
World Economic Forum (WEF) เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุด Global Cybersecurity Outlook 2026 ที่ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่โลกหมุนไวกว่าระบบป้องกัน ความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้ยกระดับจากปัญหาทางเทคนิคกลายเป็น Systemic Risk หรือความเสี่ยงเชิงระบบอย่างเต็มรูปแบบ
หมายความว่า หากจุดหนึ่งพังทลาย อาจส่งผลกระทบลูกโซ่ไปทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม ซึ่ง Systemic Ricsk มีปัจจัยเร่ง 3 อย่างด้วยกัน ได้แก่ 1.การก้าวกระโดดของ AI, 2. ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และ 3.ความเหลื่อมล้ำทางไซเบอร์ (Cyber Inequity) ที่กำลังถ่างกว้างกว่าที่เคย
และนี่คือ 5 ประเด็นสำคัญจากรายงานที่ Techsauce อยากให้จับตาในด้านความเสี่ยงไซเบอร์

รายงานระบุว่าโดย 94% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามในรายงานนี้ยกให้ AI เป็นปัจจัยเปลี่ยนเกมสูงสุด
แต่ในปี 2026 นี้ ทิศทางความกังวลได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขจากรายงานชี้ว่า ความกังวลเรื่อง ‘ข้อมูลรั่วไหล’ จากการใช้ Generative AI (34%) ได้แซงหน้าความกังวลเรื่องขีดความสามารถในการโจมตีของแฮกเกอร์ไปแล้ว(29%)
สะท้อนให้เห็นว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือความเสี่ยงจากการใช้งานภายในองค์กรที่ขาดธรรมาภิบาล จนนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลความลับโดยไม่ตั้งใจ
สิ่งที่น่าจับตามองอีกอย่างคือการมาถึงของ Autonomous AI Agents ที่สามารถวางแผนและโจมตีได้ครบวงจร ตั้งแต่การหาช่องโหว่ไปจนถึงการเจาะระบบโดยไม่ต้องพึ่งมนุษย์ รายงานเผยว่านี่คือจุดเริ่มต้นของ Cyber Arms Race หรือการแข่งขันสะสมอาวุธทางไซเบอร์รอบใหม่ ที่ฝ่ายป้องกันต้องวิ่งแข่งกับความเร็วของอัลกอริทึม
แม้ว่าความเสี่ยงจะพุ่งสูง แต่ความพร้อมกลับยังตามไม่ทัน รายงานเผยว่ามีองค์กรเพียง 64% เท่านั้นที่มีกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยของ AI ก่อนนำมาใช้งานจริง แม้ว่าจะเพิ่มขึ้น 37% ในปีก่อนหน้า แต่ก็ยังหมายความว่าอีกกว่า 1 ใน 3 ขององค์กรทั่วโลกกำลังใช้งาน AI โดยปราศจากเกราะป้องกันที่เพียงพอ

ปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อรายงานเผยว่า การฉ้อโกงทางไซเบอร์ (Cyber-enabled Fraud) และ Phishing ได้แซงหน้า Ransomware ขึ้นมาเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ในสายตาของ CEO ทั่วโลก

สาเหตุหลักมาจากการระบาดของ Deepfakes และ Generative AI ที่ทำให้การหลอกลวงแนบเนียนจนแยกไม่ออก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งทรัพย์สินและความเชื่อมั่น สถิติที่น่าตกใจคือ 73% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ตนเองหรือคนในเครือข่ายเคยตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางไซเบอร์ในปีที่ผ่านมา โดยรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือ Phishing (62%) ตามมาด้วยการโกงการชำระเงิน และการขโมยอัตลักษณ์บุคคล
ในทางกลับกัน สำหรับ CISO (ผู้บริหารด้านความปลอดภัย) กลับมองต่างออกไป พวกเขายังยกให้ Ransomware และความเปราะบางของ Supply Chain เป็นเรื่องที่น่ากังวลสูงสุด เพราะในเชิงปฏิบัติการ การถูกล็อกระบบจากการโจมตีไซเบอร์หมายถึงการหยุดชะงักของธุรกิจ ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงทันที
รายงานได้ยกตัวอย่างของ Jaguar Land Rover ที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์ นปี 2025 จนบีบให้ต้องปิดระบบไอที และสายการผลิตทั่วโลกต้องหยุดชะงักไป 5 สัปดาห์ กระทบซัพพลายเออร์กว่า 5,000 ราย ประเมินมูลค่าความเสียหายทางตรงที่เกิดขึ้นกับบริษัทสูงถึง 196 ล้านปอนด์
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ผลกระทบลูกโซ่ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรโดยรวมสูงถึง 1.9 พันล้านปอนด์ ถือเป็นเหตุการณ์ทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภัยไซเบอร์เพียงครั้งเดียว สามารถสั่นคลอนเซรษฐกิจระดับชาติได้

64% ขององค์กรทั่วโลกยอมรับว่าต้องวางแผนรับมือการโจมตีไซเบอร์ที่มีนัยสำคัญทางการเมือง ทว่าสิ่งที่น่ากังวลกว่าภัยคุกคามคือ ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่ลดลง โดย 31% ของผู้บริหารทั่วโลกไม่มั่นใจว่าประเทศของตนจะรับมือกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้ ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว (26%)
นอกจากนี้ ยังเกิดช่องว่างความเชื่อมั่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละภูมิภาค ในขณะที่กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือมีความมั่นใจสูงถึง 84% แต่ในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียนกลับมีความมั่นใจเพียง 13% เท่านั้น
ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่กำลังสะท้อนถึง ความเหลื่อมล้ำทางไซเบอร์ ที่องค์กรขนาดเล็กและประเทศกำลังพัฒนา กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง กลายเป็นจุดอ่อนที่สุดในห่วงโซ่อุปทานโลก ที่แฮกเกอร์พร้อมจะเจาะเข้ามาโจมตีได้ทุกเมื่อ
รายงานปีนี้ย้ำชัดว่า Cybersecurity ไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่ายไอทีในการคอยอุดช่องโหว่ แต่ได้กลายเป็น วาระทางยุทธศาสตร์ของชาติ และเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ชะตาความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ
รายงานได้หยิบยกผลการวิจัยจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่ระบุว่า การโจมตีทางไซเบอร์ที่มีนัยสำคัญเพียงครั้งเดียว สร้างความเสียหายเฉลี่ยต่อธุรกิจหนึ่งแห่งสูงถึง 195,000 ปอนด์ และเมื่อประเมินในระดับชาติ ความเสียหายรวมอาจพุ่งสูงถึง 1.47 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี
ตัวเลขมหาศาลนี้สะท้อนว่า ภัยไซเบอร์กำลังกัดกิน GDP และบั่นทอนศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
ในทางกลับกัน หากเราลงทุนสร้างภูมิคุ้มกันได้สำเร็จ ผลตอบแทนที่จะได้กลับมาก็มหาศาลเช่นกัน ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ที่อ้างถึงในรายงานระบุว่า หากประเทศกำลังพัฒนาสามารถลดอุบัติการณ์ทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ลงได้ จะช่วยดัน GDP ต่อหัวให้สูงขึ้นได้ถึง 1.5%
ความสำคัญในมิตินี้ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวใหม่ระดับโลก คือการจัดตั้ง Centre for Cyber Economics (CCE) ขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคจากภัยไซเบอร์โดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าความปลอดภัยจะเป็นรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตัวถ่วง

รายงานใช้คำว่า Cyber Inequity หรือความเหลื่อมล้ำทางไซเบอร์ที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะมองเห็นได้ในปีนี้
ข้อมูลระบุว่า องค์กรขนาดเล็กมีความเสี่ยงที่จะมีความยืดหยุ่นไม่เพียงพอ มากกว่าองค์กรขนาดใหญ่ถึง 2 เท่า ต้นตอสำคัญของปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่คือ วิกฤตขาดแคลนคน รายงานพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจว่า 85% ขององค์กรที่มีความยืดหยุ่นไม่เพียงพอ กำลังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ในขณะที่องค์กรที่มีความพร้อมสูง มีปัญหานี้เพียง 22%
ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่ใช่เรื่องของใครของมัน แต่เป็นความเสี่ยงของทุกคน เพราะแฮกเกอร์มักเลือกเจาะเข้าทาง backdoor ผ่านซัพพลายเออร์รายเล็กหรือพันธมิตรที่อ่อนแอ เพื่อเข้าถึงเป้าหมายใหญ่ที่มีการป้องกันแน่นหนา
อ้างอิง : Global Cybersecurity Outlook 2026 โดย World Economic Forum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด