เจาะเหตุผลใน 30 นาทีกับ BCG องค์กรที่เป็น AI First สำเร็จมักจะคิดแบบนี้

ตัวเลขที่น่าสนใจมากในปี 2026 คือ เงินที่อัดฉีดลงไปในโปรเจกต์ AI เริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่คำตอบเรื่องผลตอบแทนกลับยังไม่ชัดเจน คำถามสำคัญที่ติดอยู่ในหัวผู้นำทุกคนในเวลานี้ไม่ใช่แค่เราจะใช้ AI ทำอะไร แต่คือ การลงทุน AI ของเราในวันนี้กำลังพาองค์กรไปสู่ ROI ที่จับต้องได้ หรือพาเราไปสู่การลงทุนที่เสียเปล่ากันแน่

ประเด็นร้อนนี้ถูกยกมาถกกันอย่างเข้มข้นในงานเสวนาประจำไตรมาสของ H.O.W. Bangkok (House of Wisdom) ภายใต้หัวข้อ Burning Platform: Corporate Survival Guide in the Age of AI จัดร่วมกับ Boston Consulting Group (BCG)

งานนี้เปิดฉากด้วยผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจที่มารวมตัวกันเพื่อหาทางรอด ในบทความนี้ Techsauce ได้สรุปข้อมูลจริงจาก Johannes Goltsche, Managing Director & Partner ประจำสิงคโปร์ของ BCG X ผู้ดูแลงานด้าน Generative AI และ AI-driven Customer Engagement ให้กับลูกค้าระดับภูมิภาคอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก ทั้งในกลุ่ม Telco, Media, Tech และ Insurance

ซึ่ง Johannes จะมาเฉลยว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้บางองค์กรทำ AI Transformation แล้วประสบความสำเร็จได้ ROI มหาศาล ในขณะที่อีกหลายองค์กรกลับล้มไม่เป็นท่า และนี่คือ ข้อสรุปตลอด 30 นาทีเต็มของ Johannes เจาะลึกทุกประเด็นสำคัญจากการสำรวจผู้บริหารหลายพันคนทั่วโลกที่จะเปลี่ยนมุมมองการทำ AI Transformation ของคุณไปตลอดกาล

1. เงินลงทุน AI กำลังพุ่งเป็นเท่าตัว และไม่มีใครคิดจะถอย

ประเด็นแรกที่ Johannes ชี้ให้เห็นคือ ความเชื่อมั่นขององค์กรที่มีต่อ AI นั้นชัดเจนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากผลสำรวจผู้บริหารเกือบ 2,000 คนทั่วโลกของ BCG พบว่า สัดส่วนการลงทุนด้าน AI เทียบกับรายได้ต่อปีขององค์กรเติบโตแบบก้าวกระโดด

  • ปี 2024 สัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 0.6% ของรายได้
  • ปี 2025 ขยับขึ้นมาเป็น 0.8% ของรายได้
  • ปี 2026 พุ่งขึ้นไปแตะ 1.7% ของรายได้

ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนใน AI เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวภายในเวลาเพียงปีเดียว และเมื่อเจาะดูรายอุตสาหกรรม จะพบว่าทุกอุตสาหกรรมวางแผนเพิ่มงบประมาณ AI ในปี 2026 ทั้งสิ้น โดยไม่มีกลุ่มไหนเลยที่คิดจะชะลอหรือถอยหลัง

  • Technology: เพิ่มจาก 1.2% เป็น 2.1% (ลงทุนสูงที่สุด)
  • Financial Institutions: เพิ่มจาก 0.9% เป็น 2.0%
  • Insurance: เพิ่มจาก 0.6% เป็น 1.9%
  • Energy and Utilities: เพิ่มจาก 0.6% เป็น 1.9%
  • Consumer: เพิ่มจาก 0.7% เป็น 1.7%
  • Health Care and Medical: เพิ่มจาก 0.8% เป็น 1.6%
  • Public Sector: เพิ่มจาก 0.9% เป็น 1.5%
  • Communication Services: เพิ่มจาก 1.0% เป็น 1.4%
  • Industrials & Real Estate: แม้จะเป็นกลุ่มที่ลงทุนน้อยที่สุด ก็ยังเพิ่มจาก 0.7% เป็น 0.8%
  • All Industries (เฉลี่ยทุกอุตสาหกรรม): เพิ่มจาก 0.8% มาอยู่ที่ 1.7%

สิ่งที่ Johannes เน้นย้ำเป็นพิเศษคือตัวเลข 94% ขององค์กรทั่วโลกที่ยืนยันว่าจะยังคงอัดฉีดงบใน AI ต่อไป แม้ว่าผลตอบแทนจะยังไม่สะท้อนกลับมาเป็นกำไรในงบการเงินปี 2026 ก็ตาม 

และเมื่อเจาะดูในกลุ่มที่มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนแผนหาก initiative ในปัจจุบันไม่ได้ผลตามคาด มีเพียง 6% เท่านั้นที่คิดจะถอนการลงทุน ขณะที่ 70% เลือกจะเดินหน้าต่อแต่ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และอีก 24% เลือกที่จะอัดฉีดทรัพยากรและดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาเสริม ตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์ว่าผู้นำส่วนใหญ่มอง AI เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างระยะยาว ไม่ใช่โปรเจกต์ทดลองชั่วคราวที่พร้อมจะยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้

2. อำนาจตัดสินใจ AI ย้ายจากห้อง IT ขึ้นไปสู่โต๊ะ CEO

อีกประเด็นคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการในองค์กร ในอดีต เรื่อง AI มักถูกมองว่าเป็นเรื่องเทคนิคและถูกโยนให้เป็นภาระของฝ่าย IT หรือ Chief Information Officer (CIO) คอยขับเคลื่อน แต่ในปี 2026 ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป

ผลการสำรวจพบว่า 72% ของ CEO ประกาศตนว่าเป็นผู้ตัดสินใจหลักด้าน AI ในองค์กรด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุสำคัญที่ CEO ต้องลงมาคุมกัปตันเรือด้วยตัวเอง เป็นเพราะ 50% ของ CEO ยอมรับตรง ๆ ว่าความมั่นคงในเก้าอี้บริหารของพวกเขา ขึ้นอยู่กับการวางกลยุทธ์ AI ให้องค์กรชี้ใช้นำทางได้ถูกทิศทาง AI จึงไม่ใช่แค่โปรเจกต์เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลายเป็นเดิมพันสำคัญในตำแหน่งของผู้นำองค์กรเอง

ที่น่าสนใจคือ แม้จะเผชิญแรงกดดันสูง แต่ 82% ของ CEO เหล่านี้กลับมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับศักยภาพของ AI ในการสร้าง ROI มากกว่าปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความกดดันไม่ได้สร้างความหวาดกลัว แต่กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้นำองค์กรเร่งลงมือทำและขับเคลื่อนเชิงรุกอย่างจริงจัง

3 กลยุทธ์ Deploy, Reshape, และ Invent

เพื่อเปลี่ยนเงินลงทุนให้กลายเป็นมูลค่าเชิงธุรกิจ Johannes อธิบายว่าองค์กรทั่วโลกใช้ AI ผ่าน 3 แนวทางหลักเชิงกลยุทธ์ที่ต้องนำมาใช้เสริมกัน ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

  1. Deploy เป็นการนำเครื่องมือ GenAI สำเร็จรูปที่ติดมากับซอฟต์แวร์เดิมมาเปิดใช้งานทันที เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดงานประจำวัน ลดแรงเสียดทานในการทำงาน และลดความจำเป็นในการจ้างงานเพิ่ม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการใช้ AI สรุปการประชุม การช่วยพัฒนาโค้ด การจัดการปฏิทินนัดหมาย หรือการกระทบยอดใบแจ้งหนี้ วิธีนี้ช่วยเพิ่ม Productivity ได้ราว 10-20% แต่เปรียบเสมือนการเก็บผลไม้ที่ห้อยอยู่ต่ำ (Low-hanging fruit) ที่ทำง่ายแต่ให้มูลค่าไม่มากนัก
  2. Reshape เป็นจุดที่องค์กรที่ประสบความสำเร็จจริงทุ่มเทพลังลงไปมากที่สุด คือการนำ AI เข้าไปรื้อโครงสร้างและออกแบบกระบวนการทำงานทั้งสายงานแบบ End-to-End ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายออกแบบและวิศวกรรม ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบริการลูกค้า หรือฝ่ายเทคโนโลยี แทนที่จะเอา AI ไปติดแปะไว้เป็นจุด ๆ องค์กรต้องกลับไปตั้งคำถามใหม่หมดว่า ทั้งสายงานควรมีหน้าตาอย่างไรในวันที่เรามี AI อยู่ในมือ
  3. Invent เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ หรือโมเดลธุรกิจที่เป็น AI-Native ตั้งแต่ต้น เพื่อยกระดับ Value Proposition ให้กับลูกค้าและปลดล็อกโอกาสทางรายได้ใหม่ๆ เช่น การสร้างประสบการณ์ลูกค้าแบบจำเพาะเจาะจงขั้นสุด (Hyper-personalized experience), การพัฒนาสินค้าและบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI, การเปลี่ยนสินทรัพย์ข้อมูลใน Value Chain ให้กลายเป็นรายได้ (Data monetization), หรือการสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรมและข้อมูลเชิงลึก

องค์กรที่คว้า ROI ได้สูงสุด จะไม่หยุดอยู่แค่แนวทางใดแนวทางหนึ่ง แต่จะผสมผสานทั้ง 3 แนวทางเข้าด้วยกัน เพื่อร้อยเรียงไอเดีย AI ไปสู่การทำ Transformation แบบ End-to-End และขยายผลจากการเปลี่ยนแปลงในระดับแผนกไปสู่ Transformation ทั่วทั้งองค์กร

4. ความสามารถของ AI Agent พุ่งขึ้น 1,000 เท่า ใน 30 เดือน

นี่คือสไลด์ที่เรียกเสียงฮือฮาและสร้างความตื่นเต้นที่สุดในงาน คือ การฉายภาพความเร็วของ Agentic AI ผ่านเส้นกราฟ Agent Capability Curve ซึ่งวัดศักยภาพของ AI Agent ที่สามารถคิด วางแผน และลงมือทำงานซับซ้อนต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง เทียบกับความซับซ้อนเชิงเวลา หรือจำนวนชั่วโมงที่มนุษย์ต้องใช้ทำงานชิ้นนั้นโดยไม่ต้องมีคนแทรกแซง

เมื่อย้อนกลับไปในปี 2023 AI Agent ทำงานแทนมนุษย์ได้แค่ระดับภารกิจ 5 นาที ซึ่งเทียบเท่ากับความสามารถของเด็กประถม ต่อมาจึงขยับขึ้นมาทำแทนงานระดับ 1 ชั่วโมงในการช่วยเสริมการทำงานระดับมัธยม และขยับเป็นงานระดับ 10 ชั่วโมงในการช่วยวางแผนระดับพนักงานฝึกงาน 

แต่มาถึงปี 2026 นี้ AI Agent ก้าวกระโดดขึ้นมาทำงานในระดับที่มนุษย์ต้องใช้เวลาถึง 100 ชั่วโมงในการใช้เหตุผลระดับบัณฑิตใหม่ ไปจนถึงงานระดับ 1,000 ชั่วโมงในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งเทียบเท่ากับศักยภาพของ Mid-level employee ได้อย่างน่าทึ่ง

เส้น Exponential ชี้ว่าในอีกราว 18 เดือนข้างหน้า โลกจะได้เห็น AI Agent ทำงานในระดับการใช้ประสบการณ์และการสั่งสมความเชี่ยวชาญเทียบเท่ามนุษย์ที่ทำงานมา 10,000 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับของ Senior

BCG ประเมินว่าการพัฒนาที่พุ่งขึ้นราว 1,000 เท่าในช่วง 30 เดือนนี้ จะช่วยสร้าง Productivity เพิ่มขึ้นให้กับภาคธุรกิจเกินกว่า 30% และส่งผลกระทบต่อ GDP โลกมากกว่า 2% ภายในกรอบเวลา 5 ปีขึ้นไป

รู้จัก 4 โจทย์ความตึงเครียดทางการบริหาร (Strategic Tensions)

ความสามารถที่พุ่งทะยานของ Agent บีบให้ทีมบริหารทุกองค์กรต้องเผชิญกับโจทย์ความตึงเครียดทางการบริหาร 4 คู่สำคัญที่ไม่มีคำตอบถูกผิดตายตัว แต่ต้องบริหารจัดการเพื่อหาจุดสมดุล อาทิ

Scalability vs. Adaptability (การขยายขนาด vs ความยืดหยุ่นในการปรับตัว)

Agentic AI มีความพิเศษคือ มันทำงานได้เป๊ะเหมือนเครื่องจักร แต่ก็ยืดหยุ่นคิดเองได้เหมือนมนุษย์ จุดวัดใจของผู้บริหารคือ 

  • ถ้าเลือก Scalability ก็คือการออกแบบ AI ให้เน้นปั๊มงานมาตรฐานซ้ำ ๆ ปริมาณมหาศาล ระบบจะทำงานได้เร็วและประหยัดมาก แต่พอเจอเคสพิเศษที่หลุดจากตำรา AI จะรับมือไม่ถูกทันที
  • ถ้าเลือก Adaptability ก็คือการตั้งค่าให้ AI มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแปลก ๆ ได้ดี แต่มันจะกินพลังงาน ประมวลผลช้าลง และควบคุมมาตรฐานได้ยากขึ้น

โจทย์ของผู้บริหาร คือ ต้องเลือกว่างานไหนควรใช้ AI แบบหุ่นยนต์ทำตามกฎ เพื่อเน้นปริมาณ และงานไหนควรใช้ AI แบบพนักงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อเน้นความยืดหยุ่น

Experience vs. Expediency (ประสบการณ์สั่งสม vs ความรวดเร็วในการเห็นผล)

ความตึงเครียดระหว่างผลงานด่วน กับความเก่งที่แท้จริง

  • Expediency (เอาเร็วไว้ก่อน): คือการไปหยิบเครื่องมือ AI สำเร็จรูปมาเปิดใช้เลย วันนี้ใช้ พรุ่งนี้เห็นผล พนักงานตื่นเต้น ได้ผลงานระยะสั้นทันที แต่มันจะเก่งได้แค่ระดับพื้นฐานเท่าที่ซอฟต์แวร์แถมมาให้
  • Experience (เน้นสั่งสมประสบการณ์): คือการยอมเสียเวลาและงบประมาณ อัดข้อมูลองค์กร สอนงาน และสั่งสมเคสจริงให้ AI เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วงแรกอาจดูช้าและไม่เห็นผลทันตา แต่ในระยะยาว AI ตัวนี้จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล เพราะมันเข้าใจบริบทธุรกิจของคุณชนิดที่คู่แข่งซื้อตามไม่ได้

Supervision vs. Autonomy (การกำกับดูแล vs ความเป็นอิสระ)

เมื่อพนักงานทุกฝ่ายสามารถสร้าง AI Agent ขึ้นมาช่วยงานตัวเองได้ ระบบการคุมงานแบบเดิมจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป หากจะคุม 100% ให้มนุษย์คอยตรวจสั่งการ AI ทุกก้าว ก็จะปลอดภัย ไม่มีทางหลุด แต่ผลที่ได้คือ งานช้าเท่าเดิม และ AI แทบไม่ได้ช่วยประหยัดเวลา

แต่ถ้าจะปล่อย 100% ปล่อยให้ AI วิ่งทำงานเองหมดโดยไม่มีคนดู งานอาจจะเร็วปรี๊ด แต่ถ้ามันตัดสินใจพลาดขึ้นมา ความเสียหายอาจหลุดไปถึงลูกค้าทันที

โจทย์ของผู้บริหาร จึงเป็นการเลิกคิดแบบสุดโต่งว่าจะคุมหมดหรือปล่อยหมด แล้วเปลี่ยนมาใช้ Blended Model คือการกาง Workflow งานออกมา แล้วจิ้มเลือกให้ชัดว่า จุดไหนปล่อยให้ AI ลุยเองได้เลย และจุดไหนที่เป็นจุดสุ่มเสี่ยงที่ยังต้องมีคนคอยอนุมัติ (Human-in-the-loop)

Retrofit vs. Reengineer (การดัดแปลงของเดิม vs การรื้อออกแบบใหม่)

  1. Retrofit: กระบวนการทำงานเดิมเทอะทะและมีขั้นตอนซ้ำซ้อนอย่างไร ก็แค่เอา AI เข้าไปแทรกใส่เป็นจุด ๆ เพื่อช่วยทุ่นแรง วิธีนี้ทำง่าย พนักงานไม่ต้องปรับตัวเยอะ เห็นผลผลิตขยับขึ้นเล็กน้อยทันที แต่โครงสร้างความซับซ้อนที่ยุ่งเหยิงก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม
  2. Reengineer: ยอมถอยออกมาหนึ่งก้าว ลบภาพกระบวนการทำงานเดิม ๆ ทิ้งไปให้หมด แล้วตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าวันนี้เรามี AI Agent ตั้งแต่วันแรก กระบวนการทำงานที่ดีที่สุดในโลกควรมีหน้าตาอย่างไร? วิธีนี้ต้องใช้เวลา ต้องรับมือกับการต่อต้านของพนักงาน แต่เป็นทางเดียวที่จะปลดล็อก Productivity Gains มหาศาลระดับเปลี่ยนโฉมองค์กร

ผู้นำ 3 กลุ่มและวงจร Trailblazer Flywheel

จากการสำรวจผู้บริหารทั่วโลก BCG ได้จัดหมวดหมู่ผู้นำองค์กรออกเป็น 3 กลุ่ม ตามระดับความเชื่อมั่น งบลงทุน การอัพสกิลพนักงาน และความพร้อมในการรับมือ AI ได้แก่

  1. Followers (ประมาณ 15%): เป็นกลุ่มผู้ตามที่ยังระมัดระวัง แม้จะตระหนักถึงศักยภาพของ AI แต่ยังขาดความเชื่อมั่นเต็มร้อย ทำให้การลงทุนยังจมอยู่กับการทดลองโครงการนำร่องเล็กๆ (POC)
  2. Pragmatists (ประมาณ 70%): เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มีความตื่นเต้นและมั่นใจใน AI แต่จะยอมควักเงินลงทุนก็ต่อเมื่อเห็นกรณีศึกษาที่สำเร็จชัดเจนและความเสี่ยงต่ำเท่านั้น (เน้นรอดูคนอื่นทำก่อน)
  3. Trailblazers (ประมาณ 15%): เป็นกลุ่มผู้นำบุกเบิกที่ขับเคลื่อน AI Transformation ผ่านการลงทุนที่เด็ดขาด การอัพสกิลพนักงานอย่างรวดเร็ว และมีความเชื่อมั่นสูงมากใน ROI ของ AI

สิ่งที่แยกกลุ่ม Trailblazers ออกจากกลุ่มอื่นไม่ใช่เรื่องเงินทุน แต่คือการหมุนวงจรป้อนกลับเชิงบวก 5 ขั้นตอน หรือ Trailblazer Flywheel อย่างต่อเนื่อง อาทิ

  1. Make AI and agentic AI your key priority: สถาปนาให้ AI เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งเพื่อ Disrupt ตัวเองก่อน โดย 24% ของ Trailblazers ตั้งเป้าเร่งความเร็ว AI เป็นวาระสูงสุด
  2. Deepen AI literacy: ผู้นำยอมลงทุนเวลาส่วนตัวศึกษา AI เชิงลึกเพื่อนำการ Transformation ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย 65% ของ Trailblazers ใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญ AI
  3. Commit investments, do less: โยกงบประมาณและสิทธิ์การตัดสินใจเพื่อลงทุน AI ข้ามสายงานขนาดใหญ่แบบมุ่งเป้า โดย 87% ของ Trailblazers อัดฉีดงบลงทุน AI มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026
  4. Upskill and evolve the org: รื้อบทบาทหน้าที่ Workflow และทักษะพนักงานใหม่ทั้งหมด โดย 92% ของ Trailblazers ทำการ Up-skill พนักงานเกินครึ่งองค์กร
  5. Track measurable ROI from AI: ปรับ KPI เพื่อติดตามผลกระทบและสร้าง ROI ที่ยั่งยืน ทำให้ 64% ของ Trailblazers มั่นใจสูงมากว่ากลยุทธ์ AI จะคุ้มค่า

เมื่อหมุนครบรอบ ผลลัพธ์และ ROI ที่วัดได้จริงจะถูกนำกลับไปใช้อัดฉีดการลงทุนในลำดับถัดไป กลายเป็นวงจรหมุนส่งพลังที่สร้างความได้เปรียบเหนือกคู่แข่งอย่างทวีคูณ

สูตรลับ 10/20/70 ที่องค์กรต้องรู้

ปิดท้ายด้วยการฉายภาพโมเดลภูเขาน้ำแข็งที่ Johannes เน้นย้ำว่า การปรับใช้ AI ให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 ส่วน แต่ส่วนสำคัญที่สุดซึ่งเปรียบเสมือนส่วนน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ และเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จกลับไม่ใช่เรื่องของอัลกอริทึม

องค์กรที่ทำสำเร็จจะแบ่งน้ำหนักการทุ่มเททรัพยากรออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. โมเดล AI / อัลกอริทึม = 10% หมายความว่า โมเดล GenAI เก่ง ๆ อย่าง ChatGPT, Claude หรือ Gemini เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ซื้อหรือใช้ได้เหมือนกันหมด มันคือตัวเครื่องยนต์ที่คุณแค่จ่ายเงินก็ดึงมาใช้ได้ทันที การทุ่มเงินหรือเวลาไปไล่ตามหาแค่ว่า "จะใช้โมเดลตัวไหนดีที่สุด" จึงมีผลต่อความสำเร็จขององค์กรแค่ 10% เท่านั้น เพราะคู่แข่งคุณเขาก็เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ไม่ต่างกัน
  2. เทคโนโลยี IT และโครงสร้างข้อมูล = 20% หมายความว่า ต่อให้คุณมี AI เก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีข้อมูลองค์กรที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบไปป้อนให้มัน AI ก็จะตอบมั่ว ดังนั้น ระบบ IT และ Data ที่ดีจึงเป็นฐานรองรับที่จำเป็น แต่น้ำหนักความสำคัญก็ยังอยู่แค่ 20%
  3. คนและกระบวนการ = 70%  มายความว่า การรื้อวิธีทำงานเดิม ออกแบบ Workflow ใหม่ เทรนพนักงานให้ใช้นวัตกรรมเป็น กำหนดกฎการควบคุมไม่ให้ AI ทำงานหลุดกรอบ และการบริหารจัดการคนในองค์กรไม่ให้ต่อต้าน คือภูเขาน้ำแข็งส่วนใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำ และเป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะถึง 70% ต่อให้คุณมี AI ที่ดีที่สุดในโลก (10%) และมีโครงสร้างระบบ IT ที่พร้อมที่สุด (20%) แต่ถ้าพนักงานใช้งานสิ่งนั้นไม่เป็น ฃ หรือไม่มีกฎกติกาที่ชัดเจน องค์กรก็ไม่มีทางวิ่งไปถึงเส้นชัยได้ และอาจชนพังยับตั้งแต่วันแรก

คำถามสำคัญที่ Johannes ทิ้งไว้ให้ผู้นำทุกคนกลับไปครุ่นคิดในวันนี้ จึงไม่ใช่การตั้งรับว่า AI จะฉลาดขึ้นแค่นไหน แต่คือการหันกลับมาตั้งคำถามว่า วันนี้องค์กรของเราพร้อมแล้วหรือยังที่จะเปิดพื้นที่ ทุ่มเทหัวใจให้กับเรื่อง 'คนและกระบวนการ' เพื่อปูทางสู่ความสำเร็จในการสร้าง ROI ที่ยั่งยืน

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Andrej Karpathy เผยวิธีสั่งงาน LLM ให้เข้าใจความคิดมนุษย์ได้เนียนที่สุด

Andrej Karpathy ตัวพ่อแห่งวงการ AI เผยเทคนิค Ramble Session แค่เปิดไมค์พูดพรั่งพรูความคิด 10 นาที AI ก็ช่วยถอดรหัสความยุ่งเหยิงในหัวให้กลายเป็นโครงสร้างเนียนกริ๊บ...

Responsive image

Anthropic อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ Claude Cowork สอนทักษะ AI ง่ายๆ แค่อัดหน้าจอและพูดอธิบาย

Anthropic ปล่อยอัปเดต Claude Cowork เพิ่มฟีเจอร์ Record a Skill สอน AI ทำงานแทนได้ง่าย ๆ แค่อัดหน้าจอและพูดอธิบาย เปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็น AI Skill อัตโนมัติในพริบตา...

Responsive image

Google ปล่อย 3 โมเดลใหม่ เน้นงานไว แต่จ่ายเบากว่าเดิม ในชื่อ 3.6 Flash, 3.5 Flash-Lite และ 3.5 Flash Cyber ใช้ได้แล้ววันนี้

Google DeepMind ปล่อย Gemini 3 รุ่นใหม่! ชูสปีดแรงขึ้น 350 ทอเคน/วิ ประหยัดงบลงสูงสุด 17% เขียนโค้ดเนียนขึ้น พร้อมดักช่องโหว่ไซเบอร์ ตอบโจทย์การสร้าง AI Agent แบบเต็มขั้น...