พลังงานที่ใช้ไปกับ AI 80% กระจุกตัวที่จีน-สหรัฐฯ คาดอีก 4 ปีจะผลาญไฟเท่าญี่ปุ่นทั้งประเทศ แล้วเราจะทำอย่างไร

ในยุคที่ทุกบริษัทกำลังแย่งกันเป็น AI-First มีสิ่งหนึ่งที่เรามักจะลืมคิดไป นั่นคือ ถ้าไม่มีไฟ ก็ไม่มี AI เรื่องนี้กลายเป็น Mega Trend ที่ถูกหยิบขึ้นมาถกกันอย่างดุเดือดในเซสชัน No Power, No AI บนเวทีระดับโลกอย่าง Summer Davos 2026

งานนี้ได้ตัวท็อปจากทุกวงการมาร่วมพูดคุย นำทีมโดย Michael Wang ผู้ดำเนินรายการชื่อดังจาก CGTN พร้อมด้วยสปีกเกอร์ทั้งฝั่งรัฐบาลและเทคคอมมูนิตี้ ไม่ว่าจะเป็น Nyam-Osor Uchral นายกรัฐมนตรีมองโกเลียที่กำลังผลักดันประเทศสู่อนาคตดิจิทัล, Robin Zeng แม่ทัพใหญ่ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ CATL ยักษ์ใหญ่ด้านแบตเตอรี่โลก, Samaila Zubairu หัวเรือใหญ่จาก Africa Finance Corporation (AFC) และ Dr. Vanessa Chan อดีตมือดีจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ มาร่วมฉายภาพว่า เราจะทำอย่างไรให้ระบบพลังงานโลกวิ่งตามความกระหายของ AI ได้ทัน

วิกฤต Data Center กินพลังงานระดับประเทศ

สาเหตุที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นวาระเร่งด่วน ถูกสะท้อนผ่านตัวเลขการคาดการณ์ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่า ภายในปี 2030 การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกจะดีดตัวขึ้นเป็นสองเท่า จาก 415 เทราวัตต์-ชั่วโมง พุ่งไปแตะ 945 เทราวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ และตัวเลขนี้อาจทะยานไปถึง 1,200 เทราวัตต์-ชั่วโมงในปี 2035

ที่น่าเป็นห่วงคือ การเติบโตของการใช้พลังงานกว่า 80% กระจุกตัวอยู่แค่ในสองมหาอำนาจอย่าง จีน และ สหรัฐอเมริกา เมื่อโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศมหาอำนาจเริ่มตึงเครียดและอาจรองรับไม่ไหว โจทย์นี้จึงบีบให้อุตสาหกรรม AI ต้องเริ่มมองหาพื้นที่ใหม่ที่พร้อมกว่าในการตั้งฐานทัพ ซึ่งนั่นได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดประตูโอกาสให้กับตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก

พลิกวิกฤตเป็นโอกาสของตลาดเกิดใหม่อย่างมองโกเลียและแอฟริกา

เมื่อความต้องการพื้นที่ตั้ง Data Center ล้นตลาด ประเทศที่มีทรัพยากรพร้อมจึงกลายเป็นหมุดหมายใหม่ทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศมองโกเลีย ที่นายกรัฐมนตรีกำลังเร่งใช้ข้อได้เปรียบทางธรรมชาติที่มีทั้งแสงแดดและกระแสลมเกือบตลอดทั้งปี ควบคู่ไปกับการรื้อกฎหมายเดิมเพื่อลดความยุ่งยากของระบบราชการ โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงตัวเองเป็นฮับทางผ่านหรือ Land-linked กับผู้นำเทคโนโลยีอย่างจีน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ในขณะเดียวกัน ทวีปแอฟริกาที่หลายคนมองว่ามีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนทางการเงินสูง กลับมีไพ่ตายซ่อนอยู่ นั่นคือการ ไม่มีระบบเก่าคอยฉุดรั้ง ทำให้แอฟริกาสามารถกระโดดข้ามเทคโนโลยีไปสร้างระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ได้ทันที จุดเด่นนี้ทำให้พวกเขาสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสร้างงานและรองรับการเติบโตของประชากรได้อย่างก้าวกระโดดโดยไม่ต้องเสียเวลารื้อของเดิม

นวัตกรรม Deep Tech เปลี่ยนเกม

แม้จะมีพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติพร้อม แต่ถ้าเทคโนโลยีที่ใช้ยังกินไฟมหาศาล ปัญหาก็คงไม่จบ การแก้โจทย์นี้จึงต้องพึ่งพานวัตกรรม Deep Tech ทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้ใช้งาน ปัจจุบันบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เริ่มหันมาใช้โมเดลพกพลังงานสะอาดมาเอง (Bring Your Own Clean energy - BYOC) เช่น การลงทุนในพลังงานความร้อนใต้พิภพ เพื่อป้อนกระแสไฟให้ Data Center ของตัวเองโดยไม่ต้องไปแย่งไฟจากโครงข่ายหลัก

ส่วนในมุมของการวิจัย มหาวิทยาลัยชั้นนำกำลังซุ่มพัฒนาสถาปัตยกรรมชิปประมวลผลแบบ 3D ที่ช่วยลดการดึงพลังงานและทำงานได้เร็วขึ้นถึง 4 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องความไม่เสถียรของพลังงานแสงอาทิตย์และลม บริษัทอย่าง CATL จึงได้พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยนวัตกรรมแบตเตอรี่โซเดียมไอออนขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเข้ามาช่วยลดการพึ่งพาแร่ลิเธียมและทำให้การจ่ายไฟเสถียรขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม การมีพื้นที่และนวัตกรรมล้ำสมัยอาจยังไม่พอ หากขาดการยอมรับจากคนในพื้นที่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมามักเกิดกระแส NIMBY (Not In My Backyard) หรือการที่คนในชุมชนลุกขึ้นมาต่อต้านการสร้าง Data Center เพราะมองว่าเป็นตัวสูบพลังงานและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับท้องถิ่น

ทางออกของเรื่องนี้คือการเปลี่ยน Data Center ให้กลายเป็นพลเมืองดีของชุมชน เช่น โมเดลการนำรายได้จาก Data Center มาอุดหนุนให้บิลค่าไฟของคนในพื้นที่ถูกลง หรือเทรนด์ Grey-scaling ที่นำโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทิ้งร้างมาปัดฝุ่นทำเป็นฮับดิจิทัล นอกจากนี้ Data Center ยุคใหม่ยังต้องทำตัวเป็นโครงข่ายอัจฉริยะ ที่พร้อมจะหยุดการใช้ไฟและคายพลังงานในแบตเตอรี่กลับคืนสู่ชุมชนทันทีในยามที่เกิดวิกฤตไฟตกหรือไฟดับ

เมื่อร้อยเรียงภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน นิยามความสำเร็จของโลก AI ในอีก 10 ปีข้างหน้าจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความล้ำหน้าทางซอฟต์แวร์อีกต่อไป แต่คือการบูรณาการระบบประมวลผล ระบบไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงานเข้าด้วยกันตั้งแต่วันแรกที่ออกแบบโครงการ

เป้าหมายสูงสุดที่ผู้นำจากเวทีนี้ฝากไว้ คือการทำให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนบนโลกเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างงานมหาศาล ไปพร้อม ๆ กับการผลักดันให้โลกนี้ใช้พลังงานหมุนเวียนได้เกิน 80% อย่างแท้จริง เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้ ย่อมต้องเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ทำลายโลกใบนี้ทิ้งไปเสียก่อน

บทความนี้เรียบเรียงจากเซสชัน No Power, No AI ในงาน World Economic Forum (Summer Davos 2026) ณ เมืองต้าเหลียน

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Meta เปิดตัว Muse Code AI เขียนโค้ดตัวแรก พัฒนาโดย Alexandr Wang

Meta เปิดตัว Muse Code เอไอเขียนโค้ดตัวแรกของบริษัทเพื่อแข่งขันกับผู้นำตลาดอย่าง Anthropic และ OpenAI...

Responsive image

ซีอีโอ Hugging Face เตือน ‘การกระจุกตัวของอำนาจ’ คือความเสี่ยงที่ใหญ่สุดของวงการ AI

โมเดล AI ของ OpenAI หลุด Sandbox ไปแฮก Hugging Face เอง Clement Delangue ซีอีโอ Hugging Face เผยบทเรียน ชี้ 'Concentration of Power' คือความเสี่ยงใหญ่สุดของวงการ และทำไมโมเดล Open-...

Responsive image

ผลสำรวจ Microsoft พบคนไทยใช้ AI สูง แต่ทักษะคิดวิเคราะห์ยังรั้งท้ายอาเซียน

ไมโครซอฟท์เปิดรายงาน Work Trend Index 2026 สำรวจคนทำงาน 20,000 คนใน 10 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้...