ทำไม Middle Management ถึงอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป อธิบายโครงสร้าง Block บริษัทใหม่ของ Jack Dorsey ปลดคนฟ้าผ่า เปลี่ยนวิธีคุมคนด้วย AI

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2026 Jack Dorsey ส่งอีเมลถึงพนักงาน Block ทุกคน ใจความสั้น ๆ แค่สามย่อหน้า แต่เนื้อหาสะเทือนทั้งวงการ “พนักงาน 4,000 คน หรือเกือบ 40% ของบริษัท จะถูกปลดออก”

ไม่ใช่เพราะบริษัทขาดทุน ไม่ใช่เพราะสภาพตลาด แต่เป็นเพราะ AI ทำงานเหล่านั้นได้แล้ว

ตลาดหุ้นไม่ได้ตกใจ กลับตื่นเต้นด้วยซ้ำ หุ้น Block พุ่งขึ้น 25% หลังประกาศ นักลงทุนมองว่านี่ไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทรูปแบบใหม่

ล่าสุด วันที่ 31 มีนาคม 2026 Dorsey กับ Roelof Botha จาก Sequoia Capital ก็ตีพิมพ์บทความชื่อ ‘From Hierarchy to Intelligence’ เพื่ออธิบายว่า Block กำลังทำอะไรกันแน่ และทำไมพวกเขาถึงเชื่อว่าทุกบริษัทจะต้องเดินตามมา

ในบทความนี้ Techsauce จะพาไปถอดวิสัยทัศน์ของ Jack Dorsey ตั้งแต่ต้นกำเนิดของโครงสร้างองค์กรที่ใช้มา 2,000 ปี ไปจนถึงโมเดลใหม่ที่ Block กำลังสร้าง

2,000 ปีของโครงสร้างที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มาจากกองทัพโรมัน

ก่อนจะเข้าใจว่า Block กำลังทำอะไร เราต้องเข้าใจก่อนว่าโครงสร้างองค์กรที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มาจากไหน

Dorsey และ Botha เล่าย้อนไปถึงกองทัพโรมันเมื่อ 2,000 ปีก่อน กองทัพโรมันมีทหารหลายพันคนและต้องเดินทางไกล ปัญหาคือจะสื่อสารและสั่งการอย่างไรในยุคที่ไม่มีเทคโนโลยี 

พวกเขาพบความจริงข้อหนึ่งว่า มนุษย์ 1 คน สามารถดูแลและสั่งการคนใต้บังคับบัญชาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแค่ประมาณ 3-8 คนเท่านั้น ดังนั้น วิธีเดียวที่จะคุมคน 5,000 คนได้ คือการจัดโครงสร้างแบบซ้อนชั้นขึ้นมา

  • หัวหน้า 1 คน (Decanus) คุมลูกน้อง 8 คน
  • ขยับขึ้นไปเป็น Centurion คุม 80 คน
  • ไล่ระดับไปจนถึง Legion ที่คุม 5,000 คน

หลักการง่าย ๆ คือ คนหนึ่งคนดูแลได้ประมาณ 3-8 คน ต้องเพิ่มชั้นการบังคับบัญชาเมื่อองค์กรโตขึ้น นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า 'Span of Control' และมันยังเป็นหลักการพื้นฐานขององค์กรทุกแห่งบนโลกจนถึงทุกวันนี้

ยุคกองทัพปรัสเซีย กำเนิด Middle Management

จากกองทัพโรมัน โครงสร้างนี้ถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ กองทัพปรัสเซียในศตวรรษที่ 19 ที่สร้างระบบใหม่ขึ้นมา หลังพวกเขาเรียนรู้ว่า การพึ่งพาความเก่งกาจของแม่ทัพสูงสุดเพียงคนเดียวนั้นไม่พอ จึงได้ตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า General Staff (ฝ่ายเสนาธิการ)

เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ไม่ได้มีหน้าที่ถือปืนไปรบแนวหน้า แต่มีหน้าที่ประมวลผลข้อมูล วางแผน และประสานงานข้ามหน่วยกองทหารต่างๆ

นี่คือต้นกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า 'Middle Management' หรือผู้จัดการระดับกลางคนแรกๆ ของโลก ที่มีหน้าที่หลักคือการรับส่งข้อมูล ตัดสินใจล่วงหน้า และจัดระเบียบองค์กรที่ซับซ้อนให้ทำงานสอดคล้องกัน

ยุคบริษัทรถไฟอเมริกัน กำเนิด Organization Chart แผ่นแรกของโลก

ในช่วงปี 1840-1850 วิศวกรทหารอเมริกันได้นำโครงสร้างทางทหารนี้มาประยุกต์ใช้กับโลกธุรกิจเป็นครั้งแรกในธุรกิจการเดินรถไฟ เนื่องจากเส้นทางรถไฟขยายวงกว้างมาก การบริหารงานแบบหลวม ๆ ตามสัญชาตญาณแบบเดิมเริ่มทำให้ระบบล้มเหลว และเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกันจนมีผู้เสียชีวิต

ในปี 1855 Daniel McCallum จึงได้วาด 'แผนผังองค์กร (Organization Chart)' แผ่นแรกของโลก ขึ้นมา เพื่อกำหนดสายบังคับบัญชา เส้นทางการรายงาน และการไหลเวียนของข้อมูลให้ชัดเจนแบบเดียวกับกองทัพโรมัน

จากนั้น Frederick Taylor ก็มาเพิ่มแนวคิด Scientific Management แบ่งงานเป็นชิ้น ๆ มอบให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน วัดผลด้วยตัวเลข นี่คือต้นกำเนิดของ 'Functional Pyramid' ที่บริษัทส่วนใหญ่ยังใช้อยู่

ที่น่าสนใจคือ มีความพยายามจะทำลายโครงสร้างนี้มาตลอด ตั้งแต่ Manhattan Project ที่ Robert Oppenheimer สร้าง Cross-functional Team ข้ามสาย, McKinsey ที่ออกแบบ Matrix Organization ในทศวรรษ 1950, Spotify ที่ใช้ Squad Model, Zappos ที่ลอง Holacracy ยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการทั้งหมด ไปจนถึง Valve ที่ไม่มี Hierarchy เลย

แต่ทุกครั้งที่องค์กรโตเกินหลักร้อยคน ก็กลับมาใช้โครงสร้างแบบเดิม เพราะไม่มีเทคโนโลยีไหนทำหน้าที่ประสานงานแทนคนได้

Dorsey บอกว่า จากประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่ผ่านมา ตอนนี้เรามีโครงสร้างองค์กรแบบใหม่เกิดขึ้นบนโลกแล้วด้วย AI

ไม่ใช่แค่ให้คนใช้ AI แต่ให้ AI เป็นตัวบริษัท นี่คือสิ่งที่ Block ทำ

บริษัทส่วนใหญ่ใช้ AI แบบ 'Copilot' ให้พนักงานทุกคนมีผู้ช่วย AI ทำงานเร็วขึ้น เขียนโค้ดเร็วขึ้น ตอบอีเมลเร็วขึ้น แต่โครงสร้างองค์กรไม่เปลี่ยน ยังมีหัวหน้า มีผู้จัดการ มีการประชุมเหมือนเดิม

Dorsey บอกว่านั่นคือการทำให้โครงสร้างเดิม 'ดีขึ้นนิดหน่อย' โดยไม่เปลี่ยนอะไรเลย

Block ต้องการอะไรที่ต่างออกไป พวกเขาสร้างบริษัทให้เป็น 'Intelligence' หรือที่ Dorsey เรียกว่า 'Mini-AGI' ซึ่งหมายถึงการแทนที่กลไกการประสานงานขององค์กรด้วย AI โดยโมเดลนี้ตั้งอยู่บนสององค์ประกอบ

อย่างแรกคือ Company World Model 

หมายถึงภาพจำลองของทั้งบริษัทที่ AI สร้างและอัปเดตตลอดเวลา 

Block เป็นบริษัทที่ทำงาน Remote-first ทุกอย่างถูกบันทึกเป็นข้อมูล ทั้งการตัดสินใจ การประชุม โค้ด ดีไซน์ แผนงาน ปัญหา ความคืบหน้า ทั้งหมดนี้คือวัตถุดิบที่ AI ใช้สร้างแผนที่ของบริษัททั้งหมดขึ้นมา

เมื่อก่อน หน้าที่ของผู้จัดการคือรู้ว่าทีมทำอะไร แล้วส่งต่อข้อมูลขึ้นไปข้างบนและลงมาข้างล่าง ตอนนี้ AI ทำหน้าที่นั้นได้แบบต่อเนื่อง ไม่ต้องรอประชุม ไม่ต้องรอรายงาน

อย่างที่สองคือ Customer World Model

นี่คือจุดที่ Block มีข้อได้เปรียบที่บริษัทอื่นเลียนแบบยาก

Block เห็นทั้งสองฝั่งของธุรกรรม ฝั่งผู้ซื้อผ่าน Cash App และฝั่งผู้ขายผ่าน Square ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลเปล่า ๆ แต่เป็นเงินจริง ๆ ที่คนจ่าย ออม โอน กู้ และคืน ทุกธุรกรรมคือความจริงของชีวิตคนหนึ่งคน นี่คือวัตถุดิบชั้นดีของ AI ในการไปต่อยอดให้ Business Model ใหม่ๆ ของบริษัท

4 ชั้นของบริษัทแบบใหม่ ไม่มี 'ผลิตภัณฑ์' มีแต่ 'ความสามารถ'

Dorsey และ Botha วางโครงสร้างของบริษัทใหม่ไว้ 4 ชั้น ประกอบไปด้วย

ชั้นแรกคือ Capabilities 

ชั้นนี้ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นความสามารถพื้นฐานทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระเงิน, สินเชื่อ, ออกบัตร, บริการธนาคาร, ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง, payroll 

สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์หรือ 'Building blocks' ที่ไม่มีหน้าตา (UI) เป็นของตัวเอง แต่ถูกสร้างขึ้นมาให้ได้มาตรฐานตามกฎระเบียบและมีความเสถียรสูงสุด เพื่อเตรียมพร้อมรอให้ระบบนำไปประกอบร่างใช้งานตามความต้องการ

ชั้นที่สองคือ World Model 

ตัวอย่างของ Block มี 2 โมเดลคือ 

1.Company World Model ทำหน้าที่แทนที่ผู้จัดการในการทำความเข้าใจว่าบริษัทกำลังทำอะไรอยู่ มีผลงานอย่างไร และเป้าหมายคืออะไร 

และ 2. Customer World Model เป็นโมเดลที่เข้าใจลูกค้าหรือร้านค้าแต่ละรายอย่างลึกซึ้ง โดยสร้างขึ้นจากข้อมูลธุรกรรมจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะถูกพัฒนาขีดความสามารถไปสู่การวิเคราะห์เชิงเหตุผลและการคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำในอนาคต

ชั้นที่สามคือ Intelligence Layer

เป็นชั้นที่ประกอบ Capabilities ต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้าแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลา

Dorsey ยกตัวอย่างไว้น่าสนใจมาก สมมติร้านอาหารกำลังจะเจอช่วง Low Season ระบบเห็นแล้วว่ากระแสเงินสดกำลังจะตึงตัว Intelligence Layer จะดึงระบบสินเชื่อระยะสั้นและปรับตารางชำระเงิน พร้อมนำเสนอให้ร้านค้าทันทีก่อนที่เจ้าของร้านจะเอ่ยปากว่าต้องการเงินหมุนเวียน

หรือเมื่อผู้ใช้ Cash App ย้ายเมืองใหม่ ระบบจะจัดการ Direct Deposit ใหม่ ปรับ Cash App Card ให้เหมาะหมวดร้านค้าในย่านใหม่ และตั้งเป้าออมเงินให้เหมาะกับรายได้ที่เปลี่ยนไป ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดย ไม่มี Product Manager ตัดสินใจสร้างโซลูชัน แต่เป็น AI ที่ทำหน้าที่ประกอบมันขึ้นมาเองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

ชั้นที่สี่คือ Interfaces

แอปพลิเคชันหรือตัวอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อย่าง Square, Cash App, Afterpay, TIDAL, Bitkey ทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางส่งมอบโซลูชัน  แต่ไม่ใช่ที่อยู่ของคุณค่าที่แท้จริง เพราะคุณค่าที่แท้จริงของบริษัทไปรวมอยู่ที่ตัว Model และ Intelligence แล้ว

ในอดีต Product Manager ต้องมานั่งตั้งสมมติฐานว่า ฟีเจอร์ต่อไปที่จะสร้างคืออะไร แต่ในโลกของ Block หาก Intelligence Layer พยายามประกอบโซลูชันให้ลูกค้าแล้วทำไม่ได้เพราะ ขาด Capability บางอย่าง สัญญาณความล้มเหลวนั้นจะกลายมาเป็น Roadmap ล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ

นั่นแปลว่า ความเป็นจริงของลูกค้าจะเป็นคนกำหนด Backlog ในการทำงานของบริษัทเองโดยตรง

เมื่อ AI เป็นตัวประสาน แล้วคนทำอะไร ?

เมื่อ Intelligence ถูกฝังตัวอยู่ในระบบแล้ว หน้าที่มนุษย์จะถูกย้ายไปอยู่ 'ขอบนอกสุด' ซึ่งเป็นจุดที่ต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง ต้องใช้สัญชาตญาณ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม ความน่าเชื่อถือ และบริบททางวัฒนธรรมที่ AI ยังทำไม่ได้ 

โดยบทบาทของมนุษย์ในองค์กรจะถูกจัดระเบียบให้เหลือเพียง 3 บทบาทหลัก ดังนี้

Individual Contributor (IC) 

คือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สร้างและดูแล Capability, โมเดล, Intelligence Layer และ Interface ต่าง ๆ 

ในองค์กรแบบเดิม IC มักจะขาดบริบทภาพรวมและต้องรอให้ผู้จัดการสั่งงาน แต่ในโมเดลนี้ ระบบ AI (World Model) จะทำหน้าที่ป้อนบริบทข้อมูลทั้งหมดที่ผู้จัดการเคยให้ ทำให้ IC มองเห็นภาพรวมและสามารถตัดสินใจลงมือทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสายการบังคับบัญชา

Directly Responsible Individual (DRI) 

คือคนที่รับผิดชอบปัญหาเฉพาะเรื่องแบบข้ามทีม เช่น แทนที่จะทำงานติดอยู่ในไซโลของแผนกใดแผนกหนึ่ง DRI จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการดึงทรัพยากรจากทีมต่าง ๆ (เช่น ดึงคนจากทีม World model, ทีม Lending, และทีม Interface) มารวมตัวกันเพื่อบรรลุเป้าหมายเฉพาะ 

เช่น การแก้ปัญหาร้านค้ายกเลิกบริการภายใน 90 วัน และเมื่อแก้ปัญหาจบ ก็จะย้ายไปรับผิดชอบปัญหาใหม่ ทำให้โครงสร้างองค์กรคล่องตัวไม่หยุดนิ่ง

Player-Coach 

คือบทบาทที่มาแทนผู้จัดการแบบเดิม ในอดีตผู้จัดการต้องใช้เวลาหมดไปกับการประชุมอัปเดตสถานะ, การจัดระเบียบข้อมูล และการจัดลำดับความสำคัญของงาน แต่ในบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วย AI ระบบ World Model จะจัดการเรื่อง Alignment ให้ทั้งหมด และระบบ DRI ก็จะจัดการเรื่องทิศทางและกลยุทธ์ให้ 

ดังนั้น Player-Coach จึงไม่ต้องมานั่งประชุมทั้งวัน แต่จะได้กลับไป 'ลงมือทำงานจริง' (เช่น เขียนโค้ด สร้างโมเดล หรือออกแบบ) ควบคู่ไปกับการโฟกัสที่การพัฒนาทักษะและการเติบโตของเพื่อนร่วมทีม

Dorsey เชื่อว่า บริษัทอาจไม่มีความจำเป็นต้องมีผู้จัดการระดับกลาง (Middle Management) แบบถาวรอีกต่อไป เพราะหน้าที่ดั้งเดิมของผู้จัดการระดับกลางตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คือการเป็นกลไกมนุษย์ในการรับส่งข้อมูลและประสานงาน ระหว่างเบื้องบนกับเบื้องล่าง

เมื่อเรามีเทคโนโลยี AI ที่สามารถจัดเก็บ สร้างแบบจำลอง และประสานงานข้อมูลได้ดีและเร็วกว่ามนุษย์ ระบบก็จะทำหน้าที่ประสานงานแทนทั้งหมด ทำให้มนุษย์ทุกคนในองค์กรได้ขยับไปทำงานที่สร้างคุณค่าจริง ๆ และได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น

คำถามที่ทุกบริษัทต้องตอบ

Block ไม่ได้แค่พูด พวกเขาลงมือทำแล้ว ตอนนี้ปลดคน 4,000 ตำแหน่ง ตั้งงบปรับโครงสร้างบริษัทไว้ที่ 450-500 ล้านดอลลาร์ และตั้งเป้าสร้าง Gross Profit ปี 2026 ที่ 12,200 ล้านดอลลาร์

CTO ของ Block อย่าง Dhanji Prasanna กำลังพัฒนา Goose ซึ่งเป็น open-source AI agent ที่ตั้งเป้าลดเวลาทำงานของพนักงานลง 25% ซึ่ง Dorsey เองก็สั่งให้พนักงานทุกคนที่เหลือต้องใช้ AI ทุกวัน ไม่ใช่เรื่องเลือกได้

Sequoia Capital ที่เป็นหนึ่งใน VC ระดับตำนาน บอกว่า "ความเร็วคือตัวทำนายความสำเร็จของ startup ที่ดีที่สุด และ Block กำลังแสดงให้เห็นว่าการออกแบบองค์กรใหม่ด้วย AI จะทำให้ความเร็วกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ทบต้นทบดอก"

แต่ Dorsey เองก็ยอมรับว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และบางส่วนอาจพังก่อนจะใช้ได้จริง

ที่น่าสนใจคือ คำถามที่ Dorsey ทิ้งไว้ในบทความไม่ใช่ว่า AI จะแทนคนได้ไหม แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นมาก

บริษัทของคุณเข้าใจอะไรที่เข้าใจยากจริง ๆ และความเข้าใจนั้นลึกขึ้นทุกวันหรือเปล่า ?

ถ้าคำตอบคือไม่มี AI ก็เป็นแค่เรื่องลดต้นทุน ลดคน ประหยัดเงินได้สักสองสามไตรมาส แล้วก็ถูกกลืนโดยบริษัทที่ฉลาดกว่า แต่ถ้าคำตอบคือมี AI จะไม่ใช่แค่เสริมบริษัท มันจะเปิดเผยว่าบริษัทของคุณ 'เป็นอะไร' จริง ๆ

สำหรับ Block คำตอบคือ 'Economic Graph' ข้อมูลธุรกรรมจริงจากผู้ขายหลายล้านรายและผู้บริโภคหลายล้านคน ทั้งสองฝั่งของทุกธุรกรรม ที่สะสมและฉลาดขึ้นทุกวินาทีที่ระบบทำงาน

สำหรับบริษัทไทย คำถามเดียวกันนี้ท้าทายมาก องค์กรส่วนใหญ่ยังใช้ AI แบบ Copilot ให้พนักงานทำงานเร็วขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าถามว่าโครงสร้างองค์กรทั้งหมดที่มีอยู่ยังจำเป็นหรือเปล่า

Block อาจจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ แต่คำถามที่ Dorsey ตั้งไว้จะไม่หายไปไหน บริษัทที่มีข้อมูลลึก มีความเข้าใจลูกค้าจริง และกล้าออกแบบองค์กรใหม่ จะได้เปรียบอย่างมหาศาลเหนือบริษัทที่แค่ให้พนักงานใช้ ChatGPT แล้วเรียกตัวเองว่า 'AI-first'

อ้างอิง : Block

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

AI เปลี่ยนเกมสายงาน Data ไปแล้ว และคนทำงานต้องปรับตัวอย่างไร ?

ปัจจุบัน AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนงานสาย Data อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่เพราะปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมาจากความต้องการของธุรกิจที่อยากเข้าใจลูกค้าได้ลึกและเฉพาะตัวมากขึ้น...

Responsive image

GenAI กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานเหมือนที่ทุกคนต้องอ่านออก เขียนได้

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ทักษะดิจิทัลถือเป็นเรื่องใหม่ที่ทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดในการทำงาน พอมาถึงวันนี้ทักษะการใช้ AI ก็กำลังอยู่ในจุดนั้นเช่นเดียวกัน...

Responsive image

ส่งต่อธุรกิจครอบครัวข้ามรุ่นอย่างไรให้รอดและเติบโต ? ถอดบทเรียนการส่งไม้ต่อธุรกิจจากแบรนด์ตำนาน ‘ยาหม่องเซียงเพียวอิ๊ว’

ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากในประเทศไทยกำลังเผชิญคำถามเดียวกัน คือเมื่อกิจการเติบโตมาถึงจุดหนึ่งแล้ว จะ ‘ส่งไม้ต่อ’ จากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกอย่างไรให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ขณะ...