ย้อนรอยยูนิคอร์น AI จีน SenseTime โดนสหรัฐฯแบน โดนเทดีล IPO หวังตัดท่อน้ำเลี้ยง แต่แก้เกมใน 27 วัน สู่ดีล 741 ล้านเหรียญ

เตรียมพบกับ Maryann Tseng, Senior Managing Director จาก SenseTime Inc. บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับยูนิคอร์น มาร่วมฟังประสบการณ์ตรงจากผู้บริหารหญิงที่ผ่านสมรภูมิธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลกมาอย่างโชกโชน ในวันที่ 26 - 28 สิงหาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) Hall 3-4 ซื้อบัตรเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้ที่: https://bit.ly/4uAILae 

ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม 2021 SenseTime บริษัท AI ที่ใหญ่ที่สุดของจีนในขณะนั้น กำลังเตรียมนับถอยหลังเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (IPO)

ต้องบอกก่อนว่า SenseTime ไม่ใช่สตาร์ทอัพธรรมดา พวกเขาก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดย Tang Xiao'ou ศาสตราจารย์ดีกรีปริญญาเอกจาก MIT ซึ่งในปีเดียวกันนั้น เขาสามารถนำทีมพัฒนาระบบจดจำใบหน้าที่มีความแม่นยำ "เหนือกว่ามนุษย์" ได้เป็นครั้งแรกของโลก

หลังจากนั้น SenseTime ก็สยายปีกนำเทคโนโลยีไปต่อยอดในทุกมิติ ทั้งระบบรถยนต์ไร้คนขับ ซอฟต์แวร์ด้าน Healthtech และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ด้วยโปรไฟล์ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ก็สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจาก SoftBank และ Alibaba จนดันให้มูลค่าบริษัทก่อนเข้าตลาด ทะยานไปสูงถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตามแผนเดิม SenseTime ตั้งเป้าระดมทุนไว้ถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จังหวะเวลาดันไปตรงกับช่วงปี 2021 ที่รัฐบาลจีนเปิดฉากจัดระเบียบบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่อย่างหนักหน่วง ทั้งกรณีที่ Alibaba โดนสั่งปรับมโหฬาร และ Didi ถูกสั่งถอดแอปฯ ออกจาก App Store วิกฤตการณ์นี้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มผวาหุ้นเทคฯ จีน

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ SenseTime จึงตัดสินใจหั่นเป้าระดมทุนลงเหลือเพียง 767 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมส่งทีมนักการเงินเดินสายทำ Roadshow บินข้ามทวีปเพื่อโน้มน้าวให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาซื้อหุ้น ทุกอย่างดูเหมือนจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นตามแผนที่วางไว้...

จนกระทั่งถึงวันที่ 10 ธันวาคม

ซึ่งตรงกับวันสิทธิมนุษยชนสากลที่องค์การสหประชาชาติ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ด้วยการประกาศเพิ่มชื่อ SenseTime เข้าสู่บัญชีดำ พร้อมสั่งห้ามนักลงทุนอเมริกันทุกคนเข้าซื้อหุ้นของบริษัทโดยเด็ดขาด

ข้อกล่าวหาร้ายแรงที่สั่นคลอนดีลนี้คือ สหรัฐฯ ระบุว่า SenseTime พัฒนาระบบจดจำใบหน้าที่สามารถระบุอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์อุยกูร์ได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าบุคคลนั้นจะสวมหน้ากากหรือแว่นตาก็ตาม ซึ่งเทคโนโลยีนี้ถูกรัฐบาลจีนนำไปใช้เป็นเครื่องมือสอดส่องและควบคุมประชาชนในมณฑลซินเจียง

ข่าวนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในทันที เหล่านักการเงินและทีมวาณิชธนกิจที่กำลังยกหูโทรศัพท์เพื่อปิดดีลกับนักลงทุน ถึงกับชะงัก เพียงสามวันให้หลัง... วันที่ 13 ธันวาคม SenseTime จำใจประกาศเบรกแผน IPO ลงชั่วคราว พร้อมดำเนินการตีเช็คคืนเงินให้กับนักลงทุนที่จองซื้อหุ้นไว้แล้วทุกราย

ทางบริษัทได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันควัน โดยระบุว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อและกำลังถูกดึงเข้าไปเป็นเครื่องมือท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของทางการสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง

แต่เบื้องหลังวิกฤตนี้ ยังมีระเบิดเวลาซ่อนอยู่ที่คนนอกไม่เคยรู้

ตามกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) หาก SenseTime ไม่สามารถยื่นไฟลิ่ง (Filing) ฉบับใหม่ได้ทันภายในวันที่ 9 มกราคม 2022 ข้อมูลทางการเงินในเอกสารเดิมจะถือว่าหมดอายุทันที นั่นหมายความว่าพวกเขาจะถูกบังคับให้กลับไปเริ่มต้นกระบวนการ IPO ใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะลากยาวเสียเวลาไปอีกหลายเดือน แต่ยังหมายถึงการสูญเงินฟรี ๆ อีกนับสิบล้านดอลลาร์

เมื่อกางปฏิทินดู นับจากวันที่ประกาศเบรก IPO... พวกเขามีเวลาเหลือหน้าตักเพียง 27 วัน เท่านั้น

ภารกิจกู้ชีพสุดหินนี้ตกเป็นของ Maryann Tseng หัวเรือใหญ่ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations) ของ SenseTime หญิงแกร่งผู้เคยผ่านสมรภูมิการเงินระดับโลกกับวาณิชธนกิจอย่าง Morgan Stanley และ CITICS CLSA มาแล้ว

เธอต้องงัดทุกกลยุทธ์ออกมาใช้พร้อม ๆ กัน ทั้งการวิ่งเต้นเจรจาต่อรองกับตลาดหุ้นฮ่องกง การประชุมเครียดกับทีมทนายความ การร่างเอกสารชี้แจงผลกระทบจากการถูก Blacklist แบบละเอียดยิบทุกข้อ และที่ท้าทายที่สุดคือ... การเร่งเดินสายหานักลงทุนรายใหม่มาเสียบแทนเม็ดเงินที่หายไป

ทั้งหมดนี้คือมิชชันที่เธอต้องทำให้จบ ปิดดีลให้ได้... ภายในเส้นตายแค่ 27 วัน

แต่ในวิกฤตยังพอมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ เพราะข้อจำกัดของบัญชีดำนั้นสั่งห้ามเฉพาะ นักลงทุนอเมริกันเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าถูกแบนจากทั้งโลก

ก่อนหน้าที่จะโดนสกัดดาวรุ่ง SenseTime มีแบ็กอัปเป็นกลุ่มนักลงทุนที่เรียกว่า Cornerstone Investors (นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ที่ตกลงซื้อหุ้น IPO ล่วงหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจ) ซึ่งตุนเม็ดเงินรวมกันไว้แล้วราว 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทุนส่วนใหญ่นั้นมาจากฝั่งจีนและฮ่องกง ทำให้พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากมาตรการของสหรัฐฯ และที่สำคัญคือ... ส่วนใหญ่ตัดสินใจไม่ถอนตัว

เมื่อเห็นช่องทางรอด ทีมบริหารจึงตัดสินใจลุยต่อ สั่ง Relaunch แผน IPO อีกครั้ง พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะตัดนักลงทุนอเมริกันออกจากสมการทั้งหมด แล้วเดินหน้าเร่งหาแหล่งทุนใหม่มาเติมเต็มส่วนที่หายไป

และแล้ว... ในวันที่ 19 ธันวาคม SenseTime ก็สามารถพลิกเกมได้สำเร็จ บริษัทประกาศว่าสามารถรวบรวมทีมนักลงทุน Cornerstone ได้ครบ 9 ราย กวาดเม็ดเงินรวมกันไปถึง 512 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 67% ของมูลค่าหุ้น IPO ที่เสนอขายทั้งหมด

ในที่สุด วันที่ 30 ธันวาคม 2021 ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของปี SenseTime ก็ได้ฤกษ์เคาะระฆังเข้าเทรดในตลาดหุ้นฮ่องกงอย่างเป็นทางการ โดยเคาะราคา IPO ไว้ที่ 3.85 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเป็นกรอบราคาต่ำสุด ทำให้สามารถกวาดเม็ดเงินระดมทุนไปได้ทั้งสิ้น 741 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่กลายเป็นว่าตลาดกลับตอบรับเหนือความคาดหมาย หุ้นพุ่งทะยานกว่า 23% ตั้งแต่ชั่วโมงแรกของการเทรด ก่อนจะปิดตลาดวันแรกในแดนบวกที่ +7.3% ดันให้มูลค่าบริษัทพุ่งทะลุระดับ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความสำเร็จในวันนั้นส่งให้ Tang Xiao'ou ศาสตราจารย์ผู้ปลุกปั้นบริษัทจากห้องแล็บเล็กๆ ในมหาวิทยาลัย กลายเป็นมหาเศรษฐีชั่วข้ามคืน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่พุ่งแตะ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในวันเดียว

แต่น่าเศร้าที่ความสำเร็จบนจุดสูงสุดนี้อยู่กับเขาได้ไม่นาน... สองปีให้หลังในเดือนธันวาคม 2023 Tang Xiao'ou ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันในวัยเพียง 55 ปี ปิดตำนานผู้ก่อตั้งยูนิคอร์น AI ที่ใหญ่ที่สุดของจีน

กาลเวลาผ่านไป แต่ SenseTime ก็ยังคงติดแหง็กอยู่ในบัญชีดำของสหรัฐฯ จนถึงทุกวันนี้

ขณะที่ Maryann Tseng แม่ทัพนักการเงินหญิงแกร่งผู้งัดทุกสกิลที่มีเพื่อปิดดีลหนีตายภายใน 27 วัน ปัจจุบันเธอยังคงรั้งตำแหน่ง Senior Managing Director ของบริษัท และมักจะเดินสายขึ้นเวทีระดับโลกเพื่อขับเคลื่อนเรื่องจริยธรรม AI และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง: washingtonpost, scmp.com, techcrunch, bloomberg, sensetime

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Google เปิดตัว AI ช่วยงานวิจัย ‘Gemini for Science’ ตั้งสมมติฐาน รันโค้ด อ่านเปเปอร์ เชื่อมฐานข้อมูล Life Science กว่า 30 แห่ง

Google เปิดตัว Gemini for Science ในงาน Google I/O 2026 ชุดเครื่องมือ AI สำหรับงานวิจัย พร้อม Co-Scientist ระบบ Multi-agent ที่ตีพิมพ์ใน Nature และถูกใช้โดยทีมวิจัยจาก Stanford, MI...

Responsive image

Gemini 3.5 Flash โมเดลที่ Google เคลมว่าเร็วกว่าคู่แข่ง 4 เท่า และเก่งกว่า Gemini 3.1 Pro แทบทุก Benchmark

Google ประกาศเปิดตัว Gemini 3.5 Flash ในงาน I/O 2026 พร้อมเคลมว่าโมเดล Flash รุ่นใหม่นี้ทำคะแนน Benchmark สูสีกับโมเดลระดับท็อปของค่ายอื่น ๆ แต่ทำงานเร็วกว่าหลายเท่า ในขณะที่ราคายั...

Responsive image

เปิดตัว Docs Live เปลี่ยนคำพูดเป็นดราฟท์ พูดไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเป๊ะ AI ก็เข้าใจ แถมดึงข้อมูลจาก Gmail, Drive มาให้ได้ด้วย

Google ใช้เวที I/O 2026 เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Workspace ที่เปลี่ยนเสียงของผู้ใช้ให้กลายเป็นเอกสารหรือบันทึกได้อัตโนมัติ จุดที่ทำให้ฟีเจอร์ชุดนี้น่าสนใจ ไม่ใช่แค่การถอดเสียงเป็นข้อคว...