แก้ปัญหาไฟถนนดับด้วย AI และภาพถ่ายดาวเทียม เจาะลึก 'Night Watch' แชมป์ CDG Hackathon 2026

ไฟถนนดับคืนเดียวอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้านับรวมทั่วประเทศ ปัญหานี้กลายเป็นภาระที่หน่วยงานรัฐต้องแบกรับทุกปี ทั้งงบประมาณซ่อมบำรุง กำลังคนที่ต้องออกตรวจ และที่สำคัญคือความปลอดภัยของคนที่ต้องขับรถผ่านเส้นทางมืด ๆ ในช่วงเวลากลางคืน นี่คือโจทย์ที่กลายมาเป็นจุดตั้งต้นของทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศในงาน CDG Hackathon 2026 การแข่งขันที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา

งานนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขัน Hackathon ทั่วไป กลุ่มบริษัทซีดีจีจับมือกับมหาวิทยาลัยพันธมิตร 18 แห่งทั่วประเทศ เปิดรับสมัครนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมภายใต้โจทย์ ‘AI for a Better Society Platform’ โดยมีทีมสมัครเข้าแข่งขันรวม 108 ทีม รวมผู้เข้าแข่งขันกว่า 324 คน ก่อนจะคัดเลือกเหลือเพียง 21 ทีมสุดท้าย เพื่อนำเสนอผลงานในรอบชิงชนะเลิศ 

โจทย์ปีนี้โฟกัสไปที่ 3 แกนหลัก คือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การทำระบบภาครัฐให้โปร่งใส เข้าถึงง่าย และการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน แต่ละทีมจะต้องนำ AI มาผสานเข้ากับข้อมูลเพื่อแก้โจทย์เหล่านี้ โดยเกณฑ์การตัดสินจะดูตั้งแต่ความเข้าใจปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงโอกาสที่จะนำไปใช้งาน ทำให้ผลงานของ 21 ทีมสุดท้ายที่ผ่านการเข้ารอบมามีจุดร่วมเดียวกัน คือการตั้งต้นจากปัญหาที่ผู้คนต้องเจอจริง ๆ เพื่อให้เทคโนโลยีที่พัฒนาออกมาสามารถสร้างประโยชน์และใช้งานจริงได้ 

Night Watch ระบบตรวจจับไฟถนนดับด้วยภาพถ่ายดาวเทียม

ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศคือ Lumos จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม หลักสูตรวิศวกรรมอวกาศและภูมิสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ประกอบด้วย 

  • นายพศิน เตชะเอราวัณ
  • นางสาวทอดาว มุมกลาง
  • นางสาวปรณัฐพร วีราสุขสันติลาภ

กับผลงานชื่อ Night Watch ระบบคัดกรองจุดไฟฟ้าแสงสว่างทางหลวงขัดข้องด้วยภาพถ่ายดาวเทียม

จุดตั้งต้นของทีมนี้มาจากปัญหาหน้างานที่เจ้าหน้าที่ต้องเจออยู่ทุกวัน ปกติแล้วแขวงทางหลวงแต่ละแห่งจะต้องคอยซ่อมไฟถนนเฉลี่ยถึงปีละ 396 ครั้ง หรือตกเดือนละ 33 ครั้ง แต่ประเด็นคือ มีแค่ 12% หรือราว 2-3 ครั้งต่อเดือนเท่านั้นที่มาจากการแจ้งของประชาชน ส่วนที่เหลืออีก 88-93% เจ้าหน้าที่ต้องคอยขับรถตระเวนตรวจตามสายเอาเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ทั้งกำลังคน กินเวลา และสิ้นเปลืองงบประมาณไม่น้อย

นอกจากนี้การทำงานแบบเดิมยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เพราะการออกตรวจทำได้แค่เป็นรอบ ๆ ไม่สามารถขับรถดูได้ครบทุกเส้นทางในทุกคืน และถ้าจะแก้ปัญหาด้วยการติดเซนเซอร์ที่เสาไฟทุกต้น ต้นทุนก็มหาศาล เพราะบางพื้นที่แค่แขวงเดียวก็มีเสาไฟไปแล้วถึง 7,695 ต้นแล้ว ขณะที่กล้อง CCTV ตามท้องถนนก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคอยเช็กความสว่างของถนนทั้งเส้นตั้งแต่แรก 

ทางแก้ของทีม Lumos คือดึงภาพถ่ายดาวเทียม VIIRS (VNP46A2) ถ่ายภาพแสงสว่างตอนกลางคืนเหนือประเทศไทยทุกคืนตอนเวลาประมาณตีหนึ่งครึ่ง มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูล GIS ที่มีอยู่ ทั้งบัญชีทรัพทย์สินเสาไฟ 7,695 ต้น โครงข่ายสายทางพร้อมหลักกิโลเมตรและสถิติอุบัติเหตุกับปริมาณจราจร 

หลักการทำงานคือ ระบบจะนำสถิติความสว่างเดิมของถนนแต่ละเส้นมาเป็นเกณฑ์อ้างอิง หากจุดไหนมีแสงสว่างลดลงผิดปกติ ก็จะประเมินว่าไฟดับ โดยมีการกรองปัจจัยธรรมชาติอย่างเมฆหรือฝนออกไปก่อนเพื่อป้องกันการแจ้งเตือนพลาด เมื่อพบปัญหา ระบบจะแปลงพิกัดดาวเทียมให้เป็นหมายเลขสายทางและหลักกิโลเมตร พร้อมปักหมุดบนแผนที่เป็นสีแดงหรือส้ม ช่วยให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปแก้ไขได้ทันที 

AI เข้ามาทำหน้าที่สามส่วนหลักในระบบนี้ ส่วนแรกคือเรียนรู้รูปแบบแสงไฟบนถนนแต่ละเส้นเพื่อแยกแยะว่าจุดไหนคือไฟถนนจริง ส่วนที่สองคือคัดกรองสัญญาณรบกวนและวิเคราะห์ความผิดปกติ โดยจะเปรียบเทียบความสว่างในอดีตกับปัจจุบันควบคู่กับข้อมูลสภาพอากาศ เพื่อวิเคราะห์ว่าความสว่างที่หายไปเกิดจากไฟดับจริงหรือแค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และส่วนสุดท้ายคือแปลงพิกัดดาวเทียมให้กลายเป็นข้อมูลที่ทีมช่างเข้าใจและใช้งานได้ทันที

โดยผลการทดสอบพบว่าระบบมีความแม่นยำสูง 90.1% นการแยกแยะระหว่างจุดที่ไฟถนนทำงานปกติ กับจุดที่มีปัญหาไฟดับ และตลอดระยะทางทดสอบ 100 กิโลเมตรเป็นเวลา 1 เดือน ไม่มีการแจ้งเตือนผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้ทีมช่างที่ออกไปตรวจมั่นใจได้ว่าทุกจุดที่ระบบชี้คือจุดที่มีปัญหาจริง ซึ่งช่วยลดภาระการส่งชุดตรวจออกไปลดลงจากเดิม 33 ครั้งต่อเดือนเหลือเพียงราว 2.7 ครั้งต่อเดือน ซึ่งลดลงจากเดิม 10 เท่า

ส่วนเรื่องต้นทุนค่าบริการปีแรกอยู่ที่ประมาณ 280,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.49% ของงบประมาณไฟฟ้าแสงสว่างประจำปีของแขวงที่ประมาณ 57 ล้านบาท และปีถัดไปจะลดลงเหลือปีละ 180,000 บาท ตัวเลขนี้ทำให้ Night Watch ไม่ใช่แค่ไอเดียที่ฟังดูดี แต่เป็นโซลูชันที่หน่วยงานรัฐพิจารณาแล้วว่านำไปใช้จริงได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล

ClearBid AI: ระบบช่วยทำเอกสาร TOR ที่ลดเวลาทำงานให้เจ้าหน้าที่รัฐ 

ทีมที่ได้รองชนะเลิศในปีนี้ คือ ClearBid AI ("Your TOR Intelligence Copilot") เป็นผลงานจากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย

  • ธนพล ธิติสิริเวช
  • ธีธัช ธารีเวทย์
  • ชานน เจียง

ปัญหาที่ทีมนี้หยิบมาแก้คือ กระบวนการทำเอกสาร TOR ที่ปัจจุบันยังคงต้องทำแบบ Manual แทบทุกขั้นตอน แถมเอกสารเก่า ๆ ก็มักจะกระจัดกระจายอยู่ตามระบบต่าง ๆ ทั้งใน e-GP ระบบจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาค้นหาและนำมานั่งเทียบข้อกำหนดทีละจุด ซึ่งนอกจากจะกินเวลาในการเรียบเรียงและตรวจสอบนานเกินไปแล้ว ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะตกหล่นข้อมูลสำคัญหรือเผลอหยิบข้อกำหนดที่ไม่ตรงบริบทมาใช้งาน

ClearBid AI แก้ปัญหานี้ด้วยกรอบการทำงานสามขั้นตอน เริ่มจาก Collect ที่ดึงและรวบรวม TOR เก่า มาตรฐานราคากลางและระเบียบจัดซื้อจัดจ้างมาไว้ที่เดียว พร้อมจัดอันดับความเกี่ยวข้อง ตามด้วย Draft ที่ร่าง TOR จากความต้องการของผู้ใช้โดยอ้างอิงแหล่งที่มากำกับไว้ทุกข้อกำหนด และปิดท้ายด้วย Guard ที่ตรวจสอบความครบถ้วนและราคากลางก่อนส่งให้เจ้าหน้าที่พิจารณาอีกครั้ง ระบบใช้ทั้งเทคโนโลยี RAG ในการค้นหาเอกสารเก่าที่ตรงบริบท ใช้ OCR อ่านไฟล์ PDF และ Word เพื่อดึงข้อมูลออกมาเป็นดิจิทัล และใช้ LLM ช่วยจัดทำร่างพร้อมอ้างอิงแหล่งที่มาในแต่ละหัวข้อ 

ผลลัพธ์ที่วัดได้คือช่วยประหยัดเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่พัสดุได้ 1 วันต่อการจัดทำ TOR หนึ่งฉบับ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงาน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.5 ล้านบาท/ปี และยังช่วยลดความผิดพลาดในการอ้างอิงข้อมูลและเกณฑ์ราคากลางได้ด้วยระบบตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล

จากเวทีแข่งขันสู่พื้นที่บ่มเพาะคนรุ่นใหม่

สิ่งที่ทำให้ CDG Hackathon 2026 ต่างจากแฮกกาธอนทั่วไป คือผลงานไม่ได้จบแค่ตอนประกวดเท่านั้น เพราะทั้ง Night Watch และ ClearBid AI มีการกางตัวเลขให้เห็นเลยว่าถ้าเอาไปทำจริงต้องใช้งบเท่าไหร่ และจะช่วยรัฐประหยัดเงินได้แค่ไหน ความชัดเจนตรงนี้ทำให้ผลงานมีโอกาสถูกนำไปใช้ต่อยอด 

นอกจากนี้เวทียังเปิดโอกาสให้คนทำงานจริงกับนักศึกษาได้มาเจอกัน นักศึกษาจาก 18 สถาบันได้ลองแก้โจทย์ของหน่วยงานรัฐจริง ๆ ได้ใช้ทักษะที่โลกการทำงานต้องการและได้เห็นว่าสิ่งที่เรียนมาสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาของประเทศได้ ขณะเดียวกันทางซีดีจีเองก็ได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ จากคนรุ่นใหม่ด้วย

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

NECTEC สวทช. เปิดตัวผู้ช่วย AI ‘Pathumma Connect’ AI ที่ลงมือทำงานเอกสารให้ตั้งแต่ต้นจนจบ

เนคเทค สวทช. เปิดตัว Pathumma Connect แพลตฟอร์ม Agentic AI ที่ต่อยอดจากโมเดลภาษาไทย Pathumma LLM ให้ผู้ช่วย AI ตรวจสอบสิทธิ เตรียมเอกสาร กรอกฟอร์ม และติดตามสถานะแทนผู้ใช้ได้ในบทสนท...

Responsive image

จีนปฏิเสธข้อเสนอ ‘ชะลอการพัฒนา AI’ หลัง Anthropic เตือนว่าจีนคือภัย

ความขัดแย้งเรื่อง AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังร้อนระอุ หลังผู้นำบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI ขั้นสูง ขณะที่จีนมองว่าการสร้างความหวาดกลัวและการใช้ประเด็...

Responsive image

Anthropic เปิดตัว Claude for Financial Advisors ปลั๊กอินต่อตรงเข้าพอร์ตการเงิน ช่วยเตรียมข้อมูล จัดพอร์ต ทำสรุปในไม่กี่นาที

Anthropic เปิดตัว Claude for Financial Advisors เชื่อม Claude เข้ากับข้อมูลพอร์ตจาก BlackRock, Charles Schwab และ Addepar พร้อมทักษะงาน 8 ตัวสำหรับเตรียมประชุม ทบทวนพอร์ต และงานตาม...