรณีศึกษาด้าน Smart City ที่ดีที่สุด

จากการศึกษาของเราพบว่า ลักษณะที่โดดเด่นของเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้สามารถจำแนก Smart City ออกได้เป็น 4 กลุ่มหลักๆ หนึ่งในนั้นคือ “Smart City Sandbox” ซึ่งเป็นเมืองที่มีเครือข่ายการสื่อสารความเร็วสูงที่ทนทานและครอบคลุม รวมทั้งมีการพัฒนาและใช้งานแอปพลิเคชั่นกว่าหลายสิบแอปฯ เพื่อตอบสนองต่อทุกด้านของการใช้ชีวิต ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นเมืองเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในโลกที่เข้าข่ายเมืองในกลุ่ม Smart City Sandbox

อย่างไรก็ตาม รายงานของเราไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดอันดับ เราทำการศึกษาวิจัยเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่เพื่อต้องการหาผู้ชนะ แต่ต้องการหาองค์ประกอบร่วมต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด และถอดบทเรียนออกมาเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับเมืองอื่นๆ ในอนาคต

หากประเทศไทยนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย จะส่งผลต่อ Smart City อย่างไร?

เครือข่ายการสื่อสารที่ครอบคลุมเป็นหัวใจสำคัญของ Smart City ทุกแห่ง ในความเป็นจริง โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่าง 4G หรือบรอดแบนด์ นั้นก็เพียงพอต่อการเริ่มต้นพัฒนา Smart City แล้ว เมืองต่างๆ สามารถริเริ่มการพัฒนา Smart City ด้วยโซลูชั่นที่มีอยู่ในมือได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องรอเทคโนโลยีในรุ่นต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น เทคโนโลยี 5G มีข้อดีคือสามารถรองรับการดำเนินการที่ต้องอาศัยแบนด์วิธสูงๆ และการตอบสนองที่รวดเร็วได้ (เช่น ยานพาหนะไร้คนขับ) รวมถึงเหมาะกับการดำเนินการที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อระยะไกลและอัตราการกินพลังงานที่ต่ำ

ภาพ Cover โดย  National Strategies

Comments

comments

Sign-up for exclusive content. Be the first to hear about ConvertPlug news.
Subscribe