Amazon ประกาศเดินหน้าแผนการลงทุนระยะยาวใน 4 ประเทศหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และไทย คาดว่ามูลค่าการลงทุนรวมจะพุ่งสูงกว่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2039 โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cloud และ AI เป็นหลัก

Amazon เผยการขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยายอาณาจักรของเทคฯ แต่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อน GDP รวมของทั้ง 4 ประเทศให้เติบโตขึ้นกว่า 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งซัพพอร์ตการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทานของ Data Center ท้องถิ่นได้เฉลี่ยสูงถึง 56,300 ตำแหน่งต่อปี ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญในจังหวะที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังเร่งสปีดสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงถึง 5.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในทศวรรษนี้
หากย้อนดูเส้นทางตลอด 16 ปีที่ผ่านมา Amazon เริ่มต้นปักหมุดในภูมิภาคนี้ด้วยการเปิด AWS Singapore Region ในปี 2010 ก่อนจะขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องจนครอบคลุมทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และน้องใหม่อย่างประเทศไทยในปี 2025 ที่ผ่านมา
โดยเฉพาะในปี 2025 เพียงปีเดียว เม็ดเงินกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ถูกอัดฉีดลงไปตั้งแต่ระบบ E-commerce, AWS, ไปจนถึงฝั่งความบันเทิงและอุปกรณ์เทคโนโลยี
นอกจากนี้ในแง่ของระบบนิเวศน์ทางความรู้ Amazon ได้ดำเนินการอัปสกิลทักษะคลาวด์ให้กับแรงงานในอาเซียนไปแล้วกว่า 2.7 ล้านคนนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งทาง David Zapolsky หัวหน้าฝ่ายกิจการระดับโลกและกฎหมายของ Amazon ได้เน้นย้ำว่า เป้าหมายของการลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสร้าง Infrastructure แต่คือการติดปีกให้ธุรกิจท้องถิ่นสามารถก้าวไปแข่งขันและเติบโตบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลในภูมิภาคที่กล้าเดินหน้านโยบายดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างเต็มสูบ
และสิ่งที่น่าจับตาในแผนนี้ คือ
1. ปั้น Talent ลุยตลาด AI
Amazon ร่วมมือกับรัฐบาลในภูมิภาคทำโครงการเพียบ เช่น AI Spring ในสิงคโปร์ จับมือสถาบันการศึกษาป้อนคนสู่ตลาด 5,000 คนต่อปี หรือในอินโดนีเซียที่พานักเรียนมัธยมมาสับเกียร์สร้าง Generative AI แอปพลิเคชันรวมกันหมื่นกว่าแอปภายในวันเดียว จนทุบสถิติ Guinness World Records ไปเรียบร้อย
2. ยิงดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ปิดช่องว่างการสื่อสาร
รายงานจาก Access Partnership ระบุว่าคนอาเซียนกว่า 150 ล้านคนยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตที่เสถียร (โดยเฉพาะพื้นที่เกาะและภูเขา) Amazon เลยส่ง โปรเจกต์ดาวเทียม LEO เข้ามาช่วยแก้ Pain Point นี้ เพื่อปลดล็อกบริการอย่าง Telemedicine หรือ Digital Payment ในพื้นที่ห่างไกล
3. ชูธง Sustainability
ลุยโปรเจกต์พลังงานหมุนเวียนในสิงคโปร์ และทำดีลพลังงานสีเขียว 210 เมกะวัตต์ร่วมกับ PT PLN ในอินโดนีเซีย รวมถึงดัน Data Center ในสิงคโปร์ใช้ระบบน้ำรีไซเคิล 100% และร่วมมือกับมาเลเซียทำโครงการบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่เพื่อคืนน้ำสู่ธรรมชาติภายในปี 2030
ความท้าทายหลังจากนี้คือ ความพร้อมขององค์กรธุรกิจและสตาร์ทอัพในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ว่าจะสามารถตักตวงและใช้ประโยชน์จากขุมพลัง Infrastructure เจอร์ระดับโลกนี้ มาเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้รวดเร็วแค่ไหน
อ้างอิง: aboutamazon
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด