ในยุคที่ทุกบริษัทกำลังแย่งกันเป็น AI-First มีสิ่งหนึ่งที่เรามักจะลืมคิดไป นั่นคือ ถ้าไม่มีไฟ ก็ไม่มี AI เรื่องนี้กลายเป็น Mega Trend ที่ถูกหยิบขึ้นมาถกกันอย่างดุเดือดในเซสชัน No Power, No AI บนเวทีระดับโลกอย่าง Summer Davos 2026
งานนี้ได้ตัวท็อปจากทุกวงการมาร่วมพูดคุย นำทีมโดย Michael Wang ผู้ดำเนินรายการชื่อดังจาก CGTN พร้อมด้วยสปีกเกอร์ทั้งฝั่งรัฐบาลและเทคคอมมูนิตี้ ไม่ว่าจะเป็น Nyam-Osor Uchral นายกรัฐมนตรีมองโกเลียที่กำลังผลักดันประเทศสู่อนาคตดิจิทัล, Robin Zeng แม่ทัพใหญ่ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ CATL ยักษ์ใหญ่ด้านแบตเตอรี่โลก, Samaila Zubairu หัวเรือใหญ่จาก Africa Finance Corporation (AFC) และ Dr. Vanessa Chan อดีตมือดีจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ มาร่วมฉายภาพว่า เราจะทำอย่างไรให้ระบบพลังงานโลกวิ่งตามความกระหายของ AI ได้ทัน

สาเหตุที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นวาระเร่งด่วน ถูกสะท้อนผ่านตัวเลขการคาดการณ์ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่า ภายในปี 2030 การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกจะดีดตัวขึ้นเป็นสองเท่า จาก 415 เทราวัตต์-ชั่วโมง พุ่งไปแตะ 945 เทราวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ และตัวเลขนี้อาจทะยานไปถึง 1,200 เทราวัตต์-ชั่วโมงในปี 2035
ที่น่าเป็นห่วงคือ การเติบโตของการใช้พลังงานกว่า 80% กระจุกตัวอยู่แค่ในสองมหาอำนาจอย่าง จีน และ สหรัฐอเมริกา เมื่อโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศมหาอำนาจเริ่มตึงเครียดและอาจรองรับไม่ไหว โจทย์นี้จึงบีบให้อุตสาหกรรม AI ต้องเริ่มมองหาพื้นที่ใหม่ที่พร้อมกว่าในการตั้งฐานทัพ ซึ่งนั่นได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดประตูโอกาสให้กับตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก
เมื่อความต้องการพื้นที่ตั้ง Data Center ล้นตลาด ประเทศที่มีทรัพยากรพร้อมจึงกลายเป็นหมุดหมายใหม่ทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศมองโกเลีย ที่นายกรัฐมนตรีกำลังเร่งใช้ข้อได้เปรียบทางธรรมชาติที่มีทั้งแสงแดดและกระแสลมเกือบตลอดทั้งปี ควบคู่ไปกับการรื้อกฎหมายเดิมเพื่อลดความยุ่งยากของระบบราชการ โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงตัวเองเป็นฮับทางผ่านหรือ Land-linked กับผู้นำเทคโนโลยีอย่างจีน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ในขณะเดียวกัน ทวีปแอฟริกาที่หลายคนมองว่ามีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนทางการเงินสูง กลับมีไพ่ตายซ่อนอยู่ นั่นคือการ ไม่มีระบบเก่าคอยฉุดรั้ง ทำให้แอฟริกาสามารถกระโดดข้ามเทคโนโลยีไปสร้างระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ได้ทันที จุดเด่นนี้ทำให้พวกเขาสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสร้างงานและรองรับการเติบโตของประชากรได้อย่างก้าวกระโดดโดยไม่ต้องเสียเวลารื้อของเดิม
แม้จะมีพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติพร้อม แต่ถ้าเทคโนโลยีที่ใช้ยังกินไฟมหาศาล ปัญหาก็คงไม่จบ การแก้โจทย์นี้จึงต้องพึ่งพานวัตกรรม Deep Tech ทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้ใช้งาน ปัจจุบันบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เริ่มหันมาใช้โมเดลพกพลังงานสะอาดมาเอง (Bring Your Own Clean energy - BYOC) เช่น การลงทุนในพลังงานความร้อนใต้พิภพ เพื่อป้อนกระแสไฟให้ Data Center ของตัวเองโดยไม่ต้องไปแย่งไฟจากโครงข่ายหลัก
ส่วนในมุมของการวิจัย มหาวิทยาลัยชั้นนำกำลังซุ่มพัฒนาสถาปัตยกรรมชิปประมวลผลแบบ 3D ที่ช่วยลดการดึงพลังงานและทำงานได้เร็วขึ้นถึง 4 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องความไม่เสถียรของพลังงานแสงอาทิตย์และลม บริษัทอย่าง CATL จึงได้พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยนวัตกรรมแบตเตอรี่โซเดียมไอออนขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเข้ามาช่วยลดการพึ่งพาแร่ลิเธียมและทำให้การจ่ายไฟเสถียรขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม การมีพื้นที่และนวัตกรรมล้ำสมัยอาจยังไม่พอ หากขาดการยอมรับจากคนในพื้นที่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมามักเกิดกระแส NIMBY (Not In My Backyard) หรือการที่คนในชุมชนลุกขึ้นมาต่อต้านการสร้าง Data Center เพราะมองว่าเป็นตัวสูบพลังงานและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับท้องถิ่น
ทางออกของเรื่องนี้คือการเปลี่ยน Data Center ให้กลายเป็นพลเมืองดีของชุมชน เช่น โมเดลการนำรายได้จาก Data Center มาอุดหนุนให้บิลค่าไฟของคนในพื้นที่ถูกลง หรือเทรนด์ Grey-scaling ที่นำโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทิ้งร้างมาปัดฝุ่นทำเป็นฮับดิจิทัล นอกจากนี้ Data Center ยุคใหม่ยังต้องทำตัวเป็นโครงข่ายอัจฉริยะ ที่พร้อมจะหยุดการใช้ไฟและคายพลังงานในแบตเตอรี่กลับคืนสู่ชุมชนทันทีในยามที่เกิดวิกฤตไฟตกหรือไฟดับ
เมื่อร้อยเรียงภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน นิยามความสำเร็จของโลก AI ในอีก 10 ปีข้างหน้าจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความล้ำหน้าทางซอฟต์แวร์อีกต่อไป แต่คือการบูรณาการระบบประมวลผล ระบบไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงานเข้าด้วยกันตั้งแต่วันแรกที่ออกแบบโครงการ
เป้าหมายสูงสุดที่ผู้นำจากเวทีนี้ฝากไว้ คือการทำให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนบนโลกเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างงานมหาศาล ไปพร้อม ๆ กับการผลักดันให้โลกนี้ใช้พลังงานหมุนเวียนได้เกิน 80% อย่างแท้จริง เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้ ย่อมต้องเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ทำลายโลกใบนี้ทิ้งไปเสียก่อน
บทความนี้เรียบเรียงจากเซสชัน No Power, No AI ในงาน World Economic Forum (Summer Davos 2026) ณ เมืองต้าเหลียน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด