
นับเป็นการมาเจอกันที่น่าสนใจ เมื่อสองผู้มีอิทธิพลแห่ง AI อย่าง Dario Amodei ซีอีโอจาก Anthropic และ Demis Hassabis ซีอีโอจาก Google DeepMind มานั่งพูดคุยกันในหัวข้อ The Day After AGI ผ่านงาน World Economic Forum 2026
โดยเป็นการพูดคุยถึงวันที่ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดเท่ามนุษย์ในทุกด้านกำลังจะมาถึง และนี่คือสรุปประเด็นที่น่าสนใจจาก Session นี้

Dario ยังคงเชื่อในไทม์ไลน์เดิมที่เคยพูดไว้ว่า ภายในปี 2026-2027 เราจะได้เห็นโมเดลที่ทำงานได้ทุกอย่างในระดับผู้ชนะรางวัลโนเบล โดยเขาชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันวิศวกรในบริษัทเริ่มปล่อยให้โมเดลเขียนโค้ดแทนแล้ว
ทางฝั่ง Demis มองต่างออกไปว่า AGI อาจเกิดขึ้นในช่วงสิ้นทศวรรษนี้ โดยให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า แม้ AI จะเก่งคณิตศาสตร์และเขียนโค้ดได้เร็วมาก เพราะผลลัพธ์มันตรวจสอบความถูกต้องได้ทันที แต่ในโลกของ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) เช่น เคมีหรือฟิสิกส์ นั้นยากกว่ามาก เพราะต้องใช้เวลาทดลองในห้องแล็บเพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์
รวมถึง AI ปัจจุบันยังขาดความสามารถในการตั้งคำถาม หรือสร้างทฤษฎีใหม่ ๆ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์
สิ่งที่ทั้งคู่มองเห็นตรงกันคือ พลังของ Self-improvement loop หรือการที่ AI สามารถเขียนโค้ดและทำงานวิจัยเพื่อสร้าง AI รุ่นถัดไปได้เอง หากลูปนี้สามารถรันได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์มาคั่นกลาง ความเร็วในการพัฒนาจะพุ่งทะยานแบบก้าวกระโดดทันที
Dario ได้ยกตัวเลขรายได้ของ Anthropic มายืนยันความเร็วนี้ โดยบริษัทเติบโตจากรายได้ 0 เป็น 100 ล้านดอลลาร์ และพุ่งสู่ 1 พันล้านดอลลาร์ในเวลาไม่นาน ซึ่งเขาคาดว่าจะแตะ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี 2025 (Anthropic เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2021) ซึ่งสะท้อนว่าความฉลาดของโมเดลสามารถแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วเพียงใด
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือเรื่อง ‘งาน’ Dario คาดการณ์ว่า งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นอาจหายไปครึ่งหนึ่งใน 1-5 ปีข้างหน้า และเขาห่วงว่าตลาดแรงงานจะปรับตัวตามไม่ทันความเร็วของ AI

ขณะที่ Demis ยอมรับว่าเขาเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวในการจ้างงานเด็กจบใหม่จริง แต่เขาก็แนะนำว่าในยุคนี้ นักศึกษาควรใช้โอกาสจากเครื่องมือ AI เหล่านี้ให้เชี่ยวชาญที่สุด เพราะมันคือเครื่องมือสร้างสรรค์ที่ทรงพลังและเกือบจะฟรี ซึ่งจะช่วยให้คนรุ่นใหม่ก้าวกระโดดในสายอาชีพได้เร็วกว่าการฝึกงานแบบเดิม ๆ
ในมุมของการเมืองระดับโลก Dario เปรียบเทียบเทคโนโลยี AI ขั้นสูงว่ามีผลกระทบเทียบเท่า ‘อาวุธนิวเคลียร์’ เขาจึงสนับสนุนนโยบายไม่ขายชิปประมวลผลให้แก่ประเทศคู่แข่งที่เป็นเผด็จการ เพื่อซื้อเวลาให้โลกได้สร้างมาตรฐานความปลอดภัย
ส่วนเรื่องความกังวลว่า AI จะคิดร้าย ทั้งคู่ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้น โดย Dario เสนอทางออกทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า Mechanistic Interpretability หรือการส่องดูการทำงานภายในสมองของ AI เพื่อทำความเข้าใจและควบคุมมันให้ได้ แทนที่จะปล่อยให้มันเป็นกล่องดำที่เราไม่เข้าใจ
แม้จะมีความเสี่ยง แต่เป้าหมายสูงสุดของทั้งคู่คือการใช้ AI เป็นเครื่องมือไขความลับจักรวาล Dario ยกตัวอย่างฉากจากภาพยนตร์เรื่อง Contact ที่ถามสิ่งมีชีวิตต่างดาวว่า
"พวกคุณรอดพ้นช่วงวัยรุ่นทางเทคโนโลยีมาได้อย่างไรโดยไม่ทำลายตัวเองไปเสียก่อน?" ซึ่งนี่คือโจทย์ใหญ่ที่มนุษยชาติต้องก้าวผ่านไปให้ได้
นอกจากนี้ Demis ยังทิ้งท้ายเรื่อง Fermi Paradox (ปริศนาว่าทำไมเราไม่เคยเจอเอเลี่ยน) ว่า เขาเชื่อว่ามนุษย์อาจจะผ่านจุดวิกฤติมาแล้ว ซึ่งจุดนั้นน่าจะเป็นช่วงการวิวัฒนาการเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ดังนั้น อนาคตของจักรวาลไม่ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่มันเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะเขียนเรื่องราวบทต่อไปเอง
อ้างอิง : สรุปจาก Session The Day After AGI จากงาน World Economic Forum 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด