ปี 2015 Elon Musk และ Sam Altman มีเหตุผลเดียวกันในการก่อตั้ง OpenAI
ทั้งคู่กังวลว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Facebook กำลังแข่งกันสร้าง AI โดยไม่มีใครคำนึงว่ามันจะปลอดภัยหรือเปล่า ทางออกที่พวกเขาเลือกคือสร้างองค์กรที่ไม่มีผู้ถือหุ้น เพื่อที่จะไม่มีแรงกดดันเรื่องกำไร และเปิดให้ทุกคนเข้าถึงผลลัพธ์ได้ฟรี
พวกเขาเรียกมันว่า Nonprofit หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร
Musk บริจาคเงิน 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้ามา และเชื่อว่านั่นคือข้อตกลงที่จะคงอยู่ตลอดไป

ปัญหาของการสร้าง AI คือมันแพงมาก แพงจนองค์กรไม่แสวงหากำไรแบบดั้งเดิมรับไม่ไหว
ปี 2017 จึงเริ่มมีการพูดถึงการปรับโครงสร้างเพื่อดึงเงินนักลงทุนเข้ามา ตรงนี้เองที่ Musk กับ Altman เริ่มเห็นต่างกัน ด้าน Altman มองว่าถ้าไม่มีทุน ก็แพ้คู่แข่งที่ใหญ่กว่าอยู่ดี
ด้าน Musk ก็มองว่าถ้ารับเงินนักลงทุน ก็จบ เพราะนักลงทุนไม่ได้ต้องการ AI ที่ปลอดภัย พวกเขาต้องการผลตอบแทน นั่นทำให้ปี 2018 Musk ออกจากบอร์ด OpenAI ด้วยเหตุผลที่บอกสื่อในตอนนั้นคือหลีกเลี่ยง Conflict of interest หรือความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เพราะ Tesla กำลังพัฒนา AI สำหรับรถยนต์ไร้คนขับ การนั่งบอร์ด OpenAI ไปด้วยถือว่าผลประโยชน์ชนกัน
แต่ Musk บอกว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่เห็นด้วยกับทิศทางของบริษัท
ฝั่ง OpenAI บอกว่าเรื่องราวมันตรงกันข้าม Musk ออกไปเพราะอยากเป็นใหญ่คนเดียวแต่บอร์ดไม่ให้
เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบที่ทุกฝ่ายยอมรับ และนั่นคือหนึ่งในประเด็นหลักที่ถูกสู้กันในศาลตอนนี้
หลัง Musk ออกไป ด้าน OpenAI ก็ลุยปรับโครงสร้างเป็น Capped-profit ซึ่งเป็นรูปแบบองค์กรที่ยอมให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทน แต่กำหนดเพดานไว้ จากนั้นก็เปิดรับเงินจาก Microsoft
Microsoft ทุ่มเงินรวมมากกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แลกด้วยสิทธิ์นำเทคโนโลยี OpenAI ไปใส่ในทุกผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ตั้งแต่ Bing จนถึง Azure cloud
ในสายตา Musk นี่คือสิ่งที่เขากลัวที่สุดตั้งแต่วันแรก เพราะองค์กรที่ก่อตั้งมาเพื่อต่อสู้กับบริษัทใหญ่ กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทใหญ่เอง
เมื่อเปลี่ยน OpenAI ไม่ได้ Musk เลือกทางออกที่ตรงที่สุด นั่นคือสร้างคู่แข่งขึ้นมาเอง เขาก่อตั้ง xAI พร้อมผลิตภัณฑ์ Grok ที่ฝังอยู่บนแพลตฟอร์ม X (Twitter เดิม) และเริ่มโจมตี OpenAI บนโซเชียลฯ อย่างต่อเนื่อง
OpenAI มองว่านี่คือ sour grapes หรือการแสดงออกของคนที่เสียดายที่เดินออกมาแล้วต้องการทำลายคู่แข่ง
Musk มองว่าเขาแค่กำลังทำในสิ่งที่ควรทำตั้งนานแล้ว
Musk ยื่นฟ้อง OpenAI และ Altman เป็นครั้งแรก ข้อกล่าวหาหลักคือละเมิดสัญญาดั้งเดิมที่ตกลงว่าจะพัฒนา AI เพื่อสาธารณะ และหักหลังด้วยการกลายเป็นบริษัทเน้นกำไร แต่แล้วก็ถอนฟ้องเองในเดือนกรกฎาคม โดยไม่แถลงเหตุผล
แต่ 2 สัปดาห์ต่อมา กลับมาพร้อมกับคดีที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า
Musk กลับมาพร้อมทนายทีมใหม่ ย้ายไปฟ้องในศาลรัฐบาลกลาง และยื่นข้อกล่าวหารวมทั้งหมด 26 ข้อ ครอบคลุมทั้งกฎหมาย Federal และ State
ข้อกล่าวหาที่หนักที่สุด:
จำเลยในคดีนี้ขยายจาก OpenAI และ Altman ไปเป็น Microsoft, Greg Brockman (ประธาน OpenAI), Reid Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn และอดีตกรรมการอีกหลายคน
OpenAI ไม่ได้นิ่งเฉย บริษัทยื่นฟ้องกลับ Musk โดยกล่าวหาว่า การฟ้องทั้งหมดไม่ใช่เรื่องของ nonprofit หรืออุดมการณ์ แต่เป็นการใช้ระบบกฎหมายเพื่อชะลอการเติบโตของคู่แข่ง เพราะ Musk เสียดายที่ออกมาจาก OpenAI แล้วเห็นมันเติบโตจนมีมูลค่าหลักล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
จาก 26 ข้อกล่าวหา ศาลคัดออกจนเหลือแค่ 2 ข้อ ที่มีน้ำหนักพอนำขึ้นพิจารณาจริง ได้แก่
วันที่ 27 เมษายน 2026 คณะลูกขุน 9 คนถูกคัดเลือก การพิจารณาคาดว่าจะใช้เวลาราว 4 สัปดาห์ต่อหน้าผู้พิพากษา Yvonne Gonzalez Rogers ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ แห่งศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตพื้นที่แคลิฟอร์เนียตอนเหนือ
Musk ขอให้ศาลสั่ง 3 อย่าง:
ถ้าคิดว่านี่แค่เรื่องทะเลาะกันของมหาเศรษฐีสองคน คิดใหม่ได้เลย เพราะ ข่าวลือที่ว่า OpenAI กำลังเตรียม IPO (การเข้าตลาดหลักทรัพย์) ที่นักวิเคราะห์ประเมินมูลค่าราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผลลัพธ์ของคดีนี้จะกำหนดหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ถ้าศาลตัดสินว่าการเปลี่ยนจาก nonprofit เป็น for-profit ต้องชดเชย ความเสี่ยงของ IPO จะเพิ่มขึ้นทันที
และคดีนี้กำลังตั้งคำถามว่าบริษัทที่ก่อตั้งด้วยพันธกิจเพื่อสังคม สามารถเปลี่ยนเป็นบริษัทแสวงหากำไรได้โดยไม่มีความรับผิดชอบหรือเปล่า สุดท้ายถ้าข้อกล่าวหาเรื่อง antitrust (OpenAI กับ Microsoft ร่วมกันกดดันนักลงทุน VC ให้เซ็นสัญญาว่าจะไม่ลงทุนใน xAI หรือบริษัท AI คู่แข่งอื่นๆ) ถูกนำกลับมาพิจารณา ความสัมพันธ์กับ OpenAI อาจถูกตั้งคำถามจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก
แต่ต้องบอกไว้ด้วยว่า ณ ตอนนี้ยังไม่มีคำตอบที่เป็นทางการ
ศาลยังไม่ตัดสิน คณะลูกขุนยังไม่ลงมติ และข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ทั้งสองฝ่ายอ้างยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ในห้องพิจารณาคดี สิ่งที่เรารู้แน่ตอนนี้มีแค่ว่าทั้งสองคนมีเรื่องราวของตัวเอง และทั้งสองเรื่องฟังดูสมเหตุสมผลในแบบของตัวเอง
----------------
วันที่ 6 พฤษภาคม 2026: Greg Brockman ขึ้นให้การในศาล เปิดเรื่องราวคืนที่ Musk เดินออกจากห้อง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำถามที่ไม่มีคำตอบชัดที่สุดคือ Musk ออกจาก OpenAI เพราะอะไรกันแน่ ซึ่ง Greg Brockman ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน OpenAI เพิ่งให้การในศาลและเปิดเผยรายละเอียดของคืนนั้นเป็นครั้งแรก โดยอ้างอิงจากสมุดบันทึกส่วนตัวที่จดไว้ในขณะนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมปลายเดือนสิงหาคม 2017
ผู้บริหาร OpenAI นัดหารือกันเรื่องการปรับโครงสร้างบริษัทไปสู่รูปแบบที่สามารถรับเงินลงทุนเชิงพาณิชย์ได้ Musk เข้าร่วมและเรียกร้องสิ่งเดียว นั่นคือ การควบคุมบริษัทเต็มรูปแบบแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นบอกว่าจะไม่ยินยอม Musk ยืนขึ้น เดินวนรอบโต๊ะ หยิบภาพวาด Tesla ที่ Ilya Sutskever เตรียมไว้ให้เป็นของขวัญ แล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่มีการต่อรองเพิ่มเติม
ก่อนออกไป เขาถามว่า "เมื่อไรพวกคุณจะออกจาก OpenAI"
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น Musk หยุดการบริจาครายเดือนให้ OpenAI ทันที และ 6 เดือนต่อมา ลาออกจากบอร์ดอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2018
ประกาศต่อสาธารณะว่า OpenAI "อยู่บนเส้นทางของความล้มเหลวอย่างแน่นอน"
Brockman ยังเปิดเผยข้อความที่เขาจดไว้ในบันทึกส่วนตัวคืนนั้นว่า "ไม่ควรมีบุคคลใดที่มีการควบคุมเต็มรูปแบบและสมบูรณ์เหนือ OpenAI"
ทำไมจุดนี้สำคัญต่อคดี
การให้การของ Brockman พลิกเรื่องเล่าที่ Musk นำเสนอมาตลอดว่าเขาออกไปเพราะไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนไปเป็น for-profit เพราะตามไทม์ไลน์นี้ การทะเลาะเกิดขึ้นในปี 2017 ก่อนที่ OpenAI จะประกาศปรับโครงสร้างอย่างเป็นทางการในปี 2019 เสียอีก
ถ้าคณะลูกขุนเชื่อ Brockman นั่นหมายความว่า การลาออกในวันนั้น Musk ไม่ได้ออกไปเพราะหลักการ แต่เพราะไม่ได้อำนาจที่ต้องการ
อ้างอิง: npr.org, euronews, cnbc, cnbc, abcnews, bloomberg, washingtonpost, techcrunch, courtlistener, techcrunch
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด