
Jeff Bezos และ Blue Origin กำลังก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกของแผนกลับสู่ดวงจันทร์ของอเมริกา หลังจาก National Aeronautics and Space Administration (NASA) เคาะให้ Blue Origin รับสัญญามูลค่า 188 ล้านดอลลาร์เพื่อนำยาน Blue Moon Mark 1 Endurance ไปทำภารกิจแรกของโครงการ Moon Base ในช่วงปลายปี 2026 ดีลนี้สั่นคลอนสถานะของ SpaceX ที่เคยถูกมองว่าเป็นพันธมิตรหลักของ NASA ในยุค Artemis อย่างเงียบๆ
NASA ใช้อีเวนต์ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เปิดตัวภารกิจชุดใหม่พร้อมสัญญารวมเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ ให้กับ Blue Origin, Astrolab, Lunar Outpost และ Firefly Aerospace ทั้งหมดเป็นภารกิจหุ่นยนต์ไร้คนขับที่จะส่งโรเวอร์ โดรน ระบบลงจอด และอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ไปปูพื้นที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ก่อนนักบินอวกาศจะตามไปลงจอดในช่วงปลายทศวรรษ
หัวใจของการประกาศครั้งนี้คือยาน Blue Moon Mark 1 Endurance ของ Blue Origin ซึ่ง NASA จะใช้ขนสัมภาระไปลงจอดในภารกิจ Moon Base I ที่กำหนดปล่อยตัวไม่เร็วกว่าฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 มูลค่าสัญญาหลัก 188 ล้านดอลลาร์ พร้อมตัวเลือกขยายงานอีก 280.4 ล้านดอลลาร์สำหรับงาน 2 ก้อนเพิ่มเติม ที่น่าจับตาคือ Endurance เพิ่งผ่านการทดสอบกับ NASA สดๆ ร้อนๆ ขณะที่บทบาทของ Blue Origin ในโครงการ Artemis ก็โตขึ้นต่อเนื่อง จนหลายฝ่ายมองว่ากำลังกินส่วนแบ่งของ SpaceX
Jared Isaacman ผู้บริหาร NASA บอกในงานว่า "Moon Base จะเป็นฐานปฏิบัติการแรกของอเมริกาและของมนุษยชาติบนดาวดวงอื่น" พร้อมย้ำว่า NASA ต้องการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและทำงานในสภาพแวดล้อมที่อันตรายที่สุดเท่าที่จะนึกออก
จังหวะที่ NASA เร่งสปีดขนาดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ จีนเองก็เดินเกมล่าดวงจันทร์อย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ Chang'e พร้อมประกาศแผนส่งนักบินอวกาศจีนลงดวงจันทร์ก่อนปี 2030 และตั้งฐานทัพดวงจันทร์ภายในปี 2035 ในมุมของ NASA โครงการนี้เป็นมากกว่าแค่การกลับสู่ดวงจันทร์ มันคือเวทีฝึกซ้อมสำหรับภารกิจส่งคนไป Mars ในที่สุด
NASA วางแผนภารกิจชุดแรกไว้ 3 ภารกิจ โดยทั้งหมดเน้นลดความเสี่ยงและทดสอบเทคโนโลยีก่อนนักบินอวกาศจะลงจอดของจริง
Moon Base I ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 จะส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไปที่ Shackleton Connecting Ridge ใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์ด้วยยาน Endurance ของ Blue Origin ภารกิจนี้จะทดสอบระบบลงจอดและศึกษาว่าเครื่องยนต์ของยานอวกาศไปกระทบกับฝุ่นบนผิวดวงจันทร์อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์วิศวกรรมสำคัญของภารกิจ Artemis ในอนาคต พร้อมอุปกรณ์ Laser Retroreflective Array ที่ช่วยให้ยานในวงโคจรหาตำแหน่งแม่นยำได้ด้วยการสะท้อนแสงเลเซอร์
Moon Base II จะตามมาในปลายปีเดียวกัน ใช้ยาน Griffin ของ Astrobotic บริษัทจากเมือง Pittsburgh รัฐ Pennsylvania ขนสัมภาระมากกว่า 1,100 ปอนด์ลงดวงจันทร์ พร้อมโรเวอร์ FLIP ของ Astrolab ภารกิจนี้จะช่วยปรับจูนระบบเคลื่อนที่ของยานพาหนะที่นักบินอวกาศจะใช้ในอนาคต
Moon Base III จะแบกการทดลอง Lunar Vertex ไปกับยาน Nova-C Trinity ของ Intuitive Machines เพื่อศึกษา lunar swirls หรือลายสว่างประหลาดบนผิวดวงจันทร์ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเชื่อมโยงกับสนามแม่เหล็กและการสึกกร่อนจากอนุภาคในอวกาศ ภารกิจนี้ยังบรรทุก payload จาก European Space Agency (ESA) และ Korea Astronomy and Space Science Institute (KASI) ติดไปด้วย
โครงการ Artemis ไม่ได้แค่เอามนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1972 NASA วางเดิมพันให้มันเป็นรากฐานของการมีมนุษย์อยู่ถาวรที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ จุดที่นักบินอวกาศและหุ่นยนต์จะอยู่และทำงานต่อเนื่องในที่สุด
ประกาศนี้ตามมาหลังภารกิจ Artemis II ที่เพิ่งส่งนักบินอวกาศ 4 คนบินอ้อมดวงจันทร์สำเร็จในรอบ 5 ทศวรรษ Isaacman ชี้ว่า NASA ไม่ได้แค่อยากแสดงให้เห็นว่าทำซ้ำสิ่งที่ Apollo ทำในยุค 60-70 ได้ "มันหมายความว่าผู้คนกำลังหันมามองท้องฟ้าอีกครั้ง เชื่อในสิ่งที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง และจับตามองอเมริกาที่กลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้ง รอบนี้เพื่ออยู่ถาวร" เขาเสริมว่าทุกวันนี้มีข้อมูลจากภารกิจ Apollo รวมแค่ 80 ชั่วโมงของกิจกรรมนอกยานบนผิวดวงจันทร์ ซึ่งเก่ากว่าครึ่งศตวรรษไปแล้ว
NASA ยังเทเงินก้อนใหญ่ลงไปกับยานพาหนะภาคพื้นดวงจันทร์ยุคใหม่ จัดสัญญารวมกว่า 439 ล้านดอลลาร์ให้ Astrolab จากเมือง Hawthorne รัฐ California และ Lunar Outpost จากเมือง Golden รัฐ Colorado
Astrolab ได้ไป 219 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนา CLV-1 ซึ่งเป็น Crewed Lunar Vehicle ต่อยอดจากสถาปัตยกรรม FLEX ของบริษัท ออกแบบให้ขนนักบินอวกาศ ขนเสบียง และรองรับการสั่งการระยะไกลบนพื้นที่ยากๆ ของดวงจันทร์ ส่วน Lunar Outpost รับไป 220 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนา Pegasus โรเวอร์ที่เบากว่าและขับได้ทั้งแบบอัตโนมัติ คนขับ หรือสั่งจากระยะไกล
อีกหนึ่งความน่าตื่นเต้นคือ MoonFall ภารกิจหุ่นยนต์ที่จะส่งโดรนอัตโนมัติ 4 ตัวกระโดดสำรวจผิวดวงจันทร์เพื่อหาจุดลงจอดให้ภารกิจ Artemis ในอนาคต
โดรนชุดนี้พัฒนาโดย Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA ร่วมกับ Firefly Aerospace ที่ดูแลส่วนยานอวกาศ จะถ่ายภาพความละเอียดสูงในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก และตามล่าพื้นที่ที่มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์รอบขั้วใต้ กำหนดปล่อยตัวปี 2028 โดย Firefly ได้สัญญา subcontract มูลค่า 75 ล้านดอลลาร์จาก JPL หลังโดรนเสร็จภารกิจหลัก payload ของพวกมันคาดว่าจะทำงานต่อได้อีกหลายเดือน
NASA ระบุว่ายังมีภารกิจ Moon Base อีกกว่า 12 ภารกิจที่จะประกาศตามมาในปีนี้ พร้อมเร่งสปีดเตรียมการให้นักบินอวกาศลงดวงจันทร์ในปี 2028
ส่วนที่หลายคนน่าจะตกใจคือ Lunar Gateway สถานีอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ที่เคยเป็นแกนหลักของ Artemis ฉบับเดิม จะไม่เดินหน้าต่อ NASA ตัดสินใจหยุดโครงการในรูปแบบปัจจุบันแล้วโยกทรัพยากรไปสร้าง infrastructure บนพื้นผิวดวงจันทร์โดยตรงแทน Carlos Garcia-Galan ผู้บริหารโครงการ Moon Base ของ NASA บอกว่าฮาร์ดแวร์บางส่วนของ Gateway จะถูกนำมาใช้ใหม่ในโครงการอื่น
NASA ยังประกาศเปิดตัว Space Reactor-1 Freedom ยานอวกาศพลังงานนิวเคลียร์ที่จะส่งไป Mars ภายในปี 2028 เพื่อสาธิตเทคโนโลยี nuclear electric propulsion ที่คาดว่าจะพลิกโฉมการเดินทางในอวกาศลึก ทำให้ภารกิจไปเป้าหมายที่ไกลกว่า Jupiter เร็วและประหยัดกว่าเดิม นี่คือสัญญาณชัดว่า NASA ในยุค Isaacman กำลังเดิมพันใหม่ทั้งสองด้าน ทั้งดวงจันทร์เพื่ออยู่ถาวร และ Mars เพื่ออยู่จริง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด