
การขยับหมากครั้งใหญ่ของ Mark Zuckerberg ผ่านเรียงความ The Future Is for Everyone ความยาว 6,500 คำ ซึ่งตอนนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามวางตำแหน่ง Meta ให้หลุดออกจากกรอบ AI แบบเดิม ๆ โดยเปิดหน้าชนกับสองคู่แข่งสำคัญอย่าง Sam Altman (OpenAI) และ Dario Amodei (Anthropic) อย่างชัดเจน
ในขณะที่ OpenAI และ Anthropic มักใช้กลยุทธ์ Fear-based Messaging หรือการเปิดบทสนทนาด้วยการเตือนถึงความเสี่ยงขั้นรุนแรงของ AI แล้วตามด้วยคำขอให้สาธารณชนไว้ใจให้พวกตนเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยนั้น
Mark Zuckerberg กลับเลือกเดินเกมตรงกันข้าม โดยชูธงว่า "การกระจายอำนาจ AI ให้ทุกคน คือทางออกที่ปลอดภัยที่สุดของมนุษยชาติ"
แกนหลักของ Zuckerberg คือแนวคิด Personal Superintelligence หรือการมี AI ส่วนตัวที่ทุกคนสั่งการและควบคุมได้เอง เขาเริ่มจากการสัญญาว่าจะแจก AI เวอร์ชันฟรีหรือถูกที่สุดให้คนหลายพันล้านคนเข้าถึง พร้อมโหมดความเป็นส่วนตัวที่สูงมาก ๆ จนแม้แต่ Meta ก็แอบดูไม่ได้
เขาเขียนไว้ตรงๆ ว่า แทนที่จะรวมศูนย์ superintelligence ไว้ที่ใดที่หนึ่ง เราควรกระจายมันออกไปให้กว้างที่สุด และให้ทุกคนมีอำนาจสั่งการมันได้เอง และเตือนว่าถ้าอำนาจของ superintelligence ไปกระจุกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท รัฐบาล หรือแม้แต่ตัว AI เอง ผลลัพธ์จะเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มนั้นมากกว่าคนส่วนใหญ่
จากหลักการนี้ Zuckerberg แตกออกมาเป็นข้อเสนอที่จับต้องได้ 5 เรื่อง
Zuckerberg ยังเขียนด้วยว่า “ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นผลดีทั้งกับตัวผมเอง กับ Meta หรือกับโลกใบนี้ ถ้าจะให้ผมหรือใครก็ตามเป็นคนตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียวว่า superintelligence ควรถูกนำไปใช้อย่างไร” และเรียกร้องให้บริษัทอื่นในอุตสาหกรรมทำแบบเดียวกัน
หลังเรียงความเผยแพร่ TechCrunch สื่อเทคโนโลยีชั้นนำได้ตอกกลับทันทีว่า แถลงการณ์นี้คือเหตุผลที่ทำให้คนไม่ชอบ AI โดยชี้ว่า Zuckerberg เมินบริบททางสังคมที่ Meta กำลังประสบอยู่ ทั้งผลโพลที่พบว่าชาวอเมริกัน 64% มองว่าโซเชียลมีเดียทำลายประชาธิปไตย และคดีที่ Meta เพิ่งถูกศาลสั่งปรับกว่า 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฐานสร้างความเสียหายต่อเด็ก
TechCrunch เปรียบเทียบว่า แม้ Sam Altman และ Dario Amodei จะมีข้อครหา แต่ทั้งคู่เลือกสื่อสารด้วยการ "ยอมรับอันตรายของ AI ก่อน แล้วค่อยเสนอวิธีควบคุมความเสี่ยง" ซึ่งช่วยสร้างความไว้วางใจได้ดีกว่า ในทางกลับกัน Zuckerberg กลับเลือกนำเสนอภาพในอุดมคติและทำเหมือน Meta เป็นบริษัทหน้าใหม่ที่ไม่เคยทำผิดพลาดมาก่อน
ข้อเสนอเรื่องการกระจายอำนาจ AI ของ Zuckerberg ฟังดูมีเหตุผลและสร้างจุดต่างจากคู่แข่งได้จริง แต่วิสัยทัศน์ที่ดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะความน่าเชื่อถือของผู้พูดคือสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อ Meta ยังมีคดีติดตัวเรื่องผลกระทบต่อสังคม การขอให้โลกเชื่อใจให้ Meta เป็นผู้มอบ AI ส่วนตัวเข้าสู่ชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องสุขภาพ การเงิน และความสัมพันธ์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตรรกะ แต่เป็นเรื่องของประวัติที่ผ่าน ๆ มาซึ่งเป็นสิ่งที่เรียงความยาว 6,500 คำนี้ละเลยที่จะพูดถึง
อ้างอิง: bloomberg, techcrunch
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด