โดย จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง Bitkub และ Group CEO แห่ง Bitkub Capital Group Holdings Co. , Ltd.

Libra coin สกุลเงิน Cryptocurrency ใหม่แกะกล่องที่แจ้งเกิดโดย Facebook เป็นประเด็นร้อนแรงที่ผู้คนต่างจับจ้องในช่วงที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่ต้องการให้คนตัวเล็ก ซึ่งไม่มีแม้แต่บัญชีธนาคารสามารถเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินบนโลกออนไลน์อย่างทั่วถึง จนทำให้ยักษ์ใหญ่แห่งแวดวงการเงินระดับโลกต่างโดดเข้าร่วมวงโดยพร้อมเพียง แม้ยังเป็นที่จับตาของผู้คุ้มกฎหลายสถาบัน ที่เกรงว่าจะกลายเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน หรือ ธุรกรรมผิดกฎหมาย จึงต้องรอการพิสูจน์ศักยภาพเพื่อให้เป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง

แม้ว่าสมัยก่อนผู้คนต่างก็ใช้ทองคำเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ด้วยจำนวนทองคำมีอยู่อย่างจํากัดจึงทำให้การผูกเงินตราไว้กับทองคำมีความเสี่ยงก่อให้เกิดอัตราเงินฝืด

ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้เงินกระดาษดังเช่นปัจจุบัน ที่มีตัวกลางควบคุม คือธนาคาร อย่างไรก็ตามแม้ระบบการเงินแบบธนาคารที่มีความน่าเชื่อถือสูง ถูกนำมาใช้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็กลับกลายนำมาซึ่งปัญหาเรื่องเงินเฟ้อตามมา จนเกิดเป็นวิกฤตทางการเงินครั้งใหญ่ที่มีผลกระทบไปทั่วโลก

จากปัจจัยข้างต้น จึงนำไปสู่การถือกำเนิดของสกุลเงินดิจิทัล (Digital Currency) แห่งแรกของโลก ซึ่งก็คือ Bitcoin กระทั่งเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเงิน ด้วยรากฐานของการไม่เชื่อใจต่อธนาคารและเงินกระดาษ

แต่ Bitcoin ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องการผันผวนของราคาที่สูง จึงยากต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน จนกระทั่ง Facebook ได้ประกาศตัวเหรียญ Libra ซึ่งเป็นเหมือนความหวังใหม่ที่จะทำให้คนเชื่อมั่นใน Cryptocurrency มากยิ่งขึ้น

Libra-facebook-cryptocurrency-bitkup

Libra coin คืออะไร

Libra คือสกุลเงินของ Facebook ที่อยู่ภายใต้กลุ่มบริษัทที่เรียกว่า Libra Association ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร มีสมาชิกอย่างน้อย 27 บริษัท เช่น Visa PayPal Uber และอื่น ๆ อีกมากมาย

โดยเหรียญ Libra ใช้เทคโนโลยี blockchain มีลักษณะเป็น Stablecoins ที่มีการอ้างอิงมูลค่าตามสินทรัพย์ต่าง ๆ ออกแบบมาเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนและความยุ่งยาก เนื่องจากความผันผวนของราคาระหว่างการชำระเงิน นอกจากนี้การใช้จ่ายด้วยเหรียญ Libra ผ่านผลิตภัณฑ์ของ Facebook เช่น Messenger และ WhatsApp จะไม่มีการเสียค่าธรรมเนียม

จุดประสงค์ของการถือกำเนิด

ต้นกำเนิดของ Cryptocurrency โดย Facebook ครั้งนี้มีที่มาจากการเห็นถึงปัญหาต่อการเข้าถึงระบบการเงินของผู้คนทั่วโลก ซึ่งหลาย ๆ ท่านอาจไม่รู้ว่ามีประชากรจำนวนมากกว่า 1,700 ล้านคนบนโลกที่ยังคงอยู่นอกระบบการเงิน ทั้งที่มากกว่าครึ่งของจำนวนนี้สามารถเข้าถึง Smartphone และ Internet ได้ ด้วยข้อจำกัดที่ค่าบริการทางการเงินมีค่าธรรมเนียมที่สูง ทำให้บรรดาผู้คนซึ่งมีฐานะทางการเงินที่ไม่ดี จึงไม่สามารถเข้าถึงการบริการได้

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้เหรียญ Libra มีวัตถุประสงค์เพื่อเอื้อให้ผู้ใช้บริการทำธุรกรรมทางการเงินได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร โดยเฉพาะประเทศที่ด้อยพัฒนา และอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีสถาบันการเงินบริการไม่มากนัก นั่นคือส่งเสริมให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงระบบการเงินเพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ ไปจนถึงไม่มีเลย

Cryptocurrency ที่จะมาแทนที่เงินสด ?

Libra coin เป็นเหมือนแสงใหม่สำหรับ Cryptocurrency ที่จะมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ เนื่องจากมีความเสถียรและมีสินทรัพย์ที่น่าเชื่อถือ เป็น 5 สกุลเงินใหญ่ของโลกได้แก่ USD  JPY GBP CNY และ EUR และยังร่วมมือกับหน่วยงานทางการเงินที่มีความน่าเชื่อถือสูง จึงทำให้ Libra สามารถมีผู้ใช้บริการได้เป็นพันล้าน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้งาน Bitcoin ที่มีเพียงเเค่ 5-6 ล้านคนเท่านั้น

ทั้งนี้ มองว่าเงินสกุลใหม่ดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกจนทำให้ทุกการทำธุรกรรมไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือระหว่างประเทศจะใช้เพียงสุกลเดียว ซึ่งผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนค่าเงินให้ยุ่งยากอีกต่อไป จะมีคนหันมาใช้ Digital Currency ในชีวิตประจำวันมากขึ้นโดยอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกลับไปใช้สกุลเงินของประเทศตัวเองด้วยซ้ำเพราะมีความสะดวกสบายมากกว่าและค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานสามารถโอนเงินผ่าน App ในเครือของ Facebook ได้รวดเร็วเช่นเดียวกับการส่งสติกเกอร์ และอาจพัฒนาไปถึงขั้นการกู้ยืมเงิน ไม่เพียงเท่านั้นบริษัทซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย เช่น Bitkub ได้ประกาศพร้อมลิสต์เหรียญจาก Facebook หรือ Libra ในอนาคตอันใกล้นี้

ผลข้างเคียงจาก Libra

หากผลงานแห่งการสร้างสรรค์ Cryptocurrency โดย Facebook ครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้แล้วนั้น ธุรกิจที่จะโดนผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ธนาคาร และ e-payment อย่างแน่นอนในเมื่อผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องเข้าหาธนาคารเพื่อการทำธุรกรรมต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นช่องทางที่ให้ความสะดวกสบายมากกว่า

รวมถึงในส่วนของ e-payment เอง ระบบของ Libra ก็มีศักยภาพมากพอที่จะเข้ามาแทนที่ได้ แน่นอนว่าคนเราพร้อมจะใช้สิ่งที่พวกเขาคิดว่าดีกว่าเสมอ จนเป็นไปได้ที่เราอาจจะได้เห็นขาลงของบริษัทการเงินหลาย ๆ แห่ง

นอกจากนี้บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Visa MasterCard และ PayPal ก็ได้ลงทุนรายละ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อมาอยู่ในเครือข่าย Libra ด้วยเลือกที่จะปรับตัว แม้จะถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว เพื่อหวังที่จะไม่โดนทิ้งไว้ข้างหลัง

ข้อกังวลในการเป็นสกุลเงินโลก

ในตอนนี้เป้าหมายที่จะทำให้ Libra กลายเป็นสกุลเงินโลกดูเหมือนจะมีข้อกังวลต่อรัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งต้องการเข้ามาศึกษาความเสี่ยงในการใช้ Cryptocurrency ที่อาจมีผลกระทบกับเสถียรภาพทางการเงิน การกำกับดูแล และป้องกันไม่ให้สกุลเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน หรือ ธุรกรรมผิดกฎหมาย

อีกทั้งระบบจะต้องอยู่ภายใต้ระบบที่มีมาตรฐานระดับสูง ทั้งนี้ยังมีความกังวลด้านความเสี่ยงในการใช้ข้อมูลโดยมิชอบ และ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค แม้กระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทย ยังเห็นถึงข้อกังวลเหล่านี้และออกมาบอกว่า ต้องคอยจับตาความชัดเจนด้านรูปแบบกลไก การทำงานขององค์กร และ เครือข่าย Libra

นอกจากนี้คณะกรรมการสภาบริการทางการเงินสหรัฐอเมริกา ยังมีการเรียกร้องให้ Facebook ยุติการพัฒนาโครงการ Libra ชั่วคราวจนกว่าสภาและผู้กำหนดนโยบายจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

การมาของเหรียญ Libra แน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อระบบการเงินของโลกอย่างแน่นอน เนื่องจากธุรกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะมีความสะดวกสบายมากขึ้นไปอีกก้าว ด้วยช่วยให้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินของธนาคารได้ในวันนี้ ก็จะสามารถใช้ระบบการเงินผ่านมือถือ ที่แม้มีแค่ Internet ก็เพียงพอสำหรับการทำธุรกรรม

แต่ทั้งนี้การที่โครงการจะประสบความสำเร็จได้จะต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัย กฎหมาย และ ข้อกังวลต่าง ๆ จากทั่วโลกเพื่อทำให้เป็นที่ยอมรับโดยแท้จริง

 

RELATED ARTICLE

Responsive image

ไขข้อข้องใจวงการ Startup ไทย ทำไมถึงยังไม่มี Unicorn ?

ทำไมประเทศไทยถึงยังไม่มี Unicorn ? เป็นคำถามที่มีคนถามผมมาค่อนข้างมาก จึงทำให้ผมมองย้อนกลับไปแล้วลองเทียบอัตราของการเกิดขึ้นของ Unicorn ว่าในต่างประเทศที่หลาย ๆ คนนำมาเป็นตัวเทียบก...

Responsive image

แรงบันดาลใจด้านการเรียนรู้เทคโนโลยีของคนรุ่นใหม่จะเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนา tech ecosystem ในประเทศไทย

อนันดาได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนา tech ecosystem มาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วในประเทศไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยมีการเติบโตของระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เ...

Responsive image

Stop Bullying คำพูดสร้างสรรค์ สร้างสังคมน่าอยู่

Bullying หรือปัญหาการรังแกกันทางสังคมหลายรูปแบบ ทั้งในชีวิตจริงและสังคมในโลก online เป็นหนึ่งในประเด็นที่ บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS เล็งเห็นผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านความคิด...