สรุปสาระสำคัญจากงาน HealthTech Meetup: Longevity Series EP.1 ในหัวข้อ ‘สูตรลับคนไม่แก่’ โดย ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์ นักวิจัยด้านสเต็มเซลล์และวิศวกรรมการแพทย์
ดร.ข้าวชี้ว่าหลายคนเริ่มดูแลสุขภาพด้วยความเคร่ง ตั้งกฎกับตัวเองแน่นไปหมด จนกลายเป็นความเครียดโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ในความเป็นจริง สุขภาพที่ดีไม่ควรเริ่มจากการฝืนชีวิต เพราะทันทีที่เรากดดันตัวเอง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งเป็น ‘ตัวเร่งความแก่’ ที่เข้าไปขัดขวางกลไกการซ่อมแซมเซลล์โดยตรง
ในมุมวิทยาศาสตร์ความแก่ไม่ใช่แค่เรื่องผิวพรรณหรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่มาจากความเสื่อมภายใน โดยเฉพาะ DNA และไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นเหมือนสมองและแบตเตอรี่ของเซลล์ และเมื่อระบบข้างในเริ่มพัง ร่างกายจะรวนไปทั้งระบบ ฟื้นตัวช้าลง เหนื่อยง่าย แม้ภายนอกจะยังดูปกติก็ตาม
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ดร.ข้าวย้ำว่า การดูแลสุขภาพที่ดีควรเป็นแบบ ‘จอย ๆ’ เข้าใจร่างกาย ไม่กดดันตัวเอง และไม่ปล่อยให้ร่างกายตึงเครียดตลอดเวลา เพราะความอ่อนเยาว์ที่แท้จริง เริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพในระดับเซลล์ ไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็นจากภายนอก
การนอนคือกลไกซ่อมแซมที่ทรงพลังที่สุดของร่างกาย เพราะการนอนไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็นช่วงเวลาที่เซลล์ซ่อมแซม DNA และกำจัดขยะในสมองที่สะสมตลอดวัน โดยเฉพาะโปรตีนพิษอย่าง beta-amyloid ที่เป็นต้นเหตุของอัลไซเมอร์ หากเรานอนไม่พอหรือนอนไม่เป็นเวลา กระบวนการซ่อมแซมเหล่านี้จะทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เซลล์สะสมขยะจนเสื่อมสภาพ ดร.ข้าวจึงเน้นว่า ‘คุณภาพการนอน’ สำคัญกว่าจำนวนชั่วโมง หากจำเป็นต้องนอนน้อย สิ่งที่ห้ามละเลยคือการเข้านอนให้ตรงเวลาเดิมทุกวัน เพื่อรักษาจังหวะนาฬิกาชีวิตให้คงที่
แสงแดดไม่ได้มีบทบาทแค่สร้างวิตามิน D แต่ทำหน้าที่เป็น ‘นาฬิกาชีวิต’ ของร่างกาย โดยดวงตาจะรับแสงสีส้มและฟ้าในตอนเช้าเพื่อส่งสัญญาณไปรีเซ็ตการทำงานของอวัยวะทุกส่วนให้เดินเครื่องพร้อมกัน หากขาดแสงเช้า ระบบฮอร์โมนและการเผาผลาญจะทำงานรวนเหมือนนาฬิกาที่เดินไม่ตรงกัน ในทางกลับกันควรหลีกเลี่ยงแสงสว่างจ้าในตอนกลางคืนและเปลี่ยนมาใช้แสงโทนอุ่นแทนเพื่อบอกร่างกายว่าถึงเวลาเข้าสู่โหมดซ่อมแซมแล้ว
อวัยวะภายในอย่างตับและลำไส้ก็มีนาฬิกาของตัวเอง ซึ่งต้องใช้ ‘อาหาร’ เป็นตัวกระตุ้นจังหวะการทำงาน การงดมื้อเช้าทำให้จังหวะของอวัยวะเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับนาฬิกาหลักในสมอง ส่งผลให้ระบบร่างกายทำงานไม่ประสานกัน หากใครต้องการทำ IF ดร. ข้าวแนะนำว่าการงดมื้อเย็น จะส่งผลดีต่อการชะลอวัยมากกว่า เพราะช่วยให้ร่างกายเข้าสู่กระบวนการกำจัดเซลล์ขยะได้ดีในช่วงกลางคืน
สภาวะที่น้ำตาลพุ่งขึ้นและดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำให้ไมโตคอนเดรียทำงานหนักและเสื่อมเร็ว ส่งผลให้การผลิตพลังงานไม่มีเสถียรภาพ และนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน วิธีแก้คือเปลี่ยนลำดับการกิน โดยเริ่มจากผักและโปรตีนก่อน เพื่อชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้เซลล์ได้รับพลังงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลดภาวะพลังงานล้นแล้วขาด ซึ่งเป็นต้นเหตุของความเหนื่อยล้าและความแก่ระดับเซลล์
ผักและผลไม้ไม่ได้ให้แค่วิตามิน แต่มีสารสำคัญที่ช่วยจัดการกับ ‘เซลล์ซอมบี้’ หรือเซลล์แก่ที่เร่งความเสื่อมของร่างกาย ดร.ข้าวจึงย้ำว่าไม่จำเป็นต้องกินเยอะ แต่ควรกินให้หลากหลาย เพราะผักผลไม้แต่ละสีมีสารต่างกัน การกินให้หลากหลายจึงช่วยชะลอวัยได้ครบ โดยไม่ต้องฝืนกินของที่ไม่ชอบ
ลำไส้เปรียบเสมือน ‘สมองส่วนที่สอง’ ของร่างกาย จุลินทรีย์ที่ดีมีบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและส่งผลต่ออารมณ์ หากจุลินทรีย์เสียสมดุล ความแก่จะมาเร็วทั้งทางร่างกายและจิตใจ เราจึงควรเติมโปรไบโอติกจากธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังจากที่ต้องทานยาปฏิชีวนะซึ่งจะทำลายจุลินทรีย์ในลำไส้ไปเป็นจำนวนมาก
ไขมันชนิดนี้อันตรายกว่าไขมันใต้ผิวหนัง เพราะทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตสารพิษที่หุ้มอวัยวะภายในและขัดขวางการทำงานของเซลล์โดยตรง ซึ่งดร.ข้าวระบุว่านี่คือไขมันที่ส่งผลต่อความแก่ได้ชัดที่สุด วิธีประเมินความเสี่ยงคือ ‘รอบเอวต้องไม่เกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง’ หากเกินถือว่าร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะอักเสบระดับเซลล์ ต้องรีบจัดการด้วยการคุมปริมาณอาหารและการออกกำลังกาย
กล้ามเนื้อชนิด Fast-twitch muscle คือกล้ามเนื้อที่หายไปเมื่ออายุมากขึ้น และการเดินอย่างเดียวไม่พอที่จะรักษามันไว้ กล้ามเนื้อกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการทรงตัว การลุกนั่ง และคุณภาพชีวิตในระยะยาว การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านหรือการยกของหนัก คือการส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่ากล้ามเนื้อยังจำเป็น ซึ่งจะกระตุ้นทั้งการสร้างพลังงานและการซ่อมแซมในระดับเซลล์ไปพร้อมกัน
ความเครียดสะสมไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเงินหรือความสัมพันธ์ เป็นตัวกระตุ้นฮอร์โมนความเครียดชั้นดี ซึ่งหากอยู่ในระดับสูงนานเกินไปจะทำลายเซลล์และ DNA โดยตรง ดร.ข้าวจึงเน้นว่าความเครียดต้องถูกจัดการทันที ไม่ควรเก็บไว้ วิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดคือการหายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้า เพื่อชะลอการเต้นของหัวใจ และพาร่างกายกลับเข้าสู่โหมดผ่อนคลาย
ดร.ข้าว บอกว่าการดูแลสุขภาพไม่ควรเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเร่งรัดในระยะเวลาสั้นๆ เพราะมักนำไปสู่ความเครียดและการล้มเลิกในที่สุด ซึ่งความเครียดสะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งความเสื่อมของร่างกายในระดับเซลล์ สุขภาพที่ดีจึงต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน และเปิดโอกาสให้ร่างกายได้เข้าสู่ภาวะฟื้นฟูบ้าง
และบอกว่าสุขภาพที่ดีไม่มีแนวทางเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่เกิดจากการเข้าใจสัญญาณของร่างกาย เลือกวิธีดูแลที่สอดคล้องกับบริบทชีวิต และดูแลทั้งร่างกายและจิตใจควบคู่กัน ตั้งแต่นาฬิกาชีวภาพ ระบบภายในไปจนถึงการจัดการความเครียด เพื่อคงความแข็งแรงและความสมดุลของสุขภาพในระยะยาว
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด