วิธีสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับธุรกิจ | Techsauce

วิธีสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับธุรกิจ

หากพูดถึงการทำธุรกิจแล้ว แน่นอนว่าคนเราทำธุรกิจด้วยกันกับ “ผู้คน” กันเอง ไม่ใช่ไอเดีย ข้อเสนองาน ผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่เงิน ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานและการทำธุรกิจ 

ในงาน Techsauce Global Summit 2022 ได้พาทุกคนไปพูดคุยกับ Dr. Carole Robin CO-FOUNDER จาก Head of Faculty Leaders in Tech ผู้เขียนหนังสือ ‘Connect’ ในหัวข้อ “How to Build Exceptional Relationships at Work”

ความสัมพันธ์ที่ดีคืออะไร

ความสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้ทุกคนที่อยู่ในความสัมพันธ์เติบโตและพัฒนาทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว โดยจุดเด่นของความสัมพันธ์ที่ดีมี 6 ประการ

  • เป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่
  • รู้จักอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
  • เชื่อว่าการเปิดเผยตัวตนจะไม่ถูกนำมาทำร้ายทั้งคู่
  • มีความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน
  • สามารถยกประเด็นขึ้นมาพูดและจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ให้ความสำคัญกับการเติบโตและการพัฒนาของอีกฝ่าย

หนทางการนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดี

การทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้นเป็นอีกหนึ่งหนทางของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ในช่วงขั้นต้นของความสัมพันธ์ทุกคนจะต้องก้าวผ่านช่วงเริ่มต้นของการทำความรู้จักกัน และเริ่มสื่อสารกันอย่างเปิดเผยตัวตนมากขึ้น (Self-disclosure) เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างโอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้อื่น

หลังจากนั้นเมื่อพัฒนาไปจนถึงขั้นที่ทั้งคู่มีความสำคัญต่อกัน ความสัมพันธ์ก็จะยิ่งซับซ้อนขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความคาดหวัง และความขัดแย้งในความสัมพันธ์ ดังนั้นเพื่อให้ความสัมพันธ์ก้าวหน้ามากขึ้น จะต้องมีการเพิ่มระดับของการเปิดเผยข้อมูลและต้องยอมรับความเสี่ยงให้ได้มากขึ้น แม้ว่าจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นแต่หากแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ความสัมพันธ์ก็จะพัฒนาไปอีกขั้น

แต่การเปิดเผยตัวเอง (Self-disclosure) มักมีความเสี่ยงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทำให้หลายคนกังวลที่จะเปิดเผยเรื่องของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องแย่ๆ เนื่องจากกลัวคนอื่นมองว่าเป็นคนอ่อนแอ ดังนั้นแล้วระหว่างความปลอดภัยกับการเปิดเผยตัวตนอะไรควรมาก่อนกัน? 

วิธีการเปิดเผยตัวตนด้วยกฎ 15 เปอร์เซ็นต์

หากคุณกังวลเรื่องการเปิดเผยตัวตนกับผู้อื่น ให้ลองใช้กฎ 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลองดูท่าทีก่อนว่าบุคคลนั้นมีท่าทีตอบสนองอย่างไร ก่อนที่จะเสี่ยงเปิดเผยตัวตนออกไป ดังนี้ 

จากภาพจะเห็นได้ว่า วงกลมด้านในสุดเป็นคอมฟอร์ตโซนของเราที่เราสามารถพูดอะไรออกมาได้โดยไม่ต้องคิด ส่วนวงนอกสุดคือโซนอันตราย เป็นสิ่งที่เราไม่มีทางที่จะพูดออกมาเพราะคิดไว้แล้วว่าสิ่งนั้นจะเป็นผลลบต่อความสัมพันธ์อย่างแน่นอน ส่วนวงกลมระหว่างโซนคอมฟอร์ตโซนและโซนอันตรายคือ พื้นที่ของการเรียนรู้ เป็นโซนที่เราไม่รู้ว่าเมื่อเราพูดสิ่งนั้นออกไปแล้วอีกฝ่ายจะมีการตอบสนองกลับมาอย่างไร ส่วน 15 เปอร์เซ็นต์ คือพื้นที่ที่คุณสามารถอยู่ในคอมฟอร์ตโซนได้ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยการพูดสิ่งที่ค่อนข้างปลอดภัย

“กุญแจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์คือ การเรียนรู้” 

แต่กฎ 15 เปอร์เซ็นต์มีข้อจำกัดคือ บางครั้งเรื่องที่ดูไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรสำหรับเรา แต่สำหรับคนอื่นไม่ใช่ เพราะคนเรามีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ ไม่เหมือนกัน รวมถึงการเปิดเผยเรื่องบางเรื่องของตัวเราเองอาจไม่ใช่เรื่องเหมาะสม ดังนั้นจะต้องมีการวัดความเหมาะสมของสถานการณ์ต่างๆ ให้ดี

คำแนะนำไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

แม้ว่าเราจะคิดว่าเรารู้จักคนอื่นมากแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงแล้วเราอาจจะไม่ได้รู้จักเขามากขนาดนั้น การให้คำแนะนำจึงไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างคนสองคน และอาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกันมากขึ้นได้ แม้ว่าหลายคนจะรู้ว่าการให้คำแนะนำเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อีกทั้งยังให้โทษ แต่ก็ยังทำอยู่ดี เนื่องจากการแก้ปัญหาของคนอื่นง่ายกว่าการแก้ปัญหาของตัวเอง แต่การให้คำแนะนำก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป สิ่งสำคัญคือหากคุณจะให้คำแนะนำแก่ใครสักคน จะต้องรู้และทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร อย่างไรก็ตาม การให้คำแนะนำผู้อื่นไม่ได้มีส่วนสำคัญต่อการทำความรู้จักผู้อื่นเท่าไหร่นัก 

คำถามที่ไม่ควรถาม

วิธีหนึ่งที่จะทำให้รู้จักใครสักคนดีขึ้นคือ การพูดคุยกันอย่างเป็นประจำ แต่ข้อควรระวังในการพูดคุยคือ การถามคำถามไม่ดีอาจทำให้คนอื่นรู้สึกในแง่ลบได้ โดยลักษณะของคำถามที่ไม่ควรถามมีอยู่ด้วยกันสองประการ คือ ไม่ถามคำถามปลายเปิดด้วยคำว่า “ทำไม” เพราะเป็นเหมือนการบังคับให้คนอื่นต้องพูดเหตุผลออกมา เช่น ถ้ามีคนถามว่าทำไมทำงานหนักจัง ก็อาจจะรู้สึกว่าจะต้องตั้งรับและหาเหตุผลอะไรมาอธิบายให้คนถามฟัง และคำถามอีกลักษณะหนึ่งที่ไม่ควรถามคือ การถามคำถามปลายปิดที่ตอบได้แค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” เพราะเป็นการสนทนาที่แคบและมีแนวโน้มนำไปสู่การรู้สึกว่าถูกล่วงล้ำและถูกตัดสิน

การให้ฟีดแบ็กเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในการพัฒนาความสัมพันธ์

ฟีดแบ็กเป็นสิ่งที่ทรงพลังและมีคุณค่าต่อการสร้างความสัมพันธ์ เนื่องจากว่าคนเราไม่สามารถรู้ได้ด้วยตัวเองว่าควรพัฒนาตนเองจุดไหนและไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ดีแล้วจริงๆ จนกระทั่งมีใครสักคนเดินมาบอก แต่หลายคนกลับไม่ให้ความสำคัญกับการให้ฟีดแบ็ก เนื่องจากกลัวว่าเมื่อพูดอะไรออกไปแล้วคนอื่นจะรู้สึกแย่ และกลัวโดนฟีดแบ็กจากคนอื่นกลับมา

Dr. Carole Robin กล่าวว่า หากคุณคิดว่าการให้ฟีดแบ็กคนอื่นจะทำให้เขารู้สึกเสียใจ ในทางกลับกันคุณคิดว่าคนคนนั้นจะรู้สึกอย่างไรหากคุณไม่เคยบอกว่าเขาทำอะไรผิดพลาดจนเขาทำผิดพลาดซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น จุดประสงค์ของการให้ฟีดแบ็กคือการนำไปสู่การพูดคุยในการแก้ปัญหา ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงผู้อื่น

“เมื่อมีคนให้ฟีดแบ็กควรพูดขอบคุณ ให้มองฟีดแบ็กเป็นเหมือนของขวัญ… เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ข้อดีและข้อเสียของตัวเอง”

จะเห็นได้ว่า แม้ว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถสร้างกันได้เพียงแค่ต้องใช้เวลา หากสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้ก็จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน รวมถึงได้ความท้าทายใหม่ๆ จากการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ถึงเป็นธุรกิจเล็ก วัฒนธรรมองค์กรก็สำคัญ
เริ่มเปลี่ยนวันนี้ก่อนสาย

.
หากองค์กรของคุณกำลังเจอปัญหา … พนักงานหมดไฟ…ทุกการตัดสินใจล่าช้าเพราะต้องรอ CEO … พนักงานลาออกเยอะ แต่ไม่รู้สาเหตุ และอีกมากมายปัญหาในองค์กรที่คุณแก้ไม่ตก
.
Peoplesauce ช่วยธุรกิจ SMEs /Startups ที่กำลัง Scale up สร้าง “คน” และ“Culture” เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกับเราได้ตั้งแต่วันนี้ที่

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ฟินแลนด์ ที่ 1 โลก ‘ชีวิตการทำงานดี’ ด้านไทยรั้งอันดับ 4 เอเชีย

จากการสำรวจวัยทำงานทั่วโลกกว่า 128,000 ใน 160 ประเทศ ประเทศที่คนวัยทำงานรู้สึว่าชีวิตด้านการงานของพวกเขาดีที่สุดคือ ฟินแลนด์ (83%) ตามมาด้วย เดนมาร์ก (77%) และ ไอซ์แลนด์ (76%)...

Responsive image

ปัญหา 108 รุมเร้า จนรู้สึกว่าเราไม่ดีพอ CEO สหรัฐ 71% โดน Imposter Syndrome เล่นงาน

รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ ใครว่าไม่สำคัญ ผลสำรวจของ Korn Ferry เผย CEO ในสหรัฐฯ กว่า 71% ตกอยู่ในสภาวะ Imposter Syndrome...

Responsive image

เข้ากับหัวหน้าไม่ได้ จะลาออกหรือไปต่อ ญี่ปุ่นผุดไอเดีย ‘ให้พนักงานเลือกหัวหน้าที่ชอบ’

บริษัทญี่ปุ่นค้นพบว่าพนักงานโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มักมีปัญหากับหัวหน้างานจนต้องลาออก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากสไตล์การทำงานที่แตกต่างกันเกินไป บริษัทจึงคิดวิธีแก้ปัญหานี้ ด้วยการให้พนักงาน สา...