เรียงความ 6,500 คำของ Mark Zuckerberg กระจายอำนาจ AI ให้ทุกคน

การขยับหมากครั้งใหญ่ของ Mark Zuckerberg ผ่านเรียงความ The Future Is for Everyone ความยาว 6,500 คำ ซึ่งตอนนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามวางตำแหน่ง Meta ให้หลุดออกจากกรอบ AI แบบเดิม ๆ โดยเปิดหน้าชนกับสองคู่แข่งสำคัญอย่าง Sam Altman (OpenAI) และ Dario Amodei (Anthropic) อย่างชัดเจน

ในขณะที่ OpenAI และ Anthropic มักใช้กลยุทธ์ Fear-based Messaging หรือการเปิดบทสนทนาด้วยการเตือนถึงความเสี่ยงขั้นรุนแรงของ AI แล้วตามด้วยคำขอให้สาธารณชนไว้ใจให้พวกตนเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยนั้น

Mark Zuckerberg กลับเลือกเดินเกมตรงกันข้าม โดยชูธงว่า "การกระจายอำนาจ AI ให้ทุกคน คือทางออกที่ปลอดภัยที่สุดของมนุษยชาติ"

จากเรียงความ 6,500 คำ Zuckerberg อยากทำอะไร?

แกนหลักของ Zuckerberg คือแนวคิด Personal Superintelligence หรือการมี AI ส่วนตัวที่ทุกคนสั่งการและควบคุมได้เอง เขาเริ่มจากการสัญญาว่าจะแจก AI เวอร์ชันฟรีหรือถูกที่สุดให้คนหลายพันล้านคนเข้าถึง พร้อมโหมดความเป็นส่วนตัวที่สูงมาก ๆ จนแม้แต่ Meta ก็แอบดูไม่ได้

เขาเขียนไว้ตรงๆ ว่า แทนที่จะรวมศูนย์ superintelligence ไว้ที่ใดที่หนึ่ง เราควรกระจายมันออกไปให้กว้างที่สุด และให้ทุกคนมีอำนาจสั่งการมันได้เอง และเตือนว่าถ้าอำนาจของ superintelligence ไปกระจุกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท รัฐบาล หรือแม้แต่ตัว AI เอง ผลลัพธ์จะเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มนั้นมากกว่าคนส่วนใหญ่

จากหลักการนี้ Zuckerberg แตกออกมาเป็นข้อเสนอที่จับต้องได้ 5 เรื่อง

  1. AI ฟรีหรือราคาถูกที่สุด > Meta จะให้เวอร์ชันฟรีของเครื่องมือ AI กับคนหลายพันล้านคน พร้อมสร้างโหมดส่วนตัวเต็มรูปแบบที่ Meta และผู้ให้บริการรายอื่นจะมองไม่เห็นข้อมูลของผู้ใช้เลย
  2. งานจะไม่หายไป แค่เปลี่ยนรูปแบบ > Zuckerberg เรียก superintelligence ว่าเป็นเครื่องมือประดิษฐ์ ไม่ใช่เครื่องมืออัตโนมัติ เขามองว่าขนาดบริษัทอาจเล็กลงเหมือนตอนที่อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่เปลี่ยนผ่านเป็นบริษัทเทค แต่จำนวนงานโดยรวมจะไม่ลดลง
  3. กองทุน 1,000 ล้านดอลลาร์เพื่อชุมชนรอบศูนย์ข้อมูล > ตั้งชื่อว่า Future is for Everyone Fund ตอบโต้กระแสต่อต้านการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ โดยสัญญาจะรักษาราคาไฟฟ้าไม่ให้แพงขึ้น ฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่ และฝึกอาชีพให้คนท้องถิ่น ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้งบลงทุนปี 2026 ที่ Meta วางไว้ถึง 145,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ไปกับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์
  4. เปิดโมเดล open-source เพิ่ม > Meta เตรียมปล่อยโมเดล Muse Glimmer และเวอร์ชัน open-weight ของ Muse Spark 1.2 ซึ่งเป็นโมเดลเขียนโค้ดของบริษัท พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อ AI โอเพนซอร์สในประเทศ เพื่อให้แข่งกับคู่แข่งต่างชาติได้
  5. แชร์ checkpoint การเทรนโมเดลให้รัฐบาลตรวจสอบ > Zuckerberg เสนอให้บริษัท AI แชร์ข้อมูลระหว่างการเทรนโมเดลให้หน่วยงานรัฐประเมินความปลอดภัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายป้องกันการใช้โมเดลในทางที่ผิด

Zuckerberg ยังเขียนด้วยว่า “ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นผลดีทั้งกับตัวผมเอง กับ Meta หรือกับโลกใบนี้ ถ้าจะให้ผมหรือใครก็ตามเป็นคนตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียวว่า superintelligence ควรถูกนำไปใช้อย่างไร” และเรียกร้องให้บริษัทอื่นในอุตสาหกรรมทำแบบเดียวกัน

สิ่งที่ Zuckerberg พูดมาเชื่อได้แค่ไหน

หลังเรียงความเผยแพร่ TechCrunch สื่อเทคโนโลยีชั้นนำได้ตอกกลับทันทีว่า แถลงการณ์นี้คือเหตุผลที่ทำให้คนไม่ชอบ AI โดยชี้ว่า Zuckerberg เมินบริบททางสังคมที่ Meta กำลังประสบอยู่ ทั้งผลโพลที่พบว่าชาวอเมริกัน 64% มองว่าโซเชียลมีเดียทำลายประชาธิปไตย และคดีที่ Meta เพิ่งถูกศาลสั่งปรับกว่า 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฐานสร้างความเสียหายต่อเด็ก

TechCrunch เปรียบเทียบว่า แม้ Sam Altman และ Dario Amodei จะมีข้อครหา แต่ทั้งคู่เลือกสื่อสารด้วยการ "ยอมรับอันตรายของ AI ก่อน แล้วค่อยเสนอวิธีควบคุมความเสี่ยง" ซึ่งช่วยสร้างความไว้วางใจได้ดีกว่า ในทางกลับกัน Zuckerberg กลับเลือกนำเสนอภาพในอุดมคติและทำเหมือน Meta เป็นบริษัทหน้าใหม่ที่ไม่เคยทำผิดพลาดมาก่อน

ข้อเสนอเรื่องการกระจายอำนาจ AI ของ Zuckerberg ฟังดูมีเหตุผลและสร้างจุดต่างจากคู่แข่งได้จริง แต่วิสัยทัศน์ที่ดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะความน่าเชื่อถือของผู้พูดคือสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อ Meta ยังมีคดีติดตัวเรื่องผลกระทบต่อสังคม การขอให้โลกเชื่อใจให้ Meta เป็นผู้มอบ AI ส่วนตัวเข้าสู่ชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องสุขภาพ การเงิน และความสัมพันธ์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตรรกะ แต่เป็นเรื่องของประวัติที่ผ่าน ๆ มาซึ่งเป็นสิ่งที่เรียงความยาว 6,500 คำนี้ละเลยที่จะพูดถึง

อ้างอิง: bloomberg, techcrunch

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

AI Agent แฮกระบบฟิตเนส หลังถูกสั่งให้ช่วยจองคิว กรณีศึกษาเมื่อ AI เริ่มทำงานเกินคำสั่ง

เมื่อพูดถึงข่าว AI แฮกระบบ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการเจาะระบบระดับองค์กรหรือขโมยข้อมูลสำคัญ แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่ออสเตรเลียกลับมีจุดเริ่มต้นจากเรื่องธรรมดามาก ๆ คือ 'การจองคลาสฟิตเนส...

Responsive image

Meta เปิดตัว Muse Glimmer AI ขนาด 30 พันล้านพารามิเตอร์ ที่ออกแบบมาให้รันบนโน้ตบุ๊กได้ พร้อมประกาศเปิดค่าน้ำหนัก Muse Spark 1.2

Meta เปิดตัว Muse Glimmer โมเดล AI ขนาด 30B ที่รันบนโน้ตบุ๊กได้ เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีบน Hugging Face พร้อมประกาศเปิดค่าน้ำหนัก Muse Spark 1.2 ตามมา เดินเกมสวนทางโมเดลปิดของ OpenAI แล...

Responsive image

จีนยึดตลาด AI สร้างวิดีโอ 9 ใน 10 โมเดลท็อปมาจากจีน จับตาเกมยาวที่สหรัฐฯ อาจตามหลัง

เวลาพูดถึงความก้าวหน้า AI จีน คนส่วนใหญ่จะนึกถึงโมเดลภาษาหรือแชตบอตก่อน แต่จริง ๆ มีอีกหนึ่งสนามที่จีนทำได้ดีไม่แพ้กันคือ 'AI สร้างวิดีโอ'...