วันนี้เรามีบทสัมภาษณ์พิเศษจาก Startup ที่ได้เข้าร่วมโครงการ JFDI กันอีกราย โดย Startup แห่งนี้มีชื่อว่า... STYLHUNT วันนี้เราจะไปพูดคุยกับคุณสุรวัฒน์ พรหมโยธินหรือ แซม CEO จาก STYLHUNT ผู้ให้บริการค้นหาร้านค้าในโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็น Facebook และ Instagram ทำให้นักช้อปฯ ออนไลน์ค้นพบสินค้าที่ต้องการได้ง่ายยิ่งขึ้นนั่นเอง

STYLHUNT

thumbsup : รบกวนแนะนำตัวเองและประวัติคร่าวๆ ก่อนที่จะเริ่มธุรกิจ STYLHUNT

แซม: สุรวัฒน์ พรหมโยธินหรือ แซม ผมเป็นคนไทยครับแต่เกิดและโตในอเมริกาและด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนไทยแท้ๆ แต่ย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศในช่วงเวลาที่ผมเติบโต ผมจึงได้รับการเลี้ยงดูแบบลูกผสมระหว่างตะวันตกและตะวันออก ผมจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา ปริญญาโทสาขาวิชาบริหารธุรกิจ (นานาชาติ) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชีวิตการทำงานของผมแบ่งได้เป็น 2 ช่วงครับ ครึ่งแรกของชีวิตการทำงานคือที่ Silicon Valley ในตำแหน่งผู้จัดการผมมีโอกาสบริหารงานหลายด้าน ทั้งงานทางด้านเทคนิควิศวกรรม, งานขาย, การตลาด, การจัดการสินค้า และทรัพยากรบุคคล ที่ Silicon Valley ผมมีประสบการณ์ในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับองค์กรธุรกิจระดับโลกที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้นยังร่วมบุกเบิกในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณท์ใหม่โดยในจำนวนนั้นมีสินค้าใหม่จำนวน 20 รายการซึ่งผ่านกระบวนการพัฒนาผลิตภัณท์และได้ออกจำหน่ายสู่ตลาดสากล ครึ่งที่ 2 ของชีวิตการทำงานเริ่มต้นในประเทศไทย ผมเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Groupon Thailand และหลังจากนั้นผมได้เข้าทำงานที่บริษัท Lyreco (a European based company) ผลงานการทำงานของผมคือรางวัล Sales Director award ซึ่งชนะผู้เข้าแข่งขันจาก 27ประเทศทั่วโลก

thumbsup : อะไรเป็นแรงบันดาลใจในการเริ่มธุรกิจของตัวเอง?

แซม: ผมชอบทำงานครับ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมหลงใหลในการทำงานคือ การได้เห็น “พัฒนาการ” ทั้งในด้านทรัพยากรบุคคล, ขั้นตอนการปฏิบัติงานและวัฒนธรรมองค์กร สำหรับผมแล้ว startup คือ การแสดงออกถึงความชื่นชอบในสิ่งเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

ตอนที่ผมทำงานอยู่ที่ Groupon ผมได้รับการติดต่อจากคุณพีระพล, คุณพิชญ์พล เพ็ญมาศ และคุณก้องเกียรติ ศุภกิจจงเจริญ (กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์การขายของผ่าน eBay ในระดับ eBay Power Sellers) เพื่อขอคำปรึกษาในการจัดตั้งธุรกิจและหาผู้ลงทุน แม้ว่าขณะนั้นเราจะยังไม่ได้ร่วมงานกันแต่จากการพูดคุยในครั้งนั้นและหลายๆ ครั้งต่อๆ มา ผมคิดว่านี่คือทีมที่ผมอยากจะร่วมงานด้วย เพราะพวกเขามีทั้งทักษะในงาน, มีความมุ่งมั่น, สร้างสรรค์ และที่สำคัญ “มีความรัก” ในงานที่ทำ ในเวลาต่อมาเราได้คุณเมธี ตรีวิเชียร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมทีมด้วย ผมมีความเชื่อมั่นในทีมงานนี้เป็นอย่างมาก จนกระทั่งเมื่อสิ้นปี 2556 ที่ผ่านมา ผมจึงตัดสินใจว่าตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2557นี้เป็นต้นไป ผมจะรับหน้าที่ในตำแหน่ง ซีอีโอ STYLHUNT อย่างเต็มตัว

thumbsup : STYLHUNT คืออะไร ? อะไรเป็นแรงบันดาลใจที่ทำธุรกิจนี้ ? และจุดเด่นที่แตกต่างจากบริการอื่นคืออะไร?

แซม: การจะอธิบาย STYLHUNT ผมว่าเราต้องทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในตะวันออกเฉียงใต้กันก่อน ความแตกต่างอยู่ตรงที่ผู้คนส่วนใหญ่ซื้อของจากร้านค้าใน Facebook และ Instagram ไม่ใช่ตามเว็บไซต์ e-commerce  นอกจากนี้ร้านค้าออนไลน์กว่า 1000 ร้านที่มีอยู่นั้น ไม่ลงทุนในการทำ SEO ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะค้นพบร้านค้าออนไลน์เหล่านั้นผ่าน Search Engine เราทดสอบ โดยขอให้ผู้ซื้อค้นหาร้านค้าผ่าน Google และพบว่าผู้ซื้อต้องทำการคลิกมากกว่า 500 ครั้งจึงจะพบร้านค้าเพียง 1 ร้านเท่านั้น แม้ว่าร้านนั้นจะเป็นหนึ่งในร้านค้าที่มีชื่อเสียงติด 20 อันดับแรกบนเฟสบุคของประเทศไทยก็ตาม

STYLHUNT จะช่วยลดเวลาการค้นหาจากกว่า 500 เหลือเพียง 2 คลิกเท่านั้น พวกเรารวบรวมร้านค้าให้อยู่ในที่เดียว จัดเป็นหมวดหมู่ตามประเภท และเรียงลำดับตามจำนวนยอด Likes วิธีนี้ไม่เพียงบอกระดับความนิยมของร้านค้า ทั้งยังแสดงถึงความน่าเชื่อถือของร้านค้าได้อีกด้วย ความน่าเชื่อถือนั้นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับลูกค้าในการทำธุรกรรมทั้งการโอนเงินผ่านธนาคารและการส่งสินค้า เราเชื่อว่าบริการนี้จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรม e-commerce ในไทยโดยตรง เนื่องจากผู้ซื้อออนไลน์นับล้านคนจะสามารถค้นพบร้านค้าเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นความภูมิใจของเรา โดยกว่า 30 ร้านค้าบน Facebook (ในหมวดหมู่เสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว) ที่เรารวบรวมได้ในขณะนี้มียอด Likes เป็นจำนวนสูงถึง 100,000 – 1,300,000 likes

STYLHUNT2

thumbsup : ช่วยแชร์ Business Model ของคุณ ว่ามีลักษณะเช่นไร?

แซม: เรามีส่วนคล้าย Google ครับ เราคือ Search Engine สำหรับร้านค้าและแบรนด์สินค้าแฟชั่น จากมุมมองทางการตลาดแล้วช่องทางที่เรานำเสนอนั้นถือว่ามีประสิทธิภาพมากเนื่องจาก Users ของเราคือกลุ่มนักช้อปออนไลน์ที่มีความคุ้นเคยกับการสั่งซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว ดังนั้นการนำเสนอสินค้าผ่านช่องทางของเราจึงเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้า, สร้างระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น (brand awareness )

thumbsup : ในอีก 2 ปีข้างหน้า คุณวางแผนแนวทางอย่างไรกับบริการ STYLHUNT ?

แซม: แผนของเราคือ การเป็นทางเลือกอันดับ 1 สำหรับนักช้อปออนไลน์ทั้งในประเทศไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ในการค้นหาสินค้าแทน Google วิสัยทัศน์ของเราก็คือ การรวมจุดเด่นต่างๆ ของ Google, Yelp, Pinterest, Tinder และ Alibaba ใน Stylhunt เพื่อให้เราเป็นศูนย์การค้าออนไลน์ที่ดีที่สุดไม่เพียงแต่ในประเทศไทยแต่ในต่างประเทศด้วย

thumbsup : อะไรคืออุปสรรคหรือความท้าทายที่คุณพบเจอ และมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร?

แซม: ความท้าทายของเรา คือ อุปสรรคในเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษ แม้ว่าสมาชิกในทีมของผม ภาษาอังกฤษจะไม่แข็งแรง เราได้ใช้โอกาสในการเข้าร่วมโครงการ JFDI ในประเทศสิงคโปร์นี้ให้เป็นประโยชน์ สมาชิกในทีมของผมทุกคนจะผลัดกันนำเสนอธุรกิจ (pitching) เป็นภาษาอังกฤษต่อหน้าผู้ฟังที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพหรือแม้กระทั่งนักลงทุนต่างชาติ จากการฝึกซ้อมอย่างหนัก แม้จะมีอุปสรรคทางด้านภาษาพวกเขาทุกคนสามารถนำเสนอธุรกิจได้อย่างเป็นมืออาชีพ มีการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นแบบแผน เนื้อหาครบถ้วนและชัดเจน ไม่ทำให้ผู้ฟังสับสน ซึ่งการนำเสนอที่มีคุณภาพนี้ทำให้ทีมของเราเป็นที่ยอมรับและได้รับการจดจำ

thumbsup : คุณเข้าร่วมโครงการ JFDI ได้อย่างไร และได้เรียนรู้อะไรบ้างจากที่นั่นบ้าง?

แซม: สมาชิกในทีมของผมรู้จัก JFDI อยู่แล้วในฐานะ Startup Accelerator อันดับ 1 ในเอเชีย เราใช้เวลาหลายวันในการสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านทางเวปไซต์ จัดทำวิดีโอแนะนำทีมงาน และนำเสนอคอนเซ็ปต์ทางธุรกิจของเราให้คณะกรรมการตัดสินขั้นตอนการคัดเลือกจบลงด้วยการสัมภาษณ์สดเป็นภาษาอังกฤษผ่านทางวีดีโอออนไลน์ โดยคำถามในระหว่างการสัมภาษณ์เป็นคำถามที่ค่อนข้างละเอียดและเจาะลึกตั้งแต่ระดับองค์กร จริยธรรมการทำงาน และความเคารพซึ่งกันและกันในทีม โดยตลอดขั้นตอนการคัดเลือกเราได้ให้เห็นถึงคุณภาพของโปรแกรมนี้ได้เป็นอย่างดี

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาความรู้และประสบการณ์ที่เราได้รับจาก JFDI นั้นมีมากมาย โดยผมขอสรุปเป็นประเด็นสำคัญๆ บางส่วนไว้ดังนี้ :

- Pitch Workshop นั้น สอนโดยโค้ชมืออาชีพ - Mentor Sessions นั้นมีเกือบทุกวัน ผู้ให้คำปรึกษาคือนักลงทุนจากทั่วโลกและผู้ประกอบการที่มีความรู้ในเนื้อหาดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • การจดทะเบียนและข้อตกลงทางกฎหมาย
  • การพัฒนาลูกค้า
  • สินค้า / ความเหมาะสมกับตลาด
  • UX / UI Best Practices
  • การวิเคราะห์
  • การพัฒนาปรับขยายธุรกิจ
  • การระดมทุน
  • การวางแผนทางการเงิน

- โอกาสในการพูดคุยและแนะนำตัวกับเครือข่ายนักลงทุนและผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์ภายใต้การบริหารจัดการ สำหรับผมแล้ว นี่จึงเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้วสำหรับเหล่า startup ภายในระยะเวลาเพียง 100 วัน

thumbsup : คุณมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับธุรกิจ e-commerce ในไทยอย่างไร?

แซม: ด้วยคำถามเดียวกันนี้ ถ้าถามผมเมื่อ 2 – 3 ปีที่ผ่านมาผมเชื่อว่านักลงทุนรายใหญ่ระดับโลกกับเงินลงทุนก้อนโตเท่านั้นจึงจะสามารถครองตลาด e-commerce ในประเทศไทยได้สำเร็จ แต่สำหรับทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าลักษณะเฉพาะของตลาด e-commerce ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้สร้างความได้เปรียบให้กับนักลงทุนระดับโลกที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดแบบสากลและคาดหวังความสำเร็จเดียวกันในตลาดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ ในทางกลับกันการเป็นผู้นำที่จะประสบความสำเร็จได้ในตลาด e-commerce นี้นั้น จะต้องมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนรูปแบบกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมกับความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคในภูมิภาคที่สนใจ ผมคิดว่าคำถามสำคัญคือ ผู้ประกอบย่อยรายไหนจะได้รับความสนใจและถูกซื้อ (acquisition) โดยผู้เล่นระดับโลกเหล่านี้ และการถูกซื้อที่จะไม่ทำลายคุณค่าของธุรกิจนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ซื้อเหล่านี้เขาใจและเคารพในคุณค่าและเอกลักษณ์ของตลาดที่เขาดำเนินธุรกิจอยู่นั่นเอง

thumbsup : สุดท้ายนี้มีอะไรจะฝากถึงเหล่า startups คนไทยบ้าง ?

แซม: ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ “The Lean Startup” ของ Eric Ries ยิ่งอ่านครบสามครั้งได้ยิ่งดี คุณจะได้รับคำแนะนำที่สำคัญมากๆ สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ หลายคนเข้าใจประเด็นสำคัญที่หนังสือเล่มนี้ต้องการจะสื่อผิด เนื่องจากพวกเขาไม่เคยอ่าน หลายคนที่อ่านแล้วก็ยังไม่สามารถหลุดกรอบและเปิดรับแนวความคิดของหนังสือเล่มนี้ได้โดยเฉพาะในหัวข้อที่เกี่ยวกับ MVP ประสบการณ์ในอดีตและการยึดติดในวิธีการเดิมๆ จะเป็นตัวปิดกั้นพวกเขาจากวงจร สร้าง-วัดผล-เรียนรู้ (Build-Measure-Learn cycle) ซึ่ง Eric Ries ได้ให้คำอธิบายว่าสิ่งเหล่านี่เป็นนักฆ่าของเหล่า startups

สำหรับผมแล้ว “The Lean Startup” มีความสำคัญมากถึงขนาดที่ว่าก้าวแรกของผมในการเป็น CEO ของ STYLHUNT คือการจัดเตรียม slide สรุปเนื้อจากหนังสือเล่มนี้เพื่อใช้ในการฝึกอบรมสมาชิกในวันแรกของการทำงานร่วมกันของเรา แนวคิดที่ว่านี้ทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการ JFDI และมีผลลัพธ์จากการทำงานได้อย่างรวดเร็วและน่าประทับใจมากครับ

บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกที่ thumbsup.in.th

RELATED ARTICLE

Responsive image

จากวงการบันเทิง สู่ Angel investor บทสัมภาษณ์พิเศษคุณพอล ภัทรพล

บทสัมภาษณ์สุด Exclusive กับคุณพอล ภัทรพล ศิลปาจารย์ จากนักแสดงชื่อดัง สู่นักธุรกิจ นักลงทุนเน้นคุณค่า และล่าสุดกับการปรากฏตัวในบทบาท angel investor ใน STYLHUNT......

Responsive image

JFDI สิงคโปร์ตัดสินใจปิดโครงการ accelerator ที่มีมาถึง 6 ปี และค้นหาโมเดลธุรกิจใหม่

เป็นข่าวน่าตกใจประจำวันนี้ เมื่อหนึ่งใน accelerator ของสิงคโปร์ที่จัดโครงการมาอย่างต่อเนื่องตลอด 6 ปี ออกมาประกาศว่าจะไม่มีการจัดโปรแกรม accelrator แล้ว เป็นการแจ้งอย่างเป็นทางการโ...

Responsive image

Crowd Curated Shopping เทรนด์ใหม่น่าจับตาโดย ผู้บริหาร STYLHUNT ในงาน Retail World Asia 2015

เมื่อวันที่ 22-23 เมษายนที่ผ่านมา ซีอีโอของ STYLHUNT ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นสัญชาติไทย ที่ช่วยค้นหาสินค้าสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์ของผู้หญิง ได้เข้าร่วมบรรยายในงานสัมมนาเวที Retail Wor...