
หลายประเทศทั่วโลกเริ่มกลับมาทบทวนระบบการศึกษา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการมาของ AI ที่เร่งให้โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้น ทักษะที่ตลาดต้องการวันนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่หลักสูตรเดิมเคยเตรียมไว้ ขณะที่งานระดับเริ่มต้นหลายประเภทกำลังถูก AI เข้ามาแทรกแซง ทำให้รัฐบาลและสถาบันการศึกษาต้องกลับมาคิดว่าหากยังเรียนแบบเดิม เด็กที่จบออกไปจะพร้อมรับมือกับตลาดแรงงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าหรือไม่ และจีนคือหนึ่งในประเทศที่เริ่มขยับปรับระบบอย่างจริงจัง
จีนประกาศว่าเด็กอนุบาลต้องเรียน AI แล้ว ขณะที่มหาเศรษฐีอีกฝั่งโลกยอมจ่ายค่าเทอมปีละ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่ให้ AI เป็นครูแทนคน ส่วนเด็กจบใหม่ก็เริ่มรู้สึกว่าปริญญาที่ถืออยู่ในมือมันเบาลงเรื่อย ๆ เรื่องพวกนี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันตอนนี้ในหลายมุมโลก และที่น่าสนใจคือแต่ละฝ่ายเลือกรับมือกับ AI ไปคนละทาง
รัฐบาลจีนประกาศชัดว่าต่อไปนี้เด็กทุกคนต้องเรียน AI ไม่ใช่แค่เด็กสายคอมฯ เหมือนเมื่อก่อน โดยบังคับให้เริ่มเรียนตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย แถมไม่ได้พูดขึ้นลอย ๆ เพราะจีนสั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศนำไปปรับใช้จริง โดยเน้นให้เด็กฝึกคิด วิเคราะห์ และใช้ AI แก้ปัญหาไม่ใช่แค่ท่องทฤษฎีในหนังสือ
เบื้องหลังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่อยากตามเทรนด์โลก แต่เป็นเพราะจีนถูกสหรัฐฯ สกัดไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงมานาน พอโดนบีบขนาดนี้เข้าจีนก็ยิ่งตระหนักว่าต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ การปั้นเด็กให้เก่ง AI ตั้งแต่เล็กจึงกลายเป็นแผนระยะยาวที่ผูกกับความมั่นคงของประเทศไปโดยปริยาย
แต่ที่น่าคิดคือ ในจังหวะเดียวกันที่จีนพยายามดัน AI แบบสุดตัว รัฐบาลกลับตัดสินใจไม่ตั้งเป้าตัวเลขการจ้างงานสำหรับแผน 5 ปีฉบับหน้า (2026-2030) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี โดยบอกไว้แค่ว่าจะรักษาการจ้างงานให้ ‘อยู่ในระดับที่เหมาะสม’ แล้วค่อยปรับเป้าเป็นปีต่อปีไป พร้อมยอมรับตรง ๆ ว่าต้องรับมือกับผลกระทบ AI ที่มีต่อการจ้างงานด้วย หรือพูดง่าย ๆ คือจีนกำลังเร่งสร้างคนให้เก่ง AI ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่กล้าการันตีว่าจะมีงานรองรับคนเหล่านั้นได้พอเท่าเดิมหรือเปล่า
ถึงอย่างนั้น จีนก็ไม่ได้ปล่อยให้ AI เข้ามาแย่งงานคนแบบไร้การควบคุม เพราะกระทรวงศึกษาธิการสั่งให้มหาวิทยาลัยติวเข้มเรื่อง AI ให้เด็กจบมาตรงกับสเปกที่ตลาดต้องการ ส่วนศาลจีนก็เคยเบรกหลายบริษัทที่พยายามไล่พนักงานออกแล้วเอา AI มาแทนตรง ๆ เหมือนจีนพยายามเดินสายกลาง คือดัน AI เต็มที่ แต่ก็ไม่อยากให้คนตกงานเร็วเกินไปในเวลาเดียวกัน
ในมุมของตลาดแรงงาน AI ก็วิ่งนำหน้าแซงมหาวิทยาลัยไปไกลแล้ว Forbes รายงานว่าปริญญาบางสาขากำลังเสีย value เร็วมาก ไม่ใช่เพราะวิชานั้นไม่มีประโยชน์ แต่เพราะงานระดับ Entry-level job ที่เคยเป็นประตูด่านแรกสู่โลกการทำงาน ตอนนี้ AI เข้ามาทำแทนได้เกือบหมดแล้ว
ซึ่งจากการสำรวจของ Lumina Foundation กับ Gallup ที่ถามนักศึกษาอเมริกันกว่า 6,000 คนเมื่อตุลาคมปี 2025 ที่ผ่านมา พบว่า 47% ของคนที่กำลังเรียนอยู่คิดจะเปลี่ยนสาขาเรียนจริงจัง เพราะกลัวผลกระทบจาก AI และ 16% ได้เปลี่ยนสายไปแล้ว โดยสายอนุปริญญาหรือ ปวส. เปลี่ยนมากกว่าปริญญาตรี ส่วนผู้ชายก็เปลี่ยนมากกว่าผู้หญิงเกือบเท่าตัว มีเพียงสาย healthcare กับ natural sciences เท่านั้นที่ยังรอดพ้นจากคลื่นนี้
ปัญหาจริง ๆ ที่ Forbes ชี้ไว้คือ งานแรกของเด็กจบใหม่ไม่ได้มีไว้แค่ให้หาเงินเดือนก้อนแรกเท่านั้น แต่มันคือ ‘สนามฝึกซ้อม’ ที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำจริงและเรียนรู้ประสบการณ์จริงที่ไม่มีสอนในห้องเรียน เพราะถ้าบันไดขั้นแรกนี้หายไป ถูก AI แย่งไปหมด เด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์จะเอาประสบการณ์จากไหนไปยื่นสมัครงานในขั้นต่อไป
เรื่องนี้ยืนยันด้วยข้อมูลจาก World Economic Forum และ PwC ที่สำรวจคนทำงานระดับเริ่มต้นเกือบ 9,000 คนจาก 48 ประเทศพบว่าเด็กจบใหม่อายุ 15-24 ปี ถึง 37% กำลังทำงานที่เสี่ยงถูก AI แทนที่ เอเชียตะวันออกโดนหนักสุด 75% ตามด้วยอเมริกาเหนือ 69% และยุโรป 63% แต่ที่น่าสนใจคือตำแหน่งงานสำหรับเด็กจบใหม่ เริ่มลดลงตั้งแต่ก่อนที่ ChatGPT จะเปิดตัวเกือบปีแล้ว ซึ่งแปลว่า AI อาจไม่ใช่สาเหตุเดียวของเรื่องนี้ เศรษฐกิจที่ผันผวนก็มีส่วนไม่น้อยเหมือนกัน
รายงานนี้ยังชี้ให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนอยู่อีก 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ช่องว่างระหว่างวัย โดยพบว่าคนรุ่น Baby Boomers ถึง 84% ไม่เคยใช้ AI ช่วยทำงานเลยในรอบปีที่ผ่านมา ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่อย่าง Gen Z มีตัวเลขคนที่ไม่เคยใช้ลดลงมาอยู่ที่ 57% เรื่องที่สองคือ ความพร้อมเรื่องทุนทรัพย์ พนักงานที่ใช้ AI อยู่ทุกวันราว 1 ใน 3 ต้องควักเงินซื้อเครื่องมือเอง ทำให้กลายเป็นว่าใครมีเงินมากกว่าก็ยิ่งเรียนรู้และสะสมทักษะได้เร็วกว่าคนอื่น เรื่องสุดท้ายคือ ผลกระทบที่ต่างกันระหว่างเพศ สายงานที่ผู้หญิงทำเป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่นงานธุรการหรือบริการลูกค้า กลับมีความเสี่ยงที่จะโดน AI เข้ามากระทบสูงกว่าสายงานที่ผู้ชายทำถึงเกือบ 2 เท่า
อีกเรื่องที่ตลกร้ายและดูย้อนแย้ง คือแม้เด็กจบใหม่ 68% จะบอกว่า AI ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ 45% ในกลุ่มเดียวกันกลับบอกว่าพวกเขาต้องใช้เวลาทำงาน 'นานกว่าเดิม' สาเหตุเป็นเพราะพอมี AI เข้ามา หัวหน้าก็คาดหวังผลงานที่สูงขึ้นตาม
ในรายงานยังเตือนเรื่องความเสี่ยงที่เรียกว่า 'Cognitive Atrophy' หรือภาวะสมองฝ่อ คือถ้าเราปล่อยให้ AI คิดแทนไปซะหมดจนไม่ได้ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ของตัวเอง สุดท้ายทักษะเหล่านั้นอาจหายไปถาวรเลยก็ได้ และปัจจุบันมีองค์กรเพียง 16% ทั่วโลกที่ยอมปรับโครงสร้างงานเพื่อรับมือกับ AI อย่างจริงจัง ส่วนใหญ่ทำแค่เอาเทคโนโลยีนี้ไปแปะทับระบบการทำงานเดิมๆ แบบผิวเผินเฉย ๆ เท่านั้น
ในฝั่งของระบบการศึกษาก็เจอปัญหาหนัก เพราะปรับตัวตามเกมนี้ไม่ทัน มีข้อมูลจาก WEF ชี้ว่าทักษะการทำงานถึง 39% จะเปลี่ยนไปในช่วงปี 2025-2030 แถมพนักงานหน้าใหม่ 28% ยังเชื่อว่าทักษะที่มีอยู่ตอนนี้ พอผ่านไปอีก 3 ปีก็จะหมดประโยชน์ไปเกินครึ่ง และมีเพียง 57% เท่านั้นที่รู้สึกว่าวิชาที่เรียนมาเมื่อปีที่แล้วยังพอมีประโยชน์กับการทำงานอยู่บ้าง
ต้นตอของเรื่องนี้จริง ๆ คือความเร็วที่สวนทางกัน ในขณะที่มหาวิทยาลัยต้องวางแผนหลักสูตรล่วงหน้านานนับปี แต่ตลาดแรงงานกลับเปลี่ยนความต้องการใหม่เกือบทุกๆ 3 เดือน จนมีหลายคนพูดว่าตอนนี้โลกเรายังไม่มีคำจำกัดความที่ตรงกันเลยว่าเด็กที่ 'พร้อมทำงานกับ AI' สรุปแล้วหน้าตาต้องเป็นแบบไหนกันแน่
อีกเส้นเรื่องที่น่าจับตาคือ คนระดับท็อปของวงการเทคโนโลยีไม่ได้บริจาคแค่เงินให้มหาวิทยาลัยอยู่ห่าง ๆ แต่เริ่มเดินเข้าไปนั่งอยู่ในสนามนี้เองแล้ว
มีข่าวว่า Jensen Huang เพิ่งตอบรับเข้าร่วมเป็นกรรมการที่ปรึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์และการจัดการ มหาวิทยาลัยซิงหัว ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำด้านเทคโนโลยีของจีน และยังเป็นมหาวิทยาลัยเก่าของสี จิ้นผิงด้วย โดยบอร์ดที่ปรึกษาชุดนี้มี Tim Cook นั่งเป็นประธาน และมีชื่อระดับโลกอยู่เพียบ ทั้ง Elon Musk, Mark Zuckerberg, Satya Nadella, Jack Ma, Pony Ma และ Robin Li
การที่ Jensen ตัดสินใจเข้าไปนั่งในบอร์ดนี้ ท่ามกลางช่วงเวลาที่ Nvidia กำลังโดนสหรัฐฯ คุมเข้มไม่ให้ส่งออกชิปไปจีนจนเสียส่วนแบ่งตลาดให้ Huawei ไปไม่น้อย จึงสะท้อนว่าเขามองสถาบันการศึกษาแห่งนี้เป็นช่องทางรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับจีนไว้ก่อน รอวันที่ตลาดจะเปิดกว้างขึ้นอีกครั้ง
ส่วนอีกฝั่งของโลก มหาเศรษฐีใน Silicon Valley กำลังทำอะไรที่สุดโต่งกว่านั้น คือการควักเงินทดลองสร้างระบบการศึกษาใหม่เองเลย อย่าง Alpha School กับ Forge Prep ที่ให้ AI เป็น ‘ครู’ ในการสอนและปรับบทเรียนให้เข้ากับเด็กแต่ละคน ส่วนครูจริง ๆ จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นโค้ชคอยประกบตอนเด็กลงมือทำกิจกรรมหรือโปรเจกต์ ต่างๆ ตัวอย่างคือ Shaun Johnson หรือนักลงทุนจากซานฟรานซิสโก ที่ยอมจ่ายค่าเทอมปีละ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งลูกวัยอนุบาลเข้าเรียนที่ Alpha School เพราะเชื่อว่าโรงเรียนแบบเดิมล้าสมัยไปแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันข้อมูลได้ว่าเรียนกับ AI แล้วในระยะยาวเด็กจะเก่งขึ้นจริงไหมแม้แต่ Forge Prep เองก็ยังไม่เปิดเผยตัวเลขผลการเรียนใด ๆ ออกมาเทียบให้เห็น แถม MacKenzie Price ผู้ร่วมก่อตั้ง Alpha School ยังเคยบอกว่าโรงเรียนจะเลี่ยงสอน ‘ประเด็นสังคมที่ละเอียดอ่อน’ ซึ่งยิ่งชวนให้สงสัยว่าขอบเขตของคำนี้ครอบคลุมไปถึงเรื่องไหนบ้าง เพราะโรงเรียนมีสอนไปจนถึงเด็กชั้นมัธยม ซึ่งเป็นวัยที่ต้องได้เรียนรู้และรับมือกับเรื่องพวกนี้แล้ว
ครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์อาจมองว่า นี่คือการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เด็กกลุ่มนี้ก็อาจเป็นแค่ 'หนูทดลอง' ของบริษัทเทคโนโลยี แทนที่จะได้เข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาที่การันตีแล้วว่าเวิร์กจริง
หากมองในระดับที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างบรรยากาศในห้องเรียนปัจจุบัน ครูและนักเรียนต่างกำลังหาทางออกร่วมกันว่าจะรับมือและใช้งาน AI อย่างไร ข้อมูลจาก Prosper Insights & Analytics ระบุว่า ปัจจุบันผู้ใหญ่อเมริกันเกินกว่า 1 ใน 3 หันมาใช้งาน Generative AI แล้ว โดยสัดส่วนนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่ม Gen-Z และ Millennials ซึ่งสวนทางกับกลุ่ม Boomers ที่มีอัตราการใช้งานไม่ถึง 25% ข้อมูลดังกล่าวจึงตอกย้ำให้เห็นถึงช่องว่างความคุ้นเคยทางเทคโนโลยีระหว่างวัยได้ชัดเจน
David Brudenell ผู้บริหารจาก Decidr มองแง่ดีว่า AI คือจุดเริ่มต้นของทักษะใหม่ เขาเปรียบเทียบว่าเปรียบเทียบว่าการห้ามใช้ AI ในยุคนี้ ก็เหมือนกับการห้ามใช้อินเทอร์เน็ตเมื่อปี 2000 หรือห้ามใช้เครื่องคิดเลขในปี 1985 ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก Prosper Insights ที่พบว่า 1 ใน 5 ของคนที่ใช้ AI นำเครื่องมือนี้มาใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา เช่น ให้สร้างแบบทดสอบหรือให้อธิบายเนื้อหายาก ๆ ให้เข้าใจง่าย ซึ่งแปลว่ามีนักเรียนที่ใช้ AI เป็นแค่เครื่องมือเสริม ไม่ได้เอามาใช้เรียนแทนตัวเองทั้งหมด
อีกประเด็นที่ถกเถียงกันเยอะคือเรื่อง ‘การลอกผลงาน’ พอ AI เริ่มเขียนงานเก่งขึ้น หลายโรงเรียนก็เลยเอาโปรแกรมตรวจจับ AI มาใช้ แต่ปัญหาคือมันอาจไม่ได้แม่นยำขนาดนั้น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Maryland ที่ลองเอาโปรแกรม AI มาทดสอบ 12 ตัว พบว่ามีโอกาสถึง 6.8% ที่โปรแกรมจะมั่ว หาว่าเด็กใช้ AI ทั้งที่เด็กเขียนเองกับมือ
David Brudenell เลยมองว่า ตอนนี้ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่เด็กแอบใช้ AI ไหม แต่อยู่ที่ ‘วิธีวัดผล’ ของเรามันล้าสมัยไปแล้วหรือเปล่า ถ้า AI ฉลาดพอจะเขียนเรียงความให้ผ่านเกณฑ์ได้ โรงเรียนก็อาจจะต้องเลิกดูแค่งานตอนทำเสร็จ แล้วหันมาดู ‘กระบวนการคิด’ แทน เช่น ดูว่าเด็กใช้ Prompt เก่งแค่ไหน เอาคำตอบจาก AI มาพลิกแพลงยังไง และมีเหตุผลอะไรถึงเลือกทำแบบนั้น
อีกเรื่องที่เขาพูดถึงข้อดีของ AI คือสามารถช่วยปรับการสอนให้เข้ากับเด็กแต่ละคนได้ เพราะเด็กแต่ละคนหัวไวไม่เท่ากัน ยิ่งกับเด็กที่เป็นสมาธิสั้น มีปัญหาทางการอ่าน หรือไม่ได้เก่งอังกฤษ AI จะเข้ามาช่วยอธิบายหรือลดความยากให้พอดีกับเด็กคนนั้นได้ ซึ่งครู 1 คนแทบจะทำแบบนี้กับเด็กทั้งห้องพร้อมกันไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมรับว่าถ้าพึ่ง AI มากไป เด็กก็อาจจะความจำแย่ลงเพราะให้ AI คิดแทนหมด สรุปแล้ว ทางออกจึงไม่ใช่การสั่งห้าม แต่คือสอนให้เด็กใช้ AI ให้เป็น ให้รู้จักคิดวิเคราะห์ และรู้ว่าตอนไหนควรใช้ ตอนไหนควรใช้สมองตัวเองคิด
จากภาพรวมทำให้เห็นว่าทุกฝ่ายต่างยอมรับว่า AI ได้เข้ามาพลิกโฉมการศึกษาไปแล้ว แต่ยังไม่มีใครพบสูตรสำเร็จในการรับมือ แต่ละภาคส่วนจึงเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาที่ต่างกันออกไป จีนใช้นโยบายปรับเปลี่ยนระบบทั้งประเทศ ขณะที่ตลาดแรงงานโลกอาจเริ่มปฏิเสธใบปริญญา กลุ่มทุนบางส่วนพยายามเข้าไปมีบทบาทในมหาวิทยาลัย ขณะที่อีกกลุ่มเลือกทดลองสร้างโรงเรียนแนวใหม่ที่ยังไม่มีผลลัพธ์ระยะยาวรองรับ ส่วนในห้องเรียนครูและนักเรียนก็ยังต้องหาข้อสรุปร่วมกันว่าเส้นแบ่งระหว่างใช้ AI ช่วยเรียน กับให้ AI ทำงานแทน อยู่ตรงไหน
จุดร่วมของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ AI พัฒนาเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างการศึกษา ทั้งหลักสูตรและการวัดผลที่ยังคงออกแบบมาเพื่อโลกยุคเก่า
รายงาน WEF ยังเตือนว่าถ้าองค์กรหยุดรับและหยุดปั้นเด็กรุ่นใหม่ตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตจะไม่มีคนทำงานที่เข้าใจวัฒนธรรมและรู้ใจบริษัทเหลืออยู่เลย เพราะเซนส์และไหวพริบในการทำงานพวกนี้ไปหาจ้างคนนอกมาทำแทนไม่ได้ ต้องใช้เวลาคลุกคลีและปั้นขึ้นมาจากคนในองค์กรเท่านั้น
มาถึงตรงนี้ คงไม่ต้องมานั่งเถียงกันแล้วว่า AI จะเปลี่ยนการศึกษาไหม เพราะความจริงคือมันเปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว ประเด็นสำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่ว่า ทั้งระบบการศึกษา องค์กร และครอบครัว จะปรับตัวรับมือได้ทันหรือเปล่า เพราะความเร็วในการปรับตัวจะเป็นตัวตัดสินชัดเจนว่าใครจะได้ไปต่อ ซึ่งมันจะกระทบกันหมดเป็นลูกโซ่ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษาที่จะเอาตัวรอดในตลาดแรงงานได้ไหม โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยจะยังผลิตคนที่ตอบโจทย์โลกได้หรือเปล่า ไปจนถึงบริษัทต่าง ๆ ว่าจะสู้คู่แข่งไหวไหม พูดง่าย ๆ คือ ไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่จุดไหน ถ้าปรับตัวไม่ทันก็อาจจะตามคนอื่นลำบากและอยู่ยากขึ้นในโลกการทำงานยุคใหม่ แต่ถ้าเราเปิดใจพร้อมเรียนรู้และปรับตัวไปกับมัน เราก็จะเดินต่อไปได้และไม่ตกขบวน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด