ทำไมไทยต้องสร้าง AI ของตัวเอง? เจาะความร่วมมือ 'กระทรวง อว. x MIT Media Lab' ให้เด็กไทยเรียนรู้ได้ดีที่สุด เพื่อออกแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สรุปจากงานเสวนาในหัวข้อ AI: The Invisible Architect of Future Industry เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศไทย ที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (อว.) ร่วมพูดคุยกับ พีพี -  ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร MIT Professor, Founding Director of the Cyborg Psychology research group & Co-director of the MIT Media Lab’s Advancing Humans with AI (AHA) research program โดยมี คุณเอิ้น - ดร.ปานระพี รพิพันธ์ จาก iT2Hrs เป็นผู้ดำเนินรายการ

แรงบันดาลใจในการนำโมเดล MIT Media Lab มาใช้ในไทย

ศ.ดร.ยศชนันเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับจาก MIT Media Lab ผ่านวิดีโอของ Hugh Herr ศาสตราจารย์ผู้สูญเสียขาแต่สร้างขาเทียมให้ตัวเอง ซึ่งขึ้นกล่าวบนเวที TED Talk ทำให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของสถาบันนี้ 

ต่อมา KBTG เชิญ ดร.พัทน์มาบรรยาย ศ.ดร.ยศชนันซึ่งรู้จักกับทาง KBTG จึงมีโอกาสรู้จัก ดร.พัทน์ และได้ไปเยือน MIT Media Lab ในเวลาต่อมา 

หลังจาก ศ.ดร.ยศชนันเห็นระบบนิเวศ MIT แล้วคิดว่า หากนำโมเดลแบบนี้มาสร้างที่ประเทศไทยได้ก็จะดีมาก และไทยควรมี Engagement กับ Media Lab จึงเป็นที่มาของการเชิญ ดร.พัทน์ มาร่วมงาน 

จากนั้น ดร.พัทน์กล่าวขอบคุณที่ได้รับคำเชิญมาร่วมงาน และอธิบายว่า หลายคนอาจคิดว่า Media คือ สื่อ แต่จริงๆ แล้ว MIT Media Lab คือ สถานที่ที่สร้าง 'ตัวกลาง' (Medium) เพื่อเชื่อมมนุษย์เข้ากับความเป็นไปได้ใหม่ๆ เช่น หุ่นยนต์, AI หรือแม้กระทั่งการไปอวกาศ

ศ.ดร.ยศชนันอธิบายเหตุผลเพิ่มเรื่องที่ต้องการร่วมมือกับ MIT Media Lab ว่าสถาบันแห่งนี้มีโปรโตคอลในการทำงานร่วมกับแหล่งอื่นๆ อย่างชัดเจน เพราะทาง MIT ให้ความสำคัญและให้เกียรติ (Honor) ในทรัพย์สินทางปัญญาของคนเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งสิ่งที่คนพูดออกมาให้ได้ยินได้ฟังนั้น ก็ถือเป็นทรัพย์สิน (Asset) ที่มีคุณค่า ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาพูดให้ฟังกันได้เฉยๆ 

พร้อมกันนี้ ยังสะท้อนมุมมองเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทยว่า คนไทยเองก็มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย แต่หลายครั้งเรากลับไม่ได้ให้เกียรติหรือเห็นคุณค่าในสิ่งที่เป็นความคิดของเราเองเท่าที่ควร แนวคิดการให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาของ MIT จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชื่นชมและอยากนำแนวทางนี้มาผลักดันในการทำงานร่วมกัน

งานวิจัยแนวหน้าและโอกาสของประเทศไทย

ดร.พัทน์กล่าวถึงงานวิจัยแนวหน้า (Frontier Research)ในกลุ่ม Cyborg Psychology (การผสานมนุษย์กับเทคโนโลยี) และโปรแกรม AHA (Advancing Humans with AI) ที่เน้นให้ความสำคัญกับมนุษย์ก่อน AI ต่อด้วยการนำเสนอ 4 เทรนด์ที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย ดังนี้

  1. AI Augmentation | การใช้ AI เพิ่มศักยภาพคน
    แทนที่จะให้ AI มาแทนที่คน ดร.พัทน์บอกว่า เราควรใช้ AI เพื่อทำให้คนเก่งขึ้น เช่น การสร้าง Digital Twin ให้ผู้ใช้ได้คุยกับตัวเองในอนาคตเพื่อช่วยในการตัดสินใจระยะยาว โดยยกตัวอย่างผลงาน Future You โปรเจกต์ที่ทำร่วมกับ KBTG, การใช้ AI เพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ของเด็ก

  2. AI Impact on Human Psychology | ผลกระทบของ AI ที่มีต่อจิตและพฤติกรรมมนุษย์
    ศึกษาพฤติกรรมเวลา AI หลอกมนุษย์ (AI Dark Patterns) โดยได้พัฒนา 'AI Watch Dog' ระบบที่สามารถติดตั้งในคอมได้ เพื่อเตือนผู้ใช้ที่กำลังถูก AI ให้ข้อมูลเท็จหรือหลอกลวงด้วยการส่งเสียงเห่า

  3. HTAI: Heritage, Technology, Art, and Innovation | ผสาน Soft Power กับ Hard Tech สร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึง
    การผสมผสาน Soft Power ของไทยกับ Hard Technology เช่น การใช้ AI ถอดรหัสท่าเต้นโขน ที่ทำร่วมกับคุณพิเชษฐ กลั่นชื่น โดยนำ AI มาวิเคราะห์และสร้างท่าเต้นใหม่ๆ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดให้เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้นาฏศิลป์ผ่านโปรแกรม AI ได้

  4. Future Generation | ร่วมสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนคนรุ่นต่อไป 
    ดร.พัทธ์ยกตัวอย่างโครงงาน JSTP ของไทยที่หล่อหลอมตัวตนเขามาตั้งแต่เด็ก รวมทั้งพูดถึงนักวิจัยไทยเก่งๆ เช่น ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IST) สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) และนักวิจัยไทยที่ดังระดับโลกด้าน AI, Deep Fake Technology และน้องปั๊บ นักศึกษาปริญญาเอกของ MIT เพื่อชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราสร้างระบบนิเวศที่พร้อมส่งเสริมคนรุ่นใหม่ เด็กไทยจะไม่ถูก AI แทนที่ 

การใช้ AI ถอดรหัสท่าเต้นโขนและออกแบบท่าเต้นใหม่ๆ ทำให้คนและ AI สามารถเต้นด้วยกันได้

เตรียมความพร้อมให้ทรัพยากรมนุษย์มีทักษะแห่งอนาคต

ในฐานะผู้ดูแลกระทรวง อว. ศ.ดร.ยศชนันเน้นย้ำว่า เราต้องทำให้คนไทยกล้าคิดและกล้าทำสิ่งใหม่ๆ ประเทศไทยต้องมีฮีโร่และเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งทางรัฐบาลก็กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะเปลี่ยน Mindset ของคนไทย ให้พร้อมรับมือกับการเข้ามาของ AI โดยมีเป้าหมายว่า คนไทยต้องไม่เสียเปรียบใครในโลก

ดร.พัทน์แนะว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดในการเอาตัวรอดคือ Learning to Learn (การเรียนรู้ที่จะเรียนรู้) เพราะโลกและ AI ก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังเผยโปรเจกต์ 'Learning Lab' ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง MIT, OpenAI และประเทศไทย เพื่อวิจัยว่าการออกแบบ AI แบบใดที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กไทยได้ดีที่สุด 

โปรเจกต์ที่เราทำกับ OpenAI, Thailand และ MIT คิดว่าจะเริ่มออกแบบการทดลองในอีกประมาณ 3-4 เดือนข้างหน้า แล้ว เป้าหมายของเราคือต้องการจะ deploy AI ชนิดใหม่นี้เป็น Large scale คือ ระดับแสนถึงหลายแสนคน ทดลองเพื่อให้เกิด Insight ขึ้นมาว่า AI แบบไหนทำให้เด็กไทยเรียนรู้ได้ดีที่สุด ซึ่งคิดว่าจะมี อิมแพ็กต่อกระทรวง อว. กระทรวงศึกษาธิการ ผู้ประกอบการ และคนอื่นๆ ที่อยากจะสร้าง AI สำหรับการศึกษาด้วย

ศ.ดร.ยศชนันเสริมว่า การสร้าง Learning Platform นี้ได้จะต้องร่วมมือกันหลายภาคส่วน ทั้งมหาวิทยาลัย หน่วยงานต่างๆ เพื่อเปลี่ยนมิติกระบวนการคิดของคนไทยทั้งระบบ และเพื่อให้คนไทยอย่างน้อย 1 ใน 3 มีความรู้ความสามารถด้าน AI (AI Literacy)

โครงสร้างพื้นฐาน AI รองรับอุตสาหกรรมในอนาคต (AI Disruption & Deeptech)

ศ.ดร.ยศชนันชี้ว่า AI เป็นรากฐานของ S-Curve ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Biotech, สาธารณสุข หรือ Wellness Economy การที่เราจะมีข้อมูลเชิงลึก เช่น Genomic หรือ Telemedicine ได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Data Storage, Computing Power ของตนเอง นอกจากนี้ ไทยสามารถก้าวเป็นอันดับ 1 ของโลกด้าน Wellness ได้สบายมาก หากรู้จักนำจุดเด่นเรื่องบริการทางการแพทย์ (Medical Service) มาผสานกับวัฒนธรรม ศิลปะ และเรื่องของสมาธิ (Meditation) โดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อน

ดร.พัทน์เห็นด้วยและเสริมในมุมมองของ Neurowellness (สุขภาพสมอง) ว่า Mental Wellbeing คือศูนย์กลางของทุกสิ่ง ถ้าคนมีสุขภาพจิตไม่ดีก็ไม่สามารถเรียนรู้หรือทำงานได้ และประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมรวมถึงอาหารที่เหมาะแก่การเป็น Hub ด้านงานวิจัยนวัตกรรมโลก จากนั้น ดร.พัทน์ย้ำบทบาทตัวเองว่า จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศไทย มหาวิทยาลัยไทย กับ MIT Medai Lab ในการส่งต่อองค์ความรู้ ทรัพยากร  ภูมิปัญญา (Knowledge Transfer - Resource Transfer - Wisdom Transfer) เพื่อสนับสนุนให้งานวิจัย นักวิจัยไทย ขึ้นไปอยู่แถวหน้า ระดับเดียวกับงานวิจัยระดับโลก

ปิดท้ายด้วยนโยบาย/แนวทางสนับสนุนสตาร์ทอัพและระบบนิเวศการลงทุน

ศ.ดร.ยศชนันอธิบายว่า ภาครัฐและมหาวิทยาลัยพยายามผลักดันระบบนิเวศให้เอื้อต่อสตาร์ทอัพ เพื่อให้คนที่อยากทำวิจัยหรือนวัตกรรมได้ทำอย่างเต็มที่ เช่น การจัดทำ Holding Company ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อรับรอง (Verify/Certify) เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ให้นักลงทุนมั่นใจ, การสนับสนุนให้มีการจดสิทธิบัตร PCT , การผลักดันให้ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารระดับโลกอย่าง Nature เพื่อให้บริษัทใหญ่ระดับโลกเชื่อถือ 

"สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือการ 'ปูพื้น' ให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า การบูรณาการข้ามศาสตร์เป็นเรื่องจำเป็น และหน้าที่หลักของภาครัฐคือ การสร้างระบบนิเวศที่ดี" ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

ส่วน ดร.พัทน์เผยมุมมองฝั่ง MIT ว่า MIT มักโฟกัสที่การแก้ปัญหาเชิงลึกและสร้างเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกในระยะยาว คือ 10-20 ปีข้างหน้า มากกว่าเร่งหารายได้ (Commercialize) ในระยะสั้น เพราะเชื่อว่าหากเทคโนโลยีนั้นทรงพลังจริงๆ ก็จะสร้างมูลค่าได้เองในท้ายที่สุด

"Education คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เราต้องให้อำนาจ (Empower) เด็กรุ่นใหม่ให้เป็น Change Maker เพราะ AI จะไม่มาแทนที่พวกเขา แต่พวกเขาจะเป็นคนเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีขึ้นได้ " ดร.พัทน์ฝากทิ้งท้าย

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Quantum Battery ตัวแรกของโลก ชาร์จเต็มในเสี้ยวควอดริลเลียนวินาที ยิ่งแบตใหญ่ ยิ่งชาร์จเร็ว เก็บพลังงานนานกว่าตอนชาร์จ 1 ล้านเท่า

ทีม CSIRO ร่วมกับ University of Melbourne และ RMIT เปิดตัว Quantum Battery ตัวแรกของโลก ชาร์จด้วย Laser ในเวลาเพียง 1 Femtosecond แต่เก็บประจุได้นานกว่าเวลาชาร์จ 1 ล้านเท่า และยิ่ง...

Responsive image

Huawei เปิดตัวไลน์อัปใหม่ครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ ดัน Ecosystem ครบทั้งแท็บเล็ต สมาร์ทวอทช์หรู หูฟัง และนาฬิกาเด็ก ภายใต้แนวคิด “Now Is Your Spark”

Huawei เปิดตัวไลน์อัปอุปกรณ์ AI ครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ ภายใต้งาน “Now Is Your Spark” นำโดย WATCH ULTIMATE DESIGN Spring Edition, WATCH Kids X1 Series, MatePad Pro Max, nova 15 Max, WA...

Responsive image

BOI จัด ‘SUBCON Thailand 2026’ ดันไทยเข้าห่วงโซ่อุปทานโลก ตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจ 9,000 คู่ ดันชิ้นส่วนไทยทะลุ 2 หมื่นล้าน

BOI จับมือพันธมิตรเปิดเวที SUBCON Thailand 2026 งานแสดงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน 13-16 พ.ค. ที่ไบเทค บางนา ตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจ 9,000 คู่ คาดสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท...