ในโลกของการแข่งขันทางเทคโนโลยี จีนกำลังติดสปีดนำหน้าใครเพื่อนด้วยวิสัยทัศน์ AI Plus ที่ต้องการเปลี่ยนโลกการผลิตด้วยปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ แต่ทว่าภายใต้ความสำเร็จนั้น กลับมีผลเสียที่กำลังค่อยวกกลับมาทำร้ายจีนเองเช่นเดียวกัน นั่นคือ ภาวะเศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงงานคนไม่ได้อีกต่อไป
เพราะเรากำลังจะเห็นว่า เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งพยายามวิ่งนำหน้าทางเทคโนโลยี โดยที่อาจจะลืมคำนึงถึงความสมดุลของโครงสร้างการทำงานภายในประเทศ สิ่งนี้อาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีให้แก่ประเทศนั้นๆ และสำหรับ สี จิ้นผิง ผู้นำผู้กุมบังเหียนพรรคคอมมิวนิสต์จีน นี่คือบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ

เป็นเวลานานที่ สี จิ้นผิง ยืนหยัดในจุดยืนที่ว่า "การสร้างรัฐสวัสดิการที่เกินตัว คือการบ่มเพาะคนขี้เกียจ" เขาเคยมองว่าการแจกเงินสด เป็นนโยบายประชานิยมที่บั่นทอนวินัยของชาติ เห็นได้ชัดจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่จีนเลือกจะไม่แจกเงินเยียวยาเหมือนโลกตะวันตก เพราะความกังวลว่ามันจะกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาวที่รัฐแบกรับไม่ไหว
แต่ในวันนี้ AI กำลังทำให้คติพจน์นั้นสั่นคลอน รายงานจาก Citrini Research สร้างความสั่นสะเทือนด้วยการระบุว่า AI ไม่ได้เพียงแค่มาแทนแรงงานไร้ฝีมือ แต่กำลังจะรุกคืบเข้าสู่กลุ่ม White-collar หรือพนักงานออฟฟิศระดับสูง ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชนชั้นกลาง

หากอัตราว่างงานพุ่งสูงเกิน 10% ตามที่คาดการณ์ ระบบสวัสดิการของจีนที่ปัจจุบันมีสัดส่วนการจ่ายเพียง 13.5% ของ GDP (น้อยกว่าค่าเฉลี่ย OECD เกือบเท่าตัว) จะกลายเป็นปราการที่เปราะบางเกินกว่าจะปกป้องเสถียรภาพของชาติได้
หากเรามองไปที่ตัวเลขการใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม จีนอยู่รั้งท้ายเมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ข้อมูลระบุว่าจีนใช้จ่ายส่วนนี้เพียง 13.5% ของ GDP
เมื่อไม่มีตาข่ายรองรับทางสังคมที่แข็งแกร่ง ความเสี่ยงจากการถูก AI แย่งงานจึงกลายเป็นความหวาดกลัวระดับชาติ จนเกิดวัฒนธรรม Lying Flat ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองไม่เห็นอนาคต และแห่กันไปสอบข้าราชการที่ดูจะมั่นคงกว่าการสู้กับอัลกอริทึมในบริษัทเอกชน
แต่จุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากที่สุด คือ
เราทุกคนรู้ดีว่าในปัจจุบัน จีนคือหนึ่งในประเทศที่มีความได้เปรียบมหาศาลในด้าน AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ต้องการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคมสูงวัยและแรงงานที่ลดลง แต่ทว่าปริศนาธรรมทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดคือ "หุ่นยนต์ไม่ได้บริโภคสินค้า"
เมื่อ AI และหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่มนุษย์ในโรงงานและสำนักงาน ผลลัพธ์ที่ได้คือสินค้าที่ทะลักตลาด แต่ในทางกลับกัน รายได้ของประชาชนกลับลดลงหรือหายไป เมื่อไม่มีเงินเดือนจากแรงงานคน กำลังซื้อในประเทศจึงหดตัวลง นำไปสู่ภาวะเงินฝืดที่ฉุดรั้งกำไรของภาคธุรกิจและทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจหยุดชะงัก
นี่คือกับดักที่จีนกำลังเผชิญ เพราะแม้เทคโนโลยีจะช่วยให้คุณสามารถผลิตสินค้าได้ทุกอย่างในโลก แต่คุณกลับไม่มีคนในบ้านที่มีกำลังพอจะซื้อมัน
การประท้วงเรื่องค่าจ้างค้างชำระและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2025 เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจน ปัจจุบันปักกิ่งเริ่มมีการขยับตัวเพิ่มงบด้านสังคมมากขึ้นในระดับที่สูงสุดในรอบทศวรรษ ซึ่งถ้าสิ่งนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เราอาจจะได้เห็นภาพของประเทศที่ไฮเทคที่สุด แต่กลับมีประชาชนที่สิ้นหวังที่สุดก็ได้
กรณีของจีนคือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า สำหรับประเทศที่กำลังบ้าคลั่งการปฏิวัติ AI ว่า ‘เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ต้องมาพร้อมกับรัฐสวัสดิการที่ก้าวหน้า’ การมี AI ที่เก่งที่สุดในโลกจะไร้ความหมาย หากมันสร้างความมั่งคั่งให้แต่เพียงเจ้าของเทคโนโลยี แต่ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลังโดยไม่มีร่มชูชีพทางเศรษฐกิจ
อ้างอิง: bloomberg
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด