"เดี๋ยวค่อยเปลี่ยนระบบ" อาจเป็นการตัดสินใจที่แพงที่สุดขององค์กร ทำไม ‘ระบบเก่าที่ยังใช้ได้’ อาจไม่ตอบโจทย์ธุรกิจในยุค AI อีกต่อไป

ในยุคที่ทุกองค์กรแข่งกันพูดเรื่อง AI และ Digital Transformation สิ่งหนึ่งที่มักถูกมองข้ามไปคือรากฐานที่ AI ต้องยืนอยู่ ซึ่งก็คือระบบ IT ที่แข็งแรงพอจะรองรับมันได้จริง

แต่ในความเป็นจริง หลายองค์กรยังคงวิ่งบนระบบเดิมที่สะสม Technical Debt มาหลายปี และผู้บริหารส่วนใหญ่มองการปรับปรุงระบบให้ทันสมัย (System Modernization) ว่าเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ต้องชั่งน้ำหนักว่าจะลงทุนหรือไม่ สิ่งที่พวกเขามักไม่นับคือต้นทุนที่จ่ายไปแล้วทุกวันโดยไม่รู้ตัว ผ่านระบบที่ช้าลง โอกาสที่หายไป และนวัตกรรมที่ไปไม่ถึง

ทีม Techsauce ได้พูดคุยกับคุณแดน - แดนพบ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ABeam Consulting หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจชั้นนำระดับโลก ที่ให้บริการแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดกลยุทธ์ การทรานส์ฟอร์มองค์กร ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งได้ทำโครงการ System Modernization และ Digital Transformation กับองค์กรขนาดใหญ่ในไทยมาอย่างต่อเนื่อง

มุมมองจากคนที่อยู่ในสนามจริงทำให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า การไม่ตัดสินใจก็คือการตัดสินใจ เพียงแต่เป็นการเลือกจ่ายในรูปแบบที่มองไม่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน

เจาะลึก Technical Debt และระบบหน้าตาแบบไหนที่เรียกว่า ‘เก่า’

คุณแดนเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ ว่า การไม่ยอมอัปเกรดระบบ ก็เหมือนการกู้หนี้พอกหางหมู ซึ่งในทาง IT เรียกว่า Technical Debt หรือหนี้ทางเทคนิค

หนี้ก้อนนี้เกิดขึ้นเวลาที่ธุรกิจต้องการฟีเจอร์ใหม่ ๆ แต่ระบบเก่าทำไม่ได้ ทีมงานเลยแก้ปัญหาแบบทางลัดกับระบบเดิม ต้องคอยจัดการแก้ไขเฉพาะหน้าเพื่อให้ระบบยังพอถูไถวิ่งต่อได้ไปวัน ๆ

ผลที่ตามมาคือ ระบบจะเริ่มกลายเป็นใยแมงมุมที่ซับซ้อนและพันกันยุ่งเหยิง ยิ่งปล่อยไว้นาน ค่าบำรุงรักษายิ่งแพงขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด ระบบเก่านี้จะกลายเป็นกำแพงหนาที่ขวางทุกโอกาสเติบโตของธุรกิจ จะขยับตัวทำอะไรใหม่ก็ช้าไปหมดจนโตไม่ทันคู่แข่ง ซึ่งจากประสบการณ์ของ ABeam Consulting หลายองค์กรที่มาล้างระบบในวันที่สายเกินไป มักพบว่าต้นทุนที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่คาดไว้มาก เพราะ Technical Debt ที่สะสมมานานนั่นเอง

อะไรคือสัญญาณที่บอกว่าระบบกำลังกลายเป็นภาระ ไม่ใช่เครื่องมือ

ก่อนจะตัดสินใจปรับปรุงระบบให้ทันสมัย หรือที่เราเรียกว่าทำการ Modernize ระบบนั้นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารต้องเข้าใจคือภาพรวมระบบในองค์กร เพราะมันไม่ได้รวมกันเป็นก้อนเดียว ซึ่งทางคุณแดนได้ให้กรอบความคิดในการมองระบบไอทีในองค์กรโดยแบ่งออกเป็น 3 Layers ง่าย ๆ ดังนี้

  1. End-User Layer ระบบหน้าบ้านที่เปิดให้ผู้ใช้งาน ลูกค้า หรือพนักงานเข้ามาปฏิสัมพันธ์โดยตรง เช่น แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ หรือหน้าจอที่ลูกค้าและพนักงานใช้ส่งข้อมูลหากันโดยตรง
  2. Core Business Layer ระบบหลังบ้านที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานหลักของธุรกิจ เช่น ระบบจัดการเรื่องเงิน บัญชี สต็อกสินค้า และกระบวนการทำงานหลักทั้งหมด
  3. Foundation Layer โครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงสร้างระบบไอที เครือข่าย และที่เก็บข้อมูลทั้งหมดขององค์กร คือส่วนที่คอยค้ำจุนทุกระบบข้างบนไว้

อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าระบบเก่าแล้ว ?

คุณแดนชี้ว่า คำว่า ระบบเก่าในเชิงธุรกิจอาจไม่ได้วัดที่อายุ แต่วัดจาก 'ความช้าในการจัดการ' ซึ่งคำว่าช้า ไม่ได้หมายถึงแค่หน้าจอโหลดช้าอย่างเดียว แต่รวมถึงอาการ เช่น 

  • แก้ไขยาก: งานแก้ไขชิ้นเล็ก ๆ แต่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมหาศาลในการทำ
  • ค่าใช้จ่ายสูง: ค่าบำรุงรักษาพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ
  • เชื่อมต่อยาก: ไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นภายนอกได้ 
  • ข้อมูลขัดแย้ง: ข้อมูลในระบบไม่สอดคล้องกันเอง
  • ความเสี่ยงสูง: มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

คุณแดนเล่าว่า สัญญาณเตือนภัยที่สะท้อนว่าระบบขององค์กรเก่าจนวิกฤตแล้ว คือการที่ฝั่งธุรกิจติดขัดในกระบวนการทำงานประจำวัน และมักจะได้รับคำตอบจากทีม IT ว่า “ทำไม่ได้” เสมอ เมื่อต้องการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อาทิ 

เมื่อต้องการข้อมูลด่วน อยากได้รายงานสรุปยอดขายแบบ Real-time หรือเร็วขึ้นกว่านี้ > ทำไม่ได้ เพราะระบบต้องใช้เวลาประมวลผลข้ามคืน หรือต้องรอปิดรอบบัญชีเป็นสัปดาห์
เมื่อต้องการเชื่อมต่อการทำงาน อยากให้ระบบหน้าบ้านเชื่อมข้อมูลกับระบบคลังสินค้าหลังบ้านโดยตรง > ทำไม่ได้ เพราะโครงสร้างระบบเก่าไม่รองรับการเชื่อมต่อ ทำให้พนักงานยังต้องดาวน์โหลดไฟล์ Excel มาคีย์มือข้ามระบบกันอยู่
เมื่อต้องการใช้นวัตกรรม อยากเอา AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าหรือช่วยตอบแชต > ทำไม่ได้ เพราะ Data ยังกระจัดกระจายและไม่พร้อมใช้งาน

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากทีม IT ไม่อยากทำ แต่เกิดจากข้อจำกัดของเทคโนโลยีเดิมที่มันเดินมาสุดทางแล้ว จนระบบไอทีที่ควรจะเป็นเครื่องมือช่วยเร่งยอดขาย กลับกลายเป็นตัวฉุดรั้งที่ทำให้องค์กรขยับตัวได้ช้ากว่าคู่แข่งในตลาด และนี่คือต้นทุนแฝงที่องค์กรต้องจ่ายไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบ

Framework ที่ ABeam Consulting ใช้ช่วยผู้บริหารตัดสินใจ

จากการทำงานร่วมกับลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ คุณแดนได้แบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจว่า เวลาที่เราพูดถึงระบบเก่า หรือ Legacy System มันไม่ได้แปลว่าเป็นระบบที่ไม่ดีเสมอไป

หัวใจสำคัญมันอยู่ที่ Architecture หรือการออกแบบโครงสร้างระบบมาตั้งแต่ต้น หากระบบนั้นถูกออกแบบมาให้รองรับการขยายตัวและเติบโตได้ดี อายุการใช้งานของระบบก็อาจไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่สิ่งที่ ABeam Consulting มักจะเจอในหลายองค์กรคือ การพยายามแก้ปัญหาแบบ Workaround ที่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือทางอ้อม เพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้ชั่วคราว โดยหลีกเลี่ยงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจให้เร็วที่สุด จนกลายเป็นการสะสม  Technical Debt โดยไม่รู้ตัว

สำหรับผู้บริหารสายธุรกิจที่อยากเริ่มนับหนึ่งในการทำ System Modernization แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก คุณแดนพบแนะนำว่า ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนก้อนใหญ่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ Application Portfolio หรือการรวบรวมระบบทั้งหมดในองค์กรขึ้นมาแผ่กางให้เห็นภาพรวมก่อน ตั้งแต่อายุการใช้งาน วันที่ระบบจะหมดอายุ Support ไปจนถึงตัวผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน

หลังจากเห็นภาพรวมแล้ว ทาง ABeam Consulting จะนำกรอบคิด PACE Layer Architecture ของ Gartner มาช่วยผู้บริหารจัดกลุ่มระบบตามความถี่ที่ควรจะอัปเดต เพื่อให้จัดสรรงบประมาณได้อย่างแม่นยำ ไม่หว่านเงินไปผิดจุด โดยแบ่งเป็น 3 ข้อ อาทิ

  1. Systems of Record คือระบบหลักที่เน้นความเสถียรสูงมาก เช่น ระบบบัญชี หรือระบบธุรกรรมหลัก กลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อย ปกติมีอายุการใช้งานยาวนาน 4 ปีขึ้นไป
  2. Systems of Differentiation คือระบบที่ช่วยให้เราเหนือกว่าคู่แข่ง เช่น ระบบคำนวณราคา ระบบทำโปรโมชัน หรือ Mobile App กลุ่มนี้ต้องพร้อมยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนตามตลาดทุก ๆ 2-4 ปี
  3. Systems of Innovation คือเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI หรือ Data Analytics ที่ออกแบบมาให้ปรับเปลี่ยนได้บ่อยที่สุด เพื่อให้องค์กรใช้ทดลองและค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อแยกหมวดหมู่ได้ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการจัดลำดับความสำคัญ ว่าควรเลือกทำระบบไหนก่อน โดยพิจารณาจาก 3 มิติ คือ ผลกระทบต่อธุรกิจ ความเสี่ยง และความถี่ในการเปลี่ยนแปลง แล้วนำมาเทียบกับต้นทุนที่ต้องจ่ายว่าคุ้มค่ากับประโยชน์ที่จะได้รับกลับมาไหม

ซึ่งเชื่อว่าคำถามที่ตามมาคงเป็น แล้วมีเกณฑ์ในการตัดสินใจไหม ว่าระบบไหนต้องรีบทำเลย กับระบบไหนที่ยังพอถูไถรอไปก่อนได้ ?

ด้านคุณแดนก็ได้ให้คำตอบเอาไว้ว่า “ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ระบบ ERP ที่คนทั้งองค์กรต้องใช้งานและกำลังจะหมดอายุการใช้งาน ระบบนี้มีผลกระทบสูงมาก แถมยังมีความเสี่ยงที่จะหาคนมาดูแลได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต เคสลักษณะนี้แหละครับ คือสิ่งวิกฤตที่องค์กรต้องเลือกหยิบขึ้นมาทำการ Modernize เป็นอันดับแรก”

System Modernization เกี่ยวข้องกับ AI Transformation ไหม

ในยุคที่ทุกองค์กรตื่นตัวและอยากนำ AI เข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจ แต่คำถามสำคัญคือ ถ้าข้อมูลในองค์กรยังกระจัดกระจายอยู่ในระบบเก่า เราจะไปต่อได้อย่างไร ?

คุณแดนพบให้มุมมองและคำตอบในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า AI จะทำงานได้ดี ก็ต่อเมื่อมันได้รับข้อมูลที่มีคุณภาพ ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกที่องค์กรต้องกลับไปแก้ไขและสร้างขึ้นมาให้ได้ก่อน คือการทำ Data Foundation ที่แข็งแรง โดยแบ่งออกเป็น 2 แกนหลักที่คุณแดนแนะนำให้เริ่มทำทันที ได้แก่

1. การวาง Data Governance Policy (นโยบายการกำกับดูแลข้อมูล)

กำหนดกรอบการบริหารจัดการให้ชัดเจนว่า ใครคือเจ้าของข้อมูล มีสิทธิ์เข้าถึงแค่ไหน และระบบการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเป็นอย่างไร เพื่อควบคุมให้ข้อมูลที่ไหลเวียนในองค์กรมีมาตรฐานเดียวกัน

2. การออกแบบ Data Architecture (สถาปัตยกรรมข้อมูล)

วางโครงสร้างระบบการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลใหม่ เพื่อช่วยให้ข้อมูลจากระบบต่างๆ มีคุณภาพ ถูกต้อง แม่นยำ และที่สำคัญคือต้องพร้อมต่อการนำไปป้อนให้ AI ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านคุณแดนก็ได้สรุปให้ฟังง่าย ๆ คือ "ถ้าเราอยากให้ AI ฉลาดและทำงานได้จริง เราต้องเลิกโฟกัสที่ตัวเทคโนโลยี AI แล้วหันกลับมาซ่อมฐานรากอย่างเรื่อง Data Governance และ Data Architecture ก่อน เพราะหากรากฐานข้อมูลไม่แข็งแรง ต่อให้ซื้อ AI ที่เก่งที่สุดในโลกมา มันก็ไม่สามารถสร้างประโยชน์อะไรให้ธุรกิจได้เลยครับ"

อ่านบทความเพิ่มเติม 9 เรื่องที่ผู้บริหารต้องเข้าใจก่อนลงทุน Agentic AI

ราคาของการไม่ตัดสินใจ คือ ต้นทุนที่แพงที่สุดในโลกธุรกิจ

ในท้ายที่สุด คำถามที่ว่า “จะเลือกปรับเปลี่ยนระบบวันนี้ หรือจะรอไปก่อน” อาจไม่ได้มีคำตอบเรื่องของตัวเงินลงทุนเสมอไป เพราะในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความเร็ว คุณแดนพบได้ชี้ให้เห็นความจริงที่น่ากังวลที่สุดอย่างหนึ่งว่า การตัดสินใจที่ล่าช้า จะต้องแลกมาด้วยต้นทุนค่าเสียโอกาสที่พุ่งสูงขึ้นในทุกวินาที

หลายองค์กรมักเข้าใจผิดว่าการนิ่งเฉยอยู่กับระบบเดิมคือการลดค่าใช้จ่าย แต่ในความเป็นจริง มันคือการยอมแบกรับต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็นอย่างต่อเนื่อง องค์กรที่เลือกจะรอไม่เพียงแต่จะสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ จากนวัตกรรมที่ควรจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงทีเท่านั้น

แต่ยังต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายหลังบ้านที่โตสวนทางกับรายได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น หรือความจำเป็นที่ต้องจ้างบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางมารักษาโครงสร้างระบบเก่าไม่ให้ล่มสลายลงไป

ในขณะที่คู่แข่งขยับตัวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมและ AI การเลือกที่จะไม่ตัดสินใจทำ System Modernization ในวันนี้ จึงไม่ต่างอะไรจากการเลือกเดินช้าลงในวันที่คนอื่นกำลังวิ่ง และเมื่อถึงจุดที่ตระหนักได้ว่าต้องเปลี่ยนผ่านจริง ๆ ราคาที่องค์กรต้องจ่ายเพื่อล้างหนี้ทางเทคนิคที่สะสมมานาน ก็อาจจะแพงเกินกว่าที่ธุรกิจจะรับไหวไปแล้ว

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

บริษัทเงินล้านตัวคนเดียว คิดจะทำต้องรู้อะไรบ้าง เจาะแนวคิด Solopreneur และการสเกลธุรกิจด้วย 1 คนกับ AI

ถอดรหัสวิธีคิด Solopreneur สร้างรายได้ 10 ล้าน/ปีตัวคนเดียว พร้อมแนวทางใช้ AI เป็น "ตัวคูณ" สเกลธุรกิจสู่ระดับโลก สรุป Insight สำคัญจากงาน Marketing Oops Summit...

Responsive image

นี่คือยุคของ MANGOS มหาอำนาจ Tech กลุ่มใหม่ ที่กำลังจะมาครองเศรษฐกิจโลก สัญญาณเปลี่ยนผ่านโลกเก่า

าก่อน FAANG! เตรียมต้อนรับ 'MANGOS' (Meta, Anthropic, Nvidia, Google, OpenAI, SpaceX) 6 มหาอำนาจเทคฯ กลุ่มใหม่ที่กำลังจะครองโลกด้วย AI และคลื่น IPO ยักษ์...

Responsive image

ทางรอดของ SME ไทยในยุคเศรษฐกิจโตต่ำอยู่ตรงไหน เมื่อกลยุทธ์การเติบโตและอยู่รอดต้องทำบนความยั่งยืน

Key Takeaways จาก 4 Speakers ที่ร่วมพูดคุยในเซสชัน 'กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ (Winning with Sustainability in a Low-Growth Economy)' ในงาน EARTH JUMP 2026...