
จีนอนุมัติการใช้งานเทคโนโลยีชิปเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ หรือ BCI แบบฝังในร่างกายตัวแรกของโลก ซึ่งนี่คือก้าวสำคัญของวงการประสาทเทคโนโลยีและอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ป่วยอัมพาตที่เกิดจาดการบาดเจ็บที่ไขสันหลังสามารถกลับมาควบคุมมือและแขนได้
หนึ่งในผู้ป่วยกลุ่มแรกที่ได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีนี้คือ 'ต่งฮุย' ชายวัย 39 ปี จากประเทศจีน ซึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 6 ปีก่อนจนเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงคอลงมา ซึ่งหลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดฝังอุปกรณ์และฟื้นฟูร่างกายเป็นเวลา 11 เดือน ทำให้เขาสามารถกลับมาจับปากกาและเขียนชื่อของตัวเองได้อีกครั้ง แม้จะเขียนพลาดนิดนึงเพราะความตื่นเต้น แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก่อนหน้านี้
อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า NEO พัฒนาโดยบริษัท Neuracle Technology จากเซี่ยงไฮ้ ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงหัวในกรุงปักกิ่ง โดย ‘ต่งฮุย’ ได้เข้ารับการผ่าตัดฝังอุปกรณ์นี้ในปี 2024 ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการทดลองทางคลินิกกลุ่มแรกของจีน
ตัวอุปกรณ์มีขนาดเล็กใกล้เคียงกับเหรียญ โดยเซนเซอร์จะถูกติดตั้งไว้บนเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกสุดเพื่อตรวจจับสัญญาณสมอง แล้วส่งไปยังตัวอุปกรณ์ที่ฝังอยู่บนกะโหลกศีรษะจากนั้นข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อแปลผลเป็นคำสั่งควบคุม
ซึ่งในขั้นตอนการฟื้นฟูผู้ป่วยจะต้องสวมถุงมือหุ่นยนต์ที่ตอบสนองต่อสัญญาณสมองเพื่อช่วยฝึกการเคลื่อนไหวและด้เริ่มทำกายภาพบำบัดประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังผ่าตัด และในวันที่ 9 ของการฝึก เขาก็สามารถใช้มือขวาหยิบลูกบอลได้เองโดยไม่ต้องพึ่งถุงมือที่ใส่อยู่ ปัจจุบันเขายังคงฝึกต่อที่บ้าน โดยหวังว่าจะสามารถแต่งตัว กินข้าว และทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองได้มากขึ้นเพื่อไม่ให้เป็นภาระ
ในเดือนมีนาคม 2025 อุปกรณ์ NEO ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นเทคโนโลยี BCI แบบฝังในร่างกายตัวแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติให้นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้ โดยหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของจีน (NMPA) หรือ อย.จีนระบุว่าอุปกรณ์นี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยอายุ 18-60 ปี ที่เป็นอัมพาตทั้งแขนและขาจากการบาดเจ็บไขสันหลัง
ซึ่งสาเหตุที่ NEO ได้รับการอนุมัติก่อนคู่แข่ง อย่างเช่น ชิป N1 ของ Neuralink ที่ก่อตั้งโดย Elon Musk เป็นเพราะการออกแบบที่ปลอดภัยกว่า โดยเซนเซอร์ของชิปจะวางอยู่บนเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก ไม่ได้เจาะทะลุเข้าไปในเนื้อสมองโดยตรงเหมือนชิป N1 ซึ่งทำให้ชิปตัวนี้สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นในสมองและการเสื่อมของสัญญาณในระยะยาว ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ชิปตัวนี้สามารถผ่านข้อกำหนดด้านกฎระเบียบได้ง่ายกว่าประกอบกับการได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลจีน ก็ยิ่งช่วยให้ NEO ผ่านกระบวนการอนุมัติได้สำเร็จ ในขณะที่กระบวนการลักษณะเดียวกันในสหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลานานหลายปี
นักวิทยาศาสตร์หลายคนมองว่าการอนุมัติ NEO ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม BCI ทั่วโลก เพราะแม้จะมีการวิจัยเทคโนโลยีนี้มานาน แต่ที่ผ่านมาก็มักจะจำกัดอยู่แค่ในห้องทดลอง การอนุมัติครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเทคโนโลยี BCI ได้พัฒนามาถึงจุดที่พร้อมผลิตในระดับอุตสาหกรรมและนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้จริงแล้ว และในขณะเดียวกันสำหรับคุณต่งฮุย ความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่มันหมายถึงโอกาสครั้งใหญ่สำหรับผู้ป่วยที่ยังเผชิญกับความสิ้นหวัง โดยเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างความหวังและเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยในจีนได้อีกนับพันคน
และเพียงไม่กี่วันหลังจากอุปกรณ์ NEO ได้รับการอนุมัติ ประเทศจีนก็ได้เริ่มนำอุปกรณ์ดังกล่าวเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพของประเทศ ซึ่งขั้นตอนนี้ถือเป็นหนึ่งในก้าวแรกสู่อนาคตที่ผู้ป่วยชาวจีนมีสิทธิ์จะจ่ายเงินเพียงบางส่วนของราคาอุปกรณ์ BCI หากจำเป็นต้องใช้งานในระหว่างการรักษา
และคาดว่าวงการเทคโนโลยีชิปฝังสมองของจีนจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะรัฐบาลอัดฉีดทั้งนโยบายและเงินทุนสนับสนุนอย่างเต็มที่ เห็นได้ชัดจากแผนพัฒนาประเทศ 5 ปีฉบับล่าสุด โดยรัฐบาลจัดให้ BCI เป็น 1 ใน 6 อุตสาหกรรมสำคัญที่จะชี้ชะตาความยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีในอนาคตของจีน เทียบชั้นกับเทคโนโลยีระดับโลกอย่างควอนตัมและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ยิ่งไปกว่านั้น จีนไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในเรื่องนี้ เพราะมีบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติจีนหลายแห่ง เช่น NeuroXess และ StairMed ที่ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีนี้มานานหลายปีแล้ว
แม้ว่าอุปกรณ์ NEO ของจีนจะเป็นชิปฝังสมองตัวแรกของโลกที่ได้รับอนุมัติให้ใช้งานจริง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เตือนว่าเราไม่ควรมองเรื่องนี้ว่าเป็นการวิ่งแข่งระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีเส้นชัยตายตัวว่าใครถึงก่อนคือผู้ชนะ
นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังมีเป้าหมายที่ต่างกันคนละขั้ว สหรัฐอเมริกามักมุ่งเน้นการเป็น 'ที่หนึ่ง' และการสร้างเทคโนโลยีที่ล้ำยุคที่สุด ในขณะที่ 'ชัยชนะ' ของจีน หมายถึงการนำเทคโนโลยีไปให้ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงและใช้งานได้จริง เพื่อแก้ปัญหาสังคมในระดับวงกว้าง ที่น่าสนใจมากๆ คือแม้ทั้งสองประเทศจะมีความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างกัน แต่เทคโนโลยีด้านสมองกลับเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่สหรัฐฯ และจีนยังคงจับมือทำงานร่วมงานกันอยู่
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอุตสาหกรรม BCI ของจีนจะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสนับสนุนทั้งด้านนโยบายและเงินทุนของภาครัฐ ขณะเดียวกันยังมีอุปกรณ์ BCI รุ่นอื่นที่ยังอยู่ระหว่างการรอการอนุมัติ
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด