ตัวเลขที่น่าสนใจมากในปี 2026 คือ เงินที่อัดฉีดลงไปในโปรเจกต์ AI เริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่คำตอบเรื่องผลตอบแทนกลับยังไม่ชัดเจน คำถามสำคัญที่ติดอยู่ในหัวผู้นำทุกคนในเวลานี้ไม่ใช่แค่เราจะใช้ AI ทำอะไร แต่คือ การลงทุน AI ของเราในวันนี้กำลังพาองค์กรไปสู่ ROI ที่จับต้องได้ หรือพาเราไปสู่การลงทุนที่เสียเปล่ากันแน่
ประเด็นร้อนนี้ถูกยกมาถกกันอย่างเข้มข้นในงานเสวนาประจำไตรมาสของ H.O.W. Bangkok (House of Wisdom) ภายใต้หัวข้อ Burning Platform: Corporate Survival Guide in the Age of AI จัดร่วมกับ Boston Consulting Group (BCG)
งานนี้เปิดฉากด้วยผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจที่มารวมตัวกันเพื่อหาทางรอด ในบทความนี้ Techsauce ได้สรุปข้อมูลจริงจาก Johannes Goltsche, Managing Director & Partner ประจำสิงคโปร์ของ BCG X ผู้ดูแลงานด้าน Generative AI และ AI-driven Customer Engagement ให้กับลูกค้าระดับภูมิภาคอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก ทั้งในกลุ่ม Telco, Media, Tech และ Insurance

ซึ่ง Johannes จะมาเฉลยว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้บางองค์กรทำ AI Transformation แล้วประสบความสำเร็จได้ ROI มหาศาล ในขณะที่อีกหลายองค์กรกลับล้มไม่เป็นท่า และนี่คือ ข้อสรุปตลอด 30 นาทีเต็มของ Johannes เจาะลึกทุกประเด็นสำคัญจากการสำรวจผู้บริหารหลายพันคนทั่วโลกที่จะเปลี่ยนมุมมองการทำ AI Transformation ของคุณไปตลอดกาล

ประเด็นแรกที่ Johannes ชี้ให้เห็นคือ ความเชื่อมั่นขององค์กรที่มีต่อ AI นั้นชัดเจนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากผลสำรวจผู้บริหารเกือบ 2,000 คนทั่วโลกของ BCG พบว่า สัดส่วนการลงทุนด้าน AI เทียบกับรายได้ต่อปีขององค์กรเติบโตแบบก้าวกระโดด
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนใน AI เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวภายในเวลาเพียงปีเดียว และเมื่อเจาะดูรายอุตสาหกรรม จะพบว่าทุกอุตสาหกรรมวางแผนเพิ่มงบประมาณ AI ในปี 2026 ทั้งสิ้น โดยไม่มีกลุ่มไหนเลยที่คิดจะชะลอหรือถอยหลัง

สิ่งที่ Johannes เน้นย้ำเป็นพิเศษคือตัวเลข 94% ขององค์กรทั่วโลกที่ยืนยันว่าจะยังคงอัดฉีดงบใน AI ต่อไป แม้ว่าผลตอบแทนจะยังไม่สะท้อนกลับมาเป็นกำไรในงบการเงินปี 2026 ก็ตาม
และเมื่อเจาะดูในกลุ่มที่มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนแผนหาก initiative ในปัจจุบันไม่ได้ผลตามคาด มีเพียง 6% เท่านั้นที่คิดจะถอนการลงทุน ขณะที่ 70% เลือกจะเดินหน้าต่อแต่ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และอีก 24% เลือกที่จะอัดฉีดทรัพยากรและดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาเสริม ตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์ว่าผู้นำส่วนใหญ่มอง AI เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างระยะยาว ไม่ใช่โปรเจกต์ทดลองชั่วคราวที่พร้อมจะยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้

อีกประเด็นคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการในองค์กร ในอดีต เรื่อง AI มักถูกมองว่าเป็นเรื่องเทคนิคและถูกโยนให้เป็นภาระของฝ่าย IT หรือ Chief Information Officer (CIO) คอยขับเคลื่อน แต่ในปี 2026 ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป
ผลการสำรวจพบว่า 72% ของ CEO ประกาศตนว่าเป็นผู้ตัดสินใจหลักด้าน AI ในองค์กรด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุสำคัญที่ CEO ต้องลงมาคุมกัปตันเรือด้วยตัวเอง เป็นเพราะ 50% ของ CEO ยอมรับตรง ๆ ว่าความมั่นคงในเก้าอี้บริหารของพวกเขา ขึ้นอยู่กับการวางกลยุทธ์ AI ให้องค์กรชี้ใช้นำทางได้ถูกทิศทาง AI จึงไม่ใช่แค่โปรเจกต์เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลายเป็นเดิมพันสำคัญในตำแหน่งของผู้นำองค์กรเอง
ที่น่าสนใจคือ แม้จะเผชิญแรงกดดันสูง แต่ 82% ของ CEO เหล่านี้กลับมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับศักยภาพของ AI ในการสร้าง ROI มากกว่าปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความกดดันไม่ได้สร้างความหวาดกลัว แต่กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้นำองค์กรเร่งลงมือทำและขับเคลื่อนเชิงรุกอย่างจริงจัง
เพื่อเปลี่ยนเงินลงทุนให้กลายเป็นมูลค่าเชิงธุรกิจ Johannes อธิบายว่าองค์กรทั่วโลกใช้ AI ผ่าน 3 แนวทางหลักเชิงกลยุทธ์ที่ต้องนำมาใช้เสริมกัน ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

องค์กรที่คว้า ROI ได้สูงสุด จะไม่หยุดอยู่แค่แนวทางใดแนวทางหนึ่ง แต่จะผสมผสานทั้ง 3 แนวทางเข้าด้วยกัน เพื่อร้อยเรียงไอเดีย AI ไปสู่การทำ Transformation แบบ End-to-End และขยายผลจากการเปลี่ยนแปลงในระดับแผนกไปสู่ Transformation ทั่วทั้งองค์กร
นี่คือสไลด์ที่เรียกเสียงฮือฮาและสร้างความตื่นเต้นที่สุดในงาน คือ การฉายภาพความเร็วของ Agentic AI ผ่านเส้นกราฟ Agent Capability Curve ซึ่งวัดศักยภาพของ AI Agent ที่สามารถคิด วางแผน และลงมือทำงานซับซ้อนต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง เทียบกับความซับซ้อนเชิงเวลา หรือจำนวนชั่วโมงที่มนุษย์ต้องใช้ทำงานชิ้นนั้นโดยไม่ต้องมีคนแทรกแซง

เมื่อย้อนกลับไปในปี 2023 AI Agent ทำงานแทนมนุษย์ได้แค่ระดับภารกิจ 5 นาที ซึ่งเทียบเท่ากับความสามารถของเด็กประถม ต่อมาจึงขยับขึ้นมาทำแทนงานระดับ 1 ชั่วโมงในการช่วยเสริมการทำงานระดับมัธยม และขยับเป็นงานระดับ 10 ชั่วโมงในการช่วยวางแผนระดับพนักงานฝึกงาน
แต่มาถึงปี 2026 นี้ AI Agent ก้าวกระโดดขึ้นมาทำงานในระดับที่มนุษย์ต้องใช้เวลาถึง 100 ชั่วโมงในการใช้เหตุผลระดับบัณฑิตใหม่ ไปจนถึงงานระดับ 1,000 ชั่วโมงในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งเทียบเท่ากับศักยภาพของ Mid-level employee ได้อย่างน่าทึ่ง
เส้น Exponential ชี้ว่าในอีกราว 18 เดือนข้างหน้า โลกจะได้เห็น AI Agent ทำงานในระดับการใช้ประสบการณ์และการสั่งสมความเชี่ยวชาญเทียบเท่ามนุษย์ที่ทำงานมา 10,000 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับของ Senior
BCG ประเมินว่าการพัฒนาที่พุ่งขึ้นราว 1,000 เท่าในช่วง 30 เดือนนี้ จะช่วยสร้าง Productivity เพิ่มขึ้นให้กับภาคธุรกิจเกินกว่า 30% และส่งผลกระทบต่อ GDP โลกมากกว่า 2% ภายในกรอบเวลา 5 ปีขึ้นไป
ความสามารถที่พุ่งทะยานของ Agent บีบให้ทีมบริหารทุกองค์กรต้องเผชิญกับโจทย์ความตึงเครียดทางการบริหาร 4 คู่สำคัญที่ไม่มีคำตอบถูกผิดตายตัว แต่ต้องบริหารจัดการเพื่อหาจุดสมดุล อาทิ

Agentic AI มีความพิเศษคือ มันทำงานได้เป๊ะเหมือนเครื่องจักร แต่ก็ยืดหยุ่นคิดเองได้เหมือนมนุษย์ จุดวัดใจของผู้บริหารคือ
โจทย์ของผู้บริหาร คือ ต้องเลือกว่างานไหนควรใช้ AI แบบหุ่นยนต์ทำตามกฎ เพื่อเน้นปริมาณ และงานไหนควรใช้ AI แบบพนักงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อเน้นความยืดหยุ่น
ความตึงเครียดระหว่างผลงานด่วน กับความเก่งที่แท้จริง
เมื่อพนักงานทุกฝ่ายสามารถสร้าง AI Agent ขึ้นมาช่วยงานตัวเองได้ ระบบการคุมงานแบบเดิมจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป หากจะคุม 100% ให้มนุษย์คอยตรวจสั่งการ AI ทุกก้าว ก็จะปลอดภัย ไม่มีทางหลุด แต่ผลที่ได้คือ งานช้าเท่าเดิม และ AI แทบไม่ได้ช่วยประหยัดเวลา
แต่ถ้าจะปล่อย 100% ปล่อยให้ AI วิ่งทำงานเองหมดโดยไม่มีคนดู งานอาจจะเร็วปรี๊ด แต่ถ้ามันตัดสินใจพลาดขึ้นมา ความเสียหายอาจหลุดไปถึงลูกค้าทันที
โจทย์ของผู้บริหาร จึงเป็นการเลิกคิดแบบสุดโต่งว่าจะคุมหมดหรือปล่อยหมด แล้วเปลี่ยนมาใช้ Blended Model คือการกาง Workflow งานออกมา แล้วจิ้มเลือกให้ชัดว่า จุดไหนปล่อยให้ AI ลุยเองได้เลย และจุดไหนที่เป็นจุดสุ่มเสี่ยงที่ยังต้องมีคนคอยอนุมัติ (Human-in-the-loop)
จากการสำรวจผู้บริหารทั่วโลก BCG ได้จัดหมวดหมู่ผู้นำองค์กรออกเป็น 3 กลุ่ม ตามระดับความเชื่อมั่น งบลงทุน การอัพสกิลพนักงาน และความพร้อมในการรับมือ AI ได้แก่


สิ่งที่แยกกลุ่ม Trailblazers ออกจากกลุ่มอื่นไม่ใช่เรื่องเงินทุน แต่คือการหมุนวงจรป้อนกลับเชิงบวก 5 ขั้นตอน หรือ Trailblazer Flywheel อย่างต่อเนื่อง อาทิ

เมื่อหมุนครบรอบ ผลลัพธ์และ ROI ที่วัดได้จริงจะถูกนำกลับไปใช้อัดฉีดการลงทุนในลำดับถัดไป กลายเป็นวงจรหมุนส่งพลังที่สร้างความได้เปรียบเหนือกคู่แข่งอย่างทวีคูณ

ปิดท้ายด้วยการฉายภาพโมเดลภูเขาน้ำแข็งที่ Johannes เน้นย้ำว่า การปรับใช้ AI ให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 ส่วน แต่ส่วนสำคัญที่สุดซึ่งเปรียบเสมือนส่วนน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ และเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จกลับไม่ใช่เรื่องของอัลกอริทึม
องค์กรที่ทำสำเร็จจะแบ่งน้ำหนักการทุ่มเททรัพยากรออกเป็น 3 ส่วน คือ
คำถามสำคัญที่ Johannes ทิ้งไว้ให้ผู้นำทุกคนกลับไปครุ่นคิดในวันนี้ จึงไม่ใช่การตั้งรับว่า AI จะฉลาดขึ้นแค่นไหน แต่คือการหันกลับมาตั้งคำถามว่า วันนี้องค์กรของเราพร้อมแล้วหรือยังที่จะเปิดพื้นที่ ทุ่มเทหัวใจให้กับเรื่อง 'คนและกระบวนการ' เพื่อปูทางสู่ความสำเร็จในการสร้าง ROI ที่ยั่งยืน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด