NASA ทดสอบชิป AI ขนาดฝ่ามือ แรงกว่าสมองยานอวกาศปัจจุบัน 500 เท่า ทนรังสีในห้วงอวกาศลึกได้

NASA หยิบโจทย์เก่าแก่ของวงการสำรวจอวกาศมาแก้ใหม่ นั่นคือ "ยานอวกาศที่ส่งไปไกลจากโลกหลายร้อยล้านกิโลเมตร ต้องรอคำสั่งจากศูนย์ควบคุมที่ใช้เวลาสื่อสารหลายนาทีถึงหลายชั่วโมง" ปัญหานี้ทำให้ภารกิจสำรวจดาวอังคารหรือดาวเคราะห์ชั้นนอกทำอะไรแบบเรียลไทม์ไม่ได้ NASA จึงดึง Microchip Technology และ SiFive มาร่วมพัฒนาชิปตัวใหม่ที่ให้ยานคิดและตัดสินใจเองได้บนยาน โดยไม่ต้องรอสัญญาณจากโลก

ล่าสุดทีมวิศวกรที่ห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA ในแคลิฟอร์เนีย เริ่มทดสอบชิปต้นแบบที่ชื่อว่า High Performance Spaceflight Computing (HPSC) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 และผลทดสอบช่วงต้นทำเอาคนในวงการตกใจ เพราะตัวชิปสามารถทำงานได้ที่ระดับ 500 เท่าของชิปทนรังสี (Radiation-Hardened) ที่ยานอวกาศปัจจุบันใช้กันอยู่ ส่วนเป้าหมายเดิมที่ NASA ตั้งไว้คือแค่ 100 เท่าเท่านั้น

ทำไมยานอวกาศถึงยังใช้ชิปจากยุค 90s

ก่อนจะเข้าใจว่าชิปตัวใหม่แรงแค่ไหน ต้องเล่าก่อนว่าชิปที่ยานอวกาศใช้กันทุกวันนี้แทบเป็นของจากศตวรรษที่แล้ว ยานสำรวจส่วนใหญ่ของ NASA ตั้งแต่ Curiosity Rover ไปจนถึงยานล่าสุดยังใช้ RAD750 ซึ่งเป็นชิปสถาปัตยกรรม PowerPC ที่ออกแบบมาตั้งแต่ปี 1997 เหตุผลที่ยังต้องใช้ของเก่าก็เพราะชิปคอมเมอร์เชียลทั่วไปจะพังทันทีเมื่อเจออนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์หรือรังสีคอสมิก

อนุภาคเหล่านี้สามารถพลิกบิตในหน่วยความจำได้แค่ปลายนิ้ว ทำให้ยานต้องเข้าสู่ Safe Mode บ่อยครั้ง ปิดระบบรองทั้งหมดและรอคำสั่งจากโลกมาแก้ไข ซึ่งสำหรับยานที่อยู่ใกล้ดาวอังคาร แค่ส่งสัญญาณกลับมาก็ใช้เวลา 4-24 นาทีแล้ว ยิ่งไกลกว่านั้นยิ่งกินเวลา

หน้าตาของชิป HPSC

ชิป HPSC เป็น System-on-Chip (SoC) ขนาดเท่าฝ่ามือ ภายในรวมหน่วยประมวลผล หน่วยความจำ ส่วนเครือข่าย และอินเทอร์เฟซ I/O ไว้ในตัวเดียวกัน คล้ายกับชิปในสมาร์ทโฟนหรือ Apple Silicon แต่ทำมาให้ทนสภาพแวดล้อมโหดของห้วงอวกาศ

หัวใจของมันคือคอร์ RISC-V จำนวน 8 คอร์ที่ใช้สถาปัตยกรรม SiFive Intelligence X280 มาพร้อม Vector Extensions ที่รีดประสิทธิภาพ AI/ML ได้สูงสุด 2 TOPS (Tera Operations Per Second) ที่ความแม่นยำ int8 หรือ 1 TFLOPS (Tera Floating-Point Operations Per Second) ที่ความแม่นยำ bfloat16 ตัวเลขนี้เพียงพอที่จะรันโมเดล AI สำหรับวิเคราะห์ภาพและตัดสินใจในระดับที่ภารกิจอวกาศต้องการ

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือสวิตช์ Time Sensitive Networking (TSN) Ethernet ความเร็ว 240 Gbps สำหรับเชื่อมต่อแบบ 10 GbE บวกกับ PCIe Gen 3 และ Compute Express Link (CXL) 2.0 ทำให้ HPSC ไม่ได้เป็นแค่ชิปประมวลผล แต่เป็นแกนกลางของระบบประสาทบนยานทั้งลำ

ทดสอบโหดทั้งรังสี อุณหภูมิ และแรงกระแทก

Jim Butler ผู้จัดการโครงการ High Performance Space Computing ที่ JPL บอกว่าทีมงาน "เค้นชิปจนถึงขีดสุด" ด้วยการทดสอบรังสี ความร้อน-เย็นจัด แรงกระแทก และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าควบคู่กันไป โดยใช้สถานการณ์จำลองการลงจอดบนดาวเคราะห์แบบ High-Fidelity จากภารกิจจริงในอดีตของ NASA เพื่อดูว่าชิปจะรับมือกับข้อมูลเซ็นเซอร์มหาศาลในช่วงไม่กี่นาทีก่อนแตะพื้นได้ดีแค่ไหน

จุดที่ทีมงานให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการลงจอดอัตโนมัติ เพราะช่วงเข้าสู่บรรยากาศของดาวอังคารหรือดวงจันทร์ของดาวเคราะห์ดวงอื่น ยานต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาทีว่าจะหลบหินก้อนไหน เลือกพื้นเรียบจุดไหน โดยไม่มีเวลารอให้คนที่ JPL บอก

ส่วนหนึ่งของแผนใหญ่ไป Moon และ Mars

โครงการ HPSC เริ่มมาตั้งแต่ปี 2021 ผ่าน Critical Design Review (CDR) ในปี 2024 และทำ Tape-Out หรือส่งแบบขั้นสุดท้ายไปผลิตที่โรงงานในกลางปี 2025 ก่อนจะได้ชิปจริงล็อตแรกออกมาทดสอบในปลายปีเดียวกัน

NASA วางแผนว่าหลังการรับรองสำเร็จ ชิป HPSC จะถูกใช้ในดาวเทียม หุ่นยนต์สำรวจดาวเคราะห์ และที่สำคัญที่สุดคือภารกิจส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์และดาวอังคาร ซึ่งเป็นบริบทที่การหน่วงเวลาสื่อสารแม้แค่ไม่กี่วินาทีก็อาจหมายถึงชีวิตของนักบินอวกาศ

ที่น่าสนใจคือ Microchip Technology ยังเตรียมนำเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาประยุกต์ใช้กับงานบนพื้นโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์อัตโนมัติและการบินที่ต้องการชิป AI ที่ทนทานและไว้ใจได้ในระดับ Mission-Critical

ขณะนี้ชิป HPSC ยังอยู่ในช่วงทดสอบที่ JPL ก่อนจะส่งมอบให้ทีมภารกิจต่างๆ ของ NASA ใช้งานจริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ที่มา: ScienceDaily, TechRadar Pro, NASA HPSC, Microchip Technology

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Google เปิดตัว AI ช่วยงานวิจัย ‘Gemini for Science’ ตั้งสมมติฐาน รันโค้ด อ่านเปเปอร์ เชื่อมฐานข้อมูล Life Science กว่า 30 แห่ง

Google เปิดตัว Gemini for Science ในงาน Google I/O 2026 ชุดเครื่องมือ AI สำหรับงานวิจัย พร้อม Co-Scientist ระบบ Multi-agent ที่ตีพิมพ์ใน Nature และถูกใช้โดยทีมวิจัยจาก Stanford, MI...

Responsive image

Gemini 3.5 Flash โมเดลที่ Google เคลมว่าเร็วกว่าคู่แข่ง 4 เท่า และเก่งกว่า Gemini 3.1 Pro แทบทุก Benchmark

Google ประกาศเปิดตัว Gemini 3.5 Flash ในงาน I/O 2026 พร้อมเคลมว่าโมเดล Flash รุ่นใหม่นี้ทำคะแนน Benchmark สูสีกับโมเดลระดับท็อปของค่ายอื่น ๆ แต่ทำงานเร็วกว่าหลายเท่า ในขณะที่ราคายั...

Responsive image

เปิดตัว Docs Live เปลี่ยนคำพูดเป็นดราฟท์ พูดไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเป๊ะ AI ก็เข้าใจ แถมดึงข้อมูลจาก Gmail, Drive มาให้ได้ด้วย

Google ใช้เวที I/O 2026 เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Workspace ที่เปลี่ยนเสียงของผู้ใช้ให้กลายเป็นเอกสารหรือบันทึกได้อัตโนมัติ จุดที่ทำให้ฟีเจอร์ชุดนี้น่าสนใจ ไม่ใช่แค่การถอดเสียงเป็นข้อคว...