ทำไมพนักงาน Google 34% อยากลาออก เมื่อบริษัทให้กลับไปทำงานออฟฟิศ | Techsauce

ทำไมพนักงาน Google 34% อยากลาออก เมื่อบริษัทให้กลับไปทำงานออฟฟิศ

Google เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ขึ้นชื่อเรื่องการมีวัฒนธรรมการทำงานที่ดี เพราะ Google มุ่งเน้นสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ดีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่อื่น หรือการมีสวัสดิการที่น่าดึงดูดใจ แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาทำให้ภาพลักษณ์ของ Google เริ่มดูแตกต่างไปจากเดิม หรือ Google กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กร? 

ทำไมพนักงาน Google 34% อยากลาออก เมื่อบริษัทให้กลับไปทำงานออฟฟิศ

เหตุเกิดจากความไม่พอใจ

ในขณะที่ Google กำลังจะให้พนักงานกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ บริษัทก็ต้องเผชิญกับการที่พนักงานไม่มีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมในหลาย ๆ เรื่อง เช่น ค่าตอบแทนและความสามารถในการบรรลุเป้าหมายในอาชีพ

การสำรวจพนักงานประจำปีของ Google ที่มีชื่อเรียกว่า ‘Googlegeist’ ชี้ให้เห็นว่าพนักงานหลายคนมองว่าค่าตอบแทนที่ได้ไม่ยุติธรรม เมื่อเทียบกับตำแหน่งที่ทำอยู่ในบริษัทอื่น ๆ อีกทั้งยังตั้งคำถามถึงความสามารถในการบริหารงานด้วย โดยผลสำรวจนี้เกิดขึ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมาและมีการเผยแพร่ให้กับพนักงาน พบว่าคะแนนที่ต่ำคือสุดคือ ค่าตอบแทนและการบริหารงาน ส่วนคะแนนสูงสุดคือภารกิจและค่านิยมของ Google

มีพนักงานเพียง 46% เท่านั้นที่รู้สึกว่าค่าตอบแทนของตัวเองสามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นในตำแหน่งคล้ายกันได้ ซึ่งลดลงจากปีที่แล้ว 12 จุด 56% บอกว่าเงินเดือนที่ได้มีความยุติธรรม ลดลง 8 จุดจากปีที่แล้ว และ 64% เห็นว่าผลงานที่ทำสะท้อนออกมาในรูปแบบการจ่ายเงินที่เหมาะสม ลดลง 3 จุด

ปัจจุบันการรักษาพนักงานและความพึงพอใจของพนักงานมีความสำคัญกับทุกบริษัทมากกว่าที่เคยเป็นมา เพราะผู้คนในสหรัฐฯจำนวนมากกำลังลาออกจากงาน เพื่อไปหาโอกาสใหม่ ๆ ที่ดึงดูดใจกว่า

ตอนนี้ Google ก็กำลังจะให้พนักงานกลับไปทำงานที่ออฟฟิศอีกครั้งในวันที่ 4 เมษายน โดยพนักงานจะต้องเข้าออฟฟิศอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ หลังจากที่ทำงานทางไกลมาเป็นระยะเวลา 2 ปีเนื่องจากการระบาดของ COVID-19

พนักงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยพอใจกลับแผนการกลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ อ้างอิงจากการแสดงความคิดเห็นบน Blind ซึ่งเป็นบริการที่พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานและนายจ้างโดยไม่เปิดเผยตัวตน พบว่า 62% ของพนักงาน Google ไม่พอใจกับการที่บริษัทกำลังจะเปิดออฟฟิศ และ 2 ใน 3 ของพนักงานก็ไม่พอใจกับการที่บริษัทบังคับให้เข้าออฟฟิศ 3 วันต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ 34% ยังอ้างว่ากำลังวางแผนหางานใหม่

“เราคิดว่าบริษัทควรให้อิสระแก่พนักงานในการเลือกว่าจะเข้าหรือไม่เข้าออฟฟิศ ไม่ใช่มาบังคับกันในจำนวนวันที่เจาะจงแบบนี้” พนักงาน Google นิรนามท่านหนึ่งโพสต์บน Blind

จะเห็นได้ว่าหลัก ๆ ตอนนี้ที่พนักงาน Google ไม่พอใจมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ รู้สึกว่าได้รับค่าตอบแทนที่ไม่ยุติธรรมเมื่อเทียบกับที่อื่น ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ ไม่พอใจกับการถูกบังคับให้กลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ เนื่องจากเทรนด์ความพึงพอใจของพนักงานเปลี่ยนไปแล้ว

เมื่อโลกเปลี่ยนไป เทรนด์ความพึงพอใจของพนักงานก็เปลี่ยนตาม

จากการสำรวจ 10,000 คนทั่วโลก ในด้านการเงิน เทคโนโลยี และพลังงานโดย Advanced Workplace Associates พบว่า มีพนักงานเพียง 3% เท่านั้นที่ต้องการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ อีกทั้งยังมีการเตือนว่าพนักงานจะลาออกหากบริษัทบังคับให้กลับไปทำงานเต็มเวลา 

และพนักงาน 86% ต้องการทำงานจากที่บ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน โดยพนักงานส่วนใหญ่ต้องการเดินทางเข้าเมืองในวันอังคาร พุธ และพฤหัสบดี หากองค์กรใดไม่ปรับตัวตามความต้องการของพนักงานก็จะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มีการลาออกสูงอย่างต่อเนื่องเช่นนี้

นอกจากนี้ Gartner ยังเผย เทรนด์การทำงานที่ผู้นำธุรกิจควรรู้ในปี 2022 ว่า ความเป็นธรรมและความเสมอภาคจะเป็นประเด็นสำคัญในองค์กร ในปีนี้ผู้บริหารจะต้องคำนึงถึงวิธีจัดการความเป็นธรรมและความเท่าเทียมเพื่อเพิ่มประสบการณ์ของพนักงานให้หลากหลายขึ้น เช่น เรื่องการทำงานที่ยืดหยุ่นใครสามารถทำได้บ้าง องค์กรควรปรับค่าตอบแทนพนักงานมั้ย หรือข้อเสนออื่น ๆ เช่น เมื่อมีเงินสนับสนุนพนักงานที่มีบุตร แล้วพนักงานคนอื่นควรได้รับสิ่งใดบ้าง

อีกทั้งบางบริษัทก็มีแนวโน้มว่าจะลดเวลาการทำงานลงแทนการเพิ่มค่าจ้าง เพื่อดึงดูดผู้มีความสามารถ จากการวิจัยโดย Gartner พบว่า เงินเดือนในสหรัฐฯ ปี 2021 เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยมากกว่า 4% เมื่อเทียบกับอดีต แต่เมื่อพิจารณาเรื่องเงินเฟ้อด้วย ค่าจ้างจริง ๆ ก็ลดลง ดังนั้นแทนที่จะแข่งขันกับบริษัทอื่นด้วยค่าจ้างที่สูง นายจ้างบางคนจึงจะลดชั่วโมงการทำงานแทน เพื่อรักษาค่าตอบแทนให้คงที่ และทำให้มีโอกาสในการแข่งขันที่ดีกว่าบริษัทที่ให้ค่าตอบแทนสูง แต่ไม่ลดจำนวนชั่วโมงทำงาน

ทำไมหลายบริษัทชอบบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศ?

รู้หรือไม่ว่า ผู้บริหารรุ่นเก่าๆ ชอบบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศ? สามารถเห็นตัวอย่างได้จาก James Gorman ซีอีโอของ Morgan Stanley ที่ได้กล่าวไว้เมื่อปีที่แล้วว่า “ถ้าปกติคุณไปทานข้าวที่นิวยอร์กซิตี้ได้ คุณก็ต้องเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศได้เช่นกัน และพวกเราต้องการให้คุณเข้าออฟฟิศ” เหตุผลที่ผู้บริหารบางคนอ้างว่าต้องการให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศมีด้วยกัน 3 อย่างหลักๆ คือ

  • วัฒนธรรมองค์กร: “พนักงานต้องทำงานที่ออฟฟิศเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมที่แท้จริงขององค์กร” Jamie Dimon ซีอีโอ JP Morgan กล่าว “สิ่งนี้ไม่สามารถทำได้ผ่าน Zoom” เขากังวลว่าการทำงานทางไกลนานๆ จะเป็นการทำลายทำวัฒนธรรมองค์กร ถึงแม้ว่าเหตุผลนี้จะฟังดูมีเหตุมีผล แต่จากงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับความภาคภูมิใจของพนักงาน พบว่า ความภาคภูมิใจที่พนักงานมีในบริษัท ไม่ว่าจะทำงานจากที่บ้านหรือในออฟฟิศก็ไม่แตกต่างกัน
  • ความก้าวหน้าในอาชีพ: “เมื่ออยู่ไกล ใจก็ห่าง ปัญหาหนึ่งที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าทางอาชีพ” บทความจาก Forbes ชี้ให้เห็นว่า ถ้าไม่เจอหน้ากันนานๆ อาจทำให้มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพลดลง โดยเฉพาะพนักงานที่มีอายุน้อย จะพลาดโอกาสที่ได้ทำความรู้จักผู้บริหารระดับสูง แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพนักงานที่จะต้องเข้าออฟฟิศอย่างเดียว ผู้บริหารควรพยายามค้นหาพนักงานที่มีความสามารถผ่านกิจกรรมเครือข่ายหรือการประชุมที่เชื่อมระหว่างพนักงานกับผู้บริหารระดับสูงก็ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นจะมีเทคโนโลยีไว้ทำไม?
  • ความเชื่อใจพนักงาน: ผู้บริหารหรือผู้จัดการมีความยากลำบากในการสร้างความไว้วางใจต่อพนักงาน เพราะไม่มีการพูดคุยกันหรือเห็นหน้ากันเหมือนตอนเจอตัวเป็นๆ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีก็มีการพัฒนาก้าวหน้ามาไกล เพราะเราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทันทีผ่าน Slack หรือ Zoom  ไม่ว่าจะเป็นระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน หรือระหว่างพนักงานกับพนักงานด้วยกันเอง 

การทำงานจากที่บ้านมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการมีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นเพราะไม่มีสิ่งรบกวน มีความยืดหยุ่น มีอิสระ และมี Work-life balance ซึ่งจะทำให้มีวิถีชีวิตที่สุขภาพดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลด Carbon footprint ได้ด้วย แต่ก็อาจจะมีข้อเสียในเรื่องการสูญเสียวัฒนธรรมองค์กร โอกาสในการก้าวหน้า และขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

แต่นายจ้างสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ด้วยการคงความยืดหยุ่นและเปิดกว้างให้พนักงานเสนอความคิดเห็นในการแก้ปัญหา เพื่อตอบสนองความต้องการพนักงานให้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นองค์กรก็อาจสูญเสียพนักงานผู้มีความสามารถไปได้เช่นกัน

ด้านมืดของสวัสดิการบริษัทเทค

แม้พนักงานจะมองว่าปัจจุบัน Google ให้ค่าตอบแทนน้อยเมื่อเทียบกับที่อื่น แต่สวัสดิการ Google ก็เยอะไม่แพ้ใคร แล้วการมีสวัสดิการเยอะดีจริงไหมในสายตาพนักงาน? Ken Waks อดีตพนักงาน Google ออกมาพูดถึงสวัสดิการบริษัทเทคว่า อดีตนายจ้างของเขา ทั้ง Google และ Yelp เสนอสวัสดิการที่ทำให้พนักงานต้องทำงานมากขึ้น แต่ได้รับค่าตอบแทนน้อยลง

Waks อธิบายว่า สวัสดิการต่าง ๆ ถูกออกแบบมาเพื่อให้พนักงานอยู่ในออฟฟิศได้นานที่สุด โดยพนักงานสามารถทานอาหารฟรีที่ Google ได้สามมื้อ แต่อาหารเย็นจะให้บริการแค่ตอน 18.00-18.30 น. ดังนั้นจึงต้องเลิกงานสายเพื่อให้ได้ทานข้าวเย็น

อีกทั้งรถรับส่งพนักงานไป-กลับออฟฟิศก็ให้บริการช่วงเวลา 6.00-22.00 น. ทำให้เริ่มงานเร็วและเลิกงานเลทได้ ซึ่งรถรับส่งตรงนี้ก็มี Wi-Fi เพื่อให้พนักงานทำงานต่อได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถพาสัตว์ไปที่ออฟฟิศได้ นั่นหมายความว่าพนักงานไม่จำเป็นต้องออกจากออฟฟิศเพื่อไปดูแลสัตว์เลี้ยง

อย่างไรก็ตาม การยกตัวอย่างของ Waks อาจจะดูมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย แต่สิ่งที่ Waks อยากจะสื่อออกมาในคำพูดนี้คือ สิ่งที่เขาอยากได้จาก Google จริง ๆ คือ เงินเดือนที่สูงขึ้น ไม่ใช่สวัสดิการอะไรที่มากมายขนาดนั้น แต่ผลสุดท้ายแล้วผู้จัดการของเขาก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้

โดยสรุป จากการสำรวจพนักงานที่มีชื่อว่า Googlegeist ทำให้เห็นว่าพนักงานเริ่มมีความพึงพอใจในค่าตอบแทนลดน้อยลง ซึ่งอดีตพนักงานก็ออกมาพูดเองว่า Google เป็นบริษัทที่ให้สวัสดิการเยอะ แต่ใช่ว่าทุกคนจะต้องการสวัสดิการเหล่านั้น และอีกปัญหาหนึ่งที่พนักงานไม่พอใจคือ การถูกบังคับให้กลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ โดยเหตุผลที่ผู้บริหารหลายคนมองว่าควรเข้าออฟฟิศเป็นเพราะถ้าไม่เห็นหน้ากันนาน ๆ จะเป็นการทำลายวัฒนธรรมองค์กร ลดโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ อีกทั้งยังขาดการปฏิสัมพันธ์กันทำให้สร้างความไว้วางใจยาก

แต่ปัจจุบันโลกก็พัฒนามาไกล เทคโนโลยีก็ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน และความต้องการของพนักงานเองก็เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นทางบริษัทเอง (ที่ไม่ใช่แค่ Google) ควรมีวิธีรับมือปัญหาด้วยการคงความยืดหยุ่นไว้ เพราะปัจจุบันพนักงานกลายเป็นผู้กุมอำนาจและมีสิทธิเลือกนายจ้างมากขึ้น ทางที่ดีควรหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับพนักงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานให้ตรงจุด จะได้ไม่เสียพนักงานผู้มีความสามารถไปแบบไม่มีวันหวนคืน

อ้างอิง : CNBC, bizjournals, inc.com, Gartner, newsweek

ถึงเป็นธุรกิจเล็ก วัฒนธรรมองค์กรก็สำคัญ
เริ่มเปลี่ยนวันนี้ก่อนสาย

.
หากองค์กรของคุณกำลังเจอปัญหา … พนักงานหมดไฟ…ทุกการตัดสินใจล่าช้าเพราะต้องรอ CEO … พนักงานลาออกเยอะ แต่ไม่รู้สาเหตุ และอีกมากมายปัญหาในองค์กรที่คุณแก้ไม่ตก
.
Peoplesauce ช่วยธุรกิจ SMEs /Startups ที่กำลัง Scale up สร้าง “คน” และ“Culture” เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกับเราได้ตั้งแต่วันนี้ที่

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

งานไม่เคยจบในที่ทำงาน ตามกลับมาบ้านด้วยเสมอ ปัญหาของชาว Hybrid Working ต้องแก้ยังไง?

บทความนี้ Techsauce จึงได้รวบรวม How to ทิ้งงานไว้ที่ออฟฟิศ และทวงคืนชีวิตที่มีคุณภาพของชาว Hybrid Working...

Responsive image

True เดินหน้าปั้นผู้นำรุ่นใหม่ 'True Next Gen' ตั้งเป้าเป็น Telco-Tech ชั้นนำในภูมิภาค สู่ Automation 100%

ทรู คอร์ปอเรชั่น เผยเชื่อมั่นศักยภาพของ 'คนรุ่นใหม่' ร่วมเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Telecom Tech Company ชั้นนำแห่งภูมิภาค พร้อมปรับการทำงานเป็นระบบอัตโนมัติ 100% ปี 2570...

Responsive image

ทำยังไง ถ้าไม่ได้เป็น ‘ลูกรัก’ เจ้านาย

‘ระบบลูกรัก’ ที่ฝังรากลึกในองค์กร เป็นอีกหนึ่งปัญหาช้างในห้อง (Elephant In The Room) ปัญหาใหญ่ที่คนส่วนใหญ่รับรู้ แต่ไม่มีใครอยากพูดถึง หรือพูดไม่ได้ ทำยังไงดี...