สรุปงาน Microsoft Build 2026 เปิดโมเดล AI ที่พัฒนาเอง 7 ตัว ดันเอเจนต์ที่ 'เป็นเจ้าของได้จริง' พร้อมชิปควอนตัม Majorana 2

Microsoft ยกโมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมดขึ้นเวที Build 2026 พร้อมกันถึง 7 ตัว นำโดย MAI-Thinking-1 โมเดลเชิงเหตุผลตัวแรกของบริษัทที่เคลมว่าได้คะแนนความพึงพอใจเหนือ Claude Sonnet 4.6 และเขียนโค้ดได้เทียบเท่า Opus 4.6 บนเกณฑ์มาตรฐาน SWE Bench Pro นี่เป็นแค่หนึ่งในของใหม่ที่ถูกประกาศในงานปีนี้ ซึ่งทั้งหมดวนอยู่รอบแนวคิดเดียวกันคือ ทำอย่างไรให้นักพัฒนาและองค์กรสร้างเอเจนต์ Artificial Intelligence (AI) ที่ 'เป็นเจ้าของได้จริง' โดยไม่ต้องแลกข้อมูลบริษัทไปกับเครื่องมือที่อยากใช้

แก่นที่ Microsoft วางไว้ตลอดงานคือเทคโนโลยีต้องมาคู่กับความปลอดภัยเสมอ บนโครงสร้างที่เปิดกว้าง รองรับหลายโมเดล และยืดหยุ่นตั้งแต่ระดับชิปประมวลผลไปจนถึงคลาวด์ เราสรุปไฮไลต์ที่น่าสนใจของ Build 2026 มาให้ในที่เดียว

เอเจนต์ที่คิดและทำงานได้เหมือนตัวคุณเอง

โจทย์ที่ Microsoft พยายามตอบคือ เมื่อโมเดล AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ และใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ สิ่งที่จะสร้างความต่างให้แต่ละองค์กรจึงไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือ 'ความเป็นเจ้าของ AI ตัวนั้นอย่างแท้จริง' บริษัทย้ำจุดยืนว่าอยากสร้างอีโคซิสเท็มที่ให้อำนาจองค์กรในการจัดการข้อมูลและสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ไม่ใช่ระบบที่ดูดข้อมูลและคุณค่ากลับไปหาผู้ให้บริการหรือเจ้าของโมเดล

หัวใจของเรื่องนี้คือข้อมูลบริบทที่ถูกต้อง Microsoft จึงเปิดให้ใช้งาน Microsoft IQ อย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งบน GitHub Copilot, Microsoft Foundry และ Copilot Studio โดยทำหน้าที่เป็นชั้นข้อมูลบริบทแบบใหม่ที่เชื่อมเอเจนต์ AI เข้ากับทั้งความรู้ของโลกภายนอกและคลังความรู้ภายในองค์กร ตัวระบบแตกออกเป็นหลายส่วน เริ่มจาก Work IQ ที่รวบรวมและทำความเข้าใจรูปแบบการทำงานจริงในองค์กรผ่าน Microsoft 365 ทั้งข้อมูลบุคคล อีเมล เอกสาร และการประชุม โดย Work IQ APIs จะเปิดให้นักพัฒนาเขียนโค้ดเชื่อมต่อตรงได้ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ต่อด้วย Fabric IQ ที่วางโครงสร้างพื้นฐานให้ AI เข้าใจข้อมูลธุรกิจที่มีโครงสร้างซับซ้อน และ Foundry IQ ที่ทำหน้าที่ร้อยข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ช่วยวางแผนค้นหาและดึงข้อมูลอ้างอิงทั้งจากในองค์กรและข้อมูลล่าสุดบนอินเทอร์เน็ต

ตัวที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุดคือ Web IQ ซึ่ง Microsoft เคลมว่าเป็นระบบค้นหาข้อมูลบนเว็บที่เร็วที่สุดสำหรับนำมาเป็นข้อมูลอ้างอิงให้เอเจนต์ ออกแบบมาเพื่อทำงานกับ AI โดยเฉพาะ เชื่อมต่อกับโมเดลใดก็ได้ รองรับโปรโตคอลมาตรฐานแบบเปิดอย่าง Model Context Protocol (MCP) และดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกลับมาได้เร็วกว่าระบบทั่วไปเกือบ 2.5 เท่า

อีกตัวที่น่าจับตาคือ Microsoft Scout เอเจนต์ส่วนตัวสำหรับคนทำงานที่เปิดให้ลูกค้ากลุ่ม Frontier ทดลองใช้แล้ววันนี้ Scout พัฒนาบน OpenClaw และ Work IQ เรียนรู้รูปแบบการทำงานของผู้ใช้ และเชื่อมกับเครื่องมือที่ใช้ประจำอย่าง Teams และ Outlook เพื่อช่วยเตรียมข้อมูลก่อนประชุม จัดการนัดหมายที่ชนกันในปฏิทิน และสะสางงานประจำวันให้อัตโนมัติโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องคอยสั่ง ซึ่ง Microsoft บอกว่าจะทยอยขยายขีดความสามารถและเปิดใช้งานเป็นวงกว้างต่อไป

โมเดลตระกูล MAI ใหม่ 7 ตัว ที่พัฒนาขึ้นเองตั้งแต่ต้น

ในระดับโมเดล ทีม Microsoft AI Superintelligence เปิดตัวตระกูลโมเดลใหม่ที่พัฒนาเองถึง 7 ตัว พระเอกคือ MAI-Thinking-1 โมเดลเชิงเหตุผลตัวแรกของบริษัทที่ฝึกสอนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ไม่มีการถ่ายทอดความรู้จากโมเดลอื่น และใช้ชุดข้อมูลระดับองค์กรที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อให้นำไปต่อยอดได้อย่างสบายใจ

MAI-Thinking-1 เป็นโมเดลขนาดกลาง มีพารามิเตอร์ทำงานอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านพารามิเตอร์ และรองรับข้อมูลบริบทขนาด 128,000 โทเค็น จุดขายคือประสิทธิภาพสูงในราคาประหยัด โดยจากผลทดสอบแบบปิดโดยผู้ประเมินอิสระ โมเดลนี้ได้คะแนนความพึงพอใจสูงกว่า Claude Sonnet 4.6 และมีทักษะเขียนโค้ดบนเกณฑ์ SWE Bench Pro เทียบเท่า Opus 4.6 ออกแบบมาสำหรับงานที่มีคำสั่งซับซ้อนหลายขั้นตอน การวิเคราะห์เชิงเหตุผลจากข้อมูลยาว ๆ และการเขียนโค้ด ตอนนี้เปิดให้ทดลองใช้ในระบบทดสอบแบบจำกัดกลุ่มบน Foundry แล้ว

ส่วนที่เหลือในตระกูลเดียวกันก็มีของให้เล่นครบทุกรูปแบบ เริ่มจาก MAI-Image-2.5 และรุ่น Flash โมเดลแรกของบริษัทที่รองรับทั้งการแปลงข้อความเป็นภาพ (Text-to-Image) ซึ่งทำคะแนนความพึงพอใจ (ELO) แซงหน้า Nano Banana Pro และการแปลงภาพเป็นภาพ (Image-to-Image) เหมาะกับงานสร้างสรรค์ ตอนนี้ใช้ได้แล้วใน PowerPoint กำลังทยอยเปิดบน OneDrive และพร้อมใช้บน Foundry แล้ววันนี้ ถัดมาคือ MAI Transcribe 1.5 ที่ให้ความแม่นยำระดับแนวหน้าในการถอดเสียงครอบคลุม 43 ภาษา และกำลังจะมีระบบถอดเสียงแบบเรียลไทม์ตามมา ด้าน MAI-Voice-2 และรุ่น Flash เปิดให้ใช้ในภาษาใหม่เพิ่มอีกกว่า 15 ภาษา พร้อมตัวเลือกเสียงสังเคราะห์แบบใหม่ ปิดท้ายด้วย MAI-Code-1 โมเดลเขียนโค้ดประสิทธิภาพสูงที่ปรับแต่งมาเพื่อ GitHub โดยเฉพาะ และพร้อมใช้บน Copilot และ Visual Studio Code แล้ว

ที่น่าสนใจคือ Microsoft ไม่ได้ขังโมเดลตระกูล MAI ไว้บนแพลตฟอร์มตัวเอง แต่เปิดให้ใช้บนคลาวด์พันธมิตรอย่าง Fireworks AI, Baseten และ Open Router ด้วย โดย Fireworks AI เปิดให้บริการทั่วไปบน Foundry แล้ว ทำให้นักพัฒนาทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวพร้อมระบบความปลอดภัยระดับองค์กรและการเก็บข้อมูลไว้ในภูมิภาคที่กำหนดของ Azure ไม่ว่าจะเลือกโมเดลค่ายไหนก็ตาม และสำหรับองค์กรที่อยากปั้นโมเดลเฉพาะทางของตัวเองแบบเต็มสูบ ยังมี Frontier Tuning ที่นำการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกมาปรับใช้ภายใต้ขอบเขตการกำกับดูแลความปลอดภัยขององค์กร ช่วยให้เอเจนต์เรียนรู้วิธีทำงานจริงของธุรกิจจากข้อมูลและขั้นตอนขององค์กรเอง เปิดให้ทดสอบแบบจำกัดแล้ววันนี้

ความปลอดภัยของเอเจนต์ ที่คุมได้จากที่เดียว

เมื่อเอเจนต์เริ่มกระจายไปอยู่ทุกที่ Microsoft จึงเปิดตัว Agent 365 for Local Agents สำหรับตรวจสอบ กำกับดูแล และรักษาความปลอดภัยให้เอเจนต์ทั้งหมดในองค์กรที่ทำงานบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว โดยเชื่อมเข้ากับ Entra, Defender และ Purview ทำให้คุมเอเจนต์ทุกตัวได้จากที่เดียว ไม่ว่าจะติดตั้งอยู่ที่ไหนหรือพัฒนาบนแพลตฟอร์มใด

นอกจากนี้ยังเปิดโครงการโอเพนซอร์สสำคัญ 2 โครงการ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลให้เอเจนต์บนทุกเครื่องมือพัฒนา ได้แก่ ASSERT สำหรับประเมินความปลอดภัยตามนโยบายขององค์กร และ Agent Control Specification ที่กำหนดมาตรฐานกลางว่าควรเข้าไปควบคุมความปลอดภัยของเอเจนต์ตรงจุดไหนและอย่างไรในขณะที่ AI กำลังทำงาน และเพื่อเสริมเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ Microsoft ยังเปิดตัว Codename MDASH ระบบรักษาความปลอดภัยยุคใหม่ที่ส่งเอเจนต์ AI กว่า 100 ตัวเข้าไปช่วยกันไล่หาช่องโหว่ ตั้งแต่เส้นทางการไหลของข้อมูล ตรรกะธุรกิจ ไปจนถึงวิธีที่แฮกเกอร์จะใช้โจมตี เมื่อเจอปัญหาก็จะส่งคำแนะนำแก้ไขที่ตรงจุดไปยังหน้าต่างควบคุม Defender Portal ให้ผู้ดูแลจัดการได้ทันที

รันงาน AI หนัก ๆ ได้จบบนเครื่องตัวเอง

หนึ่งในความเจ็บปวดของการพัฒนา AI คือต้องนั่งรอคลาวด์ประมวลผลเป็นชั่วโมง ๆ Microsoft จึงพยายามดึงงานหนักกลับมาจบบนเครื่องของนักพัฒนาเอง เริ่มที่ระดับชิปด้วย Surface RTX Spark Dev Box คอมพิวเตอร์สเปกแรงที่ออกแบบมารองรับงานต่อเนื่องยาวนาน ทั้งการสอนโมเดล ขั้นตอนซับซ้อนของเอเจนต์ และการปรับแต่งโมเดลในเครื่อง โดยคุมการใช้พลังงานและความร้อนไว้ต่ำเพียง 100 วัตต์ ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง NVIDIA RTX Spark ที่ให้ประสิทธิภาพประมวลผล AI สูงสุดถึง 1 Petaflop พร้อมหน่วยความจำรวม 128 GB รันโมเดล AI ขนาดใหญ่ถึง 1.2 แสนล้านพารามิเตอร์ได้ตรงบนเครื่อง โดยไม่ต้องเสียเงินเช่าการ์ดจอบนคลาวด์เพิ่ม แถมยังตั้งค่าระบบมาให้พร้อมใช้ ทั้งระบบจำลองสถานการณ์ Windows Subsystem for Linux 2 (WSL 2) ที่เข้าถึงการ์ดจอโดยตรง ระบบประมวลผล CUDA เต็มรูปแบบ และเครื่องมือยอดนิยมอย่าง Visual Studio Code กับ GitHub Copilot ติดตั้งมาให้แล้ว โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายปีนี้ผ่าน Microsoft.com

ในระดับระบบปฏิบัติการ Microsoft กำลังเปลี่ยน Windows ให้รองรับการทำงานของเอเจนต์อย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว Microsoft Execution Containers (MXC) เวอร์ชันทดสอบ ที่ช่วยให้นักพัฒนาและฝ่ายไอทีสร้างพื้นที่จำลองสำหรับทดสอบเอเจนต์ตามมาตรฐานองค์กรได้ง่าย ๆ โดยให้ตัว Windows เองคุมเข้มและจำกัดขอบเขตความปลอดภัยให้โดยตรง ตั้งกฎครั้งเดียว Windows จะคุมกฎนั้นในทุกที่ที่เอเจนต์เปิดทำงาน ตอนนี้ถูกนำไปใช้กับ OpenClaw บน Windows แล้ว ช่วยให้เอเจนต์ทำงานหลายขั้นตอนได้อย่างปลอดภัยในขอบเขตที่กำหนด ขณะที่ระบบ OpenShell ของ NVIDIA ซึ่งพัฒนาบนสถาปัตยกรรม MXC ก็เข้ามาเสริมเรื่องการจัดการความปลอดภัย การกำหนดเส้นทางประมวลผลคำสั่ง และการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้นักพัฒนาได้ระบบที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น ส่วนฝ่ายไอทียังตรวจสอบและควบคุมความปลอดภัยได้สม่ำเสมอ ทั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจำลอง (Virtual Machines) และคลาวด์

และเมื่อต้องย้ายเอเจนต์ขึ้นคลาวด์ บริการ Foundry Agent Service เวอร์ชันทดสอบ จะรองรับสเกลที่ใหญ่ขึ้น ด้วยจุดเด่นอย่างพื้นที่จำลองที่ปลอดภัยพร้อมใช้ในแต่ละรอบการทำงาน ระบบแยกส่วนการรันโค้ด หน่วยความจำถาวร และการขยายขนาดได้ยืดหยุ่นตามการใช้งานจริง ซึ่ง Microsoft วางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเอเจนต์ เหมือนกับที่คอนเทนเนอร์เคยเป็นหัวใจของแอปบนคลาวด์ในอดีต

ปิดช่องว่างจากโค้ดที่เขียนเสร็จ ไปจนถึงขึ้นระบบจริง

แม้ AI จะช่วยเขียนโค้ดได้เร็วขึ้นมาก แต่ Microsoft มองว่านั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะนักพัฒนายังเสียเวลาอีกมากกับขั้นตอนหลังจากนั้น จึงพัฒนาแอป GitHub Copilot เวอร์ชันทดสอบ ขึ้นมาเพื่อให้พัฒนาด้วย AI บนเครื่องของตัวเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เปลี่ยนไอเดียหรือข้อผิดพลาดที่เจอให้กลายเป็นโค้ดจริง ไปจนถึงส่งโค้ดผ่านขั้นตอนตรวจสอบ การรันระบบทดสอบอัตโนมัติ (Continuous Integration) และการรวมโค้ดเข้าระบบ โดยสั่งให้ AI หลายตัวแยกกันทำงานขนานได้อย่างเป็นสัดส่วนผ่านระบบ git worktrees งานจึงไม่ปะปนกัน และนักพัฒนายังเป็นผู้ควบคุมและตัดสินใจในทุกขั้นตอนสำคัญเหมือนเดิม

อีกคอขวดที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือตอนนำแอปขึ้นใช้งานจริง ที่ต้องนั่งเชื่อมระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งฐานข้อมูล ช่องทางเชื่อมต่อระบบ (Application Programming Interface) ระบบยืนยันตัวตน และการตั้งค่าโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน Microsoft จึงพัฒนา Project Rayfin เวอร์ชันทดสอบ บน Microsoft Fabric ให้ทำหน้าที่เป็นบริการหลังบ้านสำเร็จรูปที่เชื่อมผ่านขั้นตอนการทำงานของ GitHub ช่วยให้ส่งแอปต้นแบบขึ้นใช้งานจริงได้ทันทีโดยไม่ต้องลงไปจัดการเซิร์ฟเวอร์หลังบ้านเอง อีกทั้งการทำงานร่วมกับ Replit ยังช่วยสร้างทางลัดในการนำแอปต้นแบบขึ้นระบบจริงตามมาตรฐานความปลอดภัยขององค์กรได้ตั้งแต่วันแรก และเมื่อแอปขยายตัวใหญ่ขึ้น Azure HorizonDB ซึ่งเป็นบริการฐานข้อมูล PostgreSQL บน Azure ที่ดูแลโดย Microsoft จะเข้ามารองรับการใช้งานหนาแน่นได้อย่างเสถียร โดยผลทดสอบภายในพบว่าส่งผ่านข้อมูลได้เร็วกว่าการตั้งค่าและดูแลฐานข้อมูลด้วยตัวเองถึงกว่า 3 เท่า

จากช่วยเขียนโค้ด สู่การช่วยคิดค้นทางวิทยาศาสตร์

ก้าวที่ Microsoft อยากไปต่อคือให้ AI ข้ามจากการช่วยเขียนโค้ด ไปสู่การช่วยนักวิทยาศาสตร์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ โดยวันนี้ Microsoft Discovery พร้อมเปิดใช้งานทั่วไปอย่างเป็นทางการแล้ว แพลตฟอร์มนี้ทำงานบนคลาวด์ Azure เป็นผู้ช่วย AI ระดับองค์กรที่ดูแลกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แบบครบวงจร และมีบริษัทชั้นนำนำไปใช้จริงแล้ว เช่น BHP ที่ใช้ค้นหาวิธีสกัดแร่ทองแดงจนสำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่เดือนแทนที่จะเป็นหลายปี, Syensqo ที่ใช้เร่งการวิจัยและพัฒนาสารกึ่งตัวนำ และ GSK ที่ใช้คิดค้นและพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังเปิดแอป Discovery เวอร์ชันฟรีสำหรับติดตั้งใช้ในเครื่อง เพื่อสนับสนุนชุมชนนักวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง โดยใช้เพียงบัญชี GitHub Copilot และเปิดให้ทดลองใช้แล้วในช่วงทดสอบระบบ

และของชิ้นที่ทะเยอทะยานที่สุดในงานคือ Majorana 2 ชิปควอนตัมคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ Microsoft ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของระบบ โดยมีอายุการทำงานของคิวบิตเฉลี่ยถึง 20 วินาที และอยู่ได้นานสุดถึงหนึ่งนาที ซึ่งเสถียรและน่าเชื่อถือกว่ารุ่นก่อนถึง 1,000 เท่า พร้อมแนวทางบรรจุคิวบิตจำนวนหนึ่งล้านตัวลงบนชิปขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ และด้วยความช่วยเหลือจาก AI บริษัทมั่นใจว่าจะสร้างเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่พร้อมใช้งานจริงในระดับสเกลได้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2572

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ศรีจันทร์ฯ กำไรสุทธิโต 34% ยอดขายทะลุ 2,055 ล้านบาท ประกาศไม่ขึ้นราคาสินค้ากลางวิกฤต พร้อมทุ่ม R&D หนักที่สุดเพื่อบุกอาเซียน

ศรีจันทร์สหโอสถกำไรสุทธิโต 34% ยอดขายทะลุ 2,055 ล้านบาท ประกาศไม่ขึ้นราคาสินค้ากลางวิกฤต พร้อมถอดกลยุทธ์ T-Beauty ทั้งครีมซองที่โต 45.3% Fandom Marketing และแผนบุกอาเซียน ภายใต้แนว...

Responsive image

หมดยุครอเวลาราชการ 'D-Value' ฟีเจอร์ประเมินราคาที่ดินออนไลน์ ออกไฟล์รับรอง 'สำเนาถูกต้อง' ส่งเข้าเมลใน 10 นาที

กรมธนารักษ์ เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ 'D-Value' รับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินทรัพย์สินออนไลน์ ภายใต้แนวคิด “สะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งเป็นบริการที่รัฐจัดให้แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งย...

Responsive image

ภาพใหม่ของจีนในยุค China Opportunity 2.0 สรุป Keynote จาก Li Qiang ในงาน Summer Davos 2026

บนเวที Summer Davos 2026 ที่เมืองต้าเหลียน Li Qiang นายกรัฐมนตรีจีน ได้ขึ้น Keynote สำคัญเพื่ออธิบายเศรษฐกิจจีนผ่าน 4 คำ คือ Stability, Innovation, Dynamism และ Integration...