ศรีจันทร์ฯ กำไรสุทธิโต 34% ยอดขายทะลุ 2,055 ล้านบาท ประกาศไม่ขึ้นราคาสินค้ากลางวิกฤต พร้อมทุ่ม R&D หนักที่สุดเพื่อบุกอาเซียน

ศรีจันทร์สหโอสถ ปิดปีล่าสุดด้วยยอดขายทะลุ 2,055.50 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 274.78 ล้านบาท ที่เติบโตถึง 34% แล้วใช้เวทีงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 ประกาศจุดยืนที่สวนทางกับภาวะต้นทุนขาขึ้น นั่นคือจะไม่ขึ้นราคาสินค้าแม้แต่ตัวเดียว ทั้งที่วิกฤติสงครามตะวันออกกลางและความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทาน ทั่วโลกกำลังบีบต้นทุนผู้ผลิตทุกราย พร้อมประกาศแผนยุทธศาสตร์พลิกโฉมจากแบรนด์ธุรกิจเครื่องสำอางสู่การเป็นองค์กรไทยที่แข็งแกร่งและเติบโตในระดับโลก

เบื้องหลังการตัดสินใจนี้คือแนวคิดที่แบรนด์หยิบมาเป็นธีมหลักของปี 'คืนที่มืดมิด พระจันทร์ยิ่งฉายแสง' หรือ The Darkest Night Shines The Brightest Moon ซึ่งคุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด แปลงออกมาเป็นทั้งปรัชญาการรับมือวิกฤตและกลยุทธ์ธุรกิจที่จับต้องได้ ตั้งแต่การวางตำแหน่งแบรนด์ในฐานะผู้นำ T-Beauty หรืออุตสาหกรรมความงามแบบไทย ไปจนถึงการบุกตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง

ตัวเลขที่ใช่ บวกการรีแบรนด์ที่กล้าสวนทาง

ปีที่ผ่านมาศรีจันทร์สหโอสถออกสินค้าใหม่กว่า 150 Stock Keeping Unit (SKU) ภายใต้แบรนด์ศรีจันทร์และศศิ โดยมีพระเอกที่ยังครองยอดขายต่อเนื่องอย่างแป้งม่วง หรือ Translucent Powder รวมถึงกลุ่มกันแดด ซึ่งคุณรวิศชี้ว่าสินค้าขายดีสะท้อนสามกลุ่มหลักของบริษัทพอดี ทั้ง Skin Care, Makeup และกลุ่มแป้ง ขณะที่แบรนด์น้อง sasi จับกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเล่นสีสันจัดจ้าน มีแป้งกระป๋องที่ทำมาแล้วถึง 7 สูตรเป็นตัวชูโรง

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดในเชิงแบรนด์คือการเปลี่ยนโลโก้องค์กรใหม่ ที่ยังคงใช้ตัวอักษร 'ศ ศาลา' ภาษาไทยไว้เหมือนเดิม แต่ปรับฟอร์มให้ดูเคลียร์และทันสมัยขึ้น พร้อมซ่อนกิมมิกเป็นรูปพระจันทร์กลับหัวไว้ตรงกลางโลโก้ คุณรวิศอธิบายว่านี่คือการตัดสินใจที่ตั้งใจสวนทางกับสูตรสำเร็จของบริษัทส่งออกทั่วไปที่มักเปลี่ยนไปใช้โลโก้ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับคนวงกว้าง แต่ศรีจันทร์เลือกดันตัวอักษรไทยให้กลายเป็นอัตลักษณ์ทางสายตาที่จะไปปรากฏในตลาดต่างประเทศแทน

'เราเป็นคนไทย เราเกิดที่นี่ แล้วก็มีความภาคภูมิใจกับตัวอักษร' คุณรวิศระบุ พร้อมย้ำว่า T-Beauty ในมุมของศรีจันทร์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวสินค้า แต่เป็นวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ที่ใช้เล่าเรื่องประเทศไทยออกไป

โจทย์วิกฤต กับเหตุผลที่ตัดสินใจไม่ขึ้นราคา

คุณรวิศเปรียบเทียบวิกฤตสองครั้งที่ศรีจันทร์เจอในรอบ 8 ปีอย่างตรงไปตรงมา ครั้งแรกคือโควิดที่เหมือนกดปุ่มหยุดให้คนอยู่บ้าน ไม่แต่งหน้า บางคนถึงขั้นใช้ฟิลเตอร์ในการประชุมออนไลน์แทน จนแบรนด์ต้องพลิกเกมด้วยการเปิดพอร์ตสกินแคร์ในปี 2020 ควบคู่กับการดันช่องทางขายออนไลน์ที่เติบโตขึ้น 62% จนครีมซอง SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream Sachet ขนาด 10 มิลลิลิตร ขึ้นแท่นยอดขายอันดับ 1 ได้ภายในเวลา 4 ปี ส่วนครั้งนี้คือวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่กระทบทั้งด้านที่มองเห็นอย่างกำลังซื้อผู้บริโภค และด้านที่มองไม่เห็นอย่างความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน

สิ่งที่คุณรวิศย้ำในฐานะวิธีคิดทางธุรกิจคือ การแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ควบคุมได้กับควบคุมไม่ได้ โดยเล่าเทคนิคส่วนตัวที่ใช้บ่อยเวลาเครียด นั่นคือการหยิบกระดาษ A4 มาพับครึ่ง ฝั่งซ้ายเขียนสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ในเรื่องนั้น ฝั่งขวาเขียนสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แล้วฉีกฝั่งขวาทิ้งไป เก็บเฉพาะฝั่งซ้ายไว้ลงมือทำ เพราะ 'ที่เหลือเราทำอะไรไม่ได้จริง ๆ' แนวคิดนี้ถูกขยายไปใช้ในระดับทีม เพื่อไม่ให้ทั้งองค์กรเสียเวลาวนอยู่กับเรื่องที่อยู่นอกการควบคุม

ในแง่ของผู้บริโภค การตัดสินใจที่ชัดเจนที่สุดคือการยืนยันว่าจะไม่ขึ้นราคาสินค้า และเลือกไปบริหารจัดการต้นทุนภายในเอง โดยคุณรวิศถึงขั้นโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อสื่อสารจุดยืนนี้ เพราะมองว่าในจังหวะที่เศรษฐกิจไม่ดี แบรนด์ไม่ควรทำให้ลูกค้าลำบากกว่าเดิม

วิกฤตยังถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดทัพภายใน ทั้งการสื่อสารสถานการณ์จริงกับพนักงานควบคู่กับการให้กำลังใจ การถูกบีบให้กลับมาตั้งคำถามกับต้นทุนและสิ่งที่ทำมานานจนนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการได้เห็นว่าใครคือคนที่มีหัวใจนักสู้และเหมาะกับการลุยไปด้วยกันในสถานการณ์แบบนี้ 'หลายครั้งวิกฤตมันซ่อนตัวมาในคราบของการทำให้เราเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น' คุณรวิศกล่าว

'ครีมซอง' พระเอกตัวจริง และผู้บริโภคที่อ่านฉลากเป็น

อินไซต์ที่ชัดที่สุดในยุคกำลังซื้อหดตัวคือการมาแรงของตลาดครีมซอง โดยเฉพาะกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับทาหน้า ที่คุณรวิศระบุว่ามีมูลค่าตลาดราว 5,000 ล้านบาทในหมวดเดียว โดยผลิตภัณฑ์ SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream เติบโตถึง 45.3% และครองยอดขายอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในกลุ่ม Moisturizer for Face ของไทย อ้างอิงข้อมูลจาก NielsenIQ Thailand (เดือนมกราคม 2567 ถึงพฤษภาคม 2569) ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโดยรวมหลายเท่าตัว

เหตุผลที่ครีมซองตอบโจทย์ยุคนี้มีหลายชั้น ทั้งการเป็นไซซ์ทดลองให้คนที่ยังไม่มั่นใจได้ลองก่อนซื้อขวดใหญ่ การพกพาง่ายไม่ต้องแบ่งบรรจุภัณฑ์ให้วุ่นวายในยุคที่คนเดินทางมากขึ้น แต่จุดที่คุณรวิศมองว่าสำคัญที่สุดคือเรื่องของความรู้สึก เพราะกำลังซื้อที่หายไปบางส่วนไม่ได้มาจากเงินในกระเป๋าที่ลดลง แต่มาจากความกังวล ครีมซองช่วยให้มูลค่าต่อบิลเล็กลง ทำให้ตอนควักเงินจ่ายรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่า แม้ราคาต่อปริมาณจะแพงกว่าก็ตาม พฤติกรรมที่ตามมาคือผู้บริโภคซื้อถี่ขึ้นแต่บิลเล็กลง

อีกพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการสื่อสารแบรนด์โดยตรงคือ ผู้บริโภคในยุคนี้รู้เรื่องส่วนประกอบในเครื่องสำอางลึกขึ้นมาก ทั้งอ่านฉลากเอง สอบถามฝ่ายบริการลูกค้าเข้ามาว่าใส่อะไร ใส่เท่าไหร่ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) เป็นอย่างไร สารสกัดแบบวีแกนที่สกัดจากพืชทำมาจากอะไร ไปจนถึงคำถามว่าผลิตภัณฑ์ผ่านมาตรฐานฮาลาลหรือไม่ คุณรวิศมองว่ากระแสนี้เป็นเรื่องดีต่อแบรนด์ที่ลงทุนเรื่องคุณภาพ เพราะช่วยยกระดับมาตรฐานของทั้งอุตสาหกรรม

ความสนใจเรื่องส่วนผสมและการทดสอบยังเป็นเหตุผลที่ศรีจันทร์เลือกเล่าเรื่องนวัตกรรมหนักขึ้น ตัวอย่างที่ยกมาคือกันแดดที่ใช้สารออกฤทธิ์ (Active Ingredient) จากดอกกุหลาบมอญ (Damask Rose) พืชท้องถิ่นทางภาคเหนือของไทย ทำหน้าที่เป็นตัวเสริมค่ากันแดด ( และผ่านการทดสอบทั้งแบบในคนจริง (IN-VIVO) ตามมาตรฐาน ISO 24442 และในห้องแล็บ (IN-VITRO) ด้วยมาตรฐาน ISO 23675 ที่เพิ่งออกมาในปี 2024 ซึ่งใช้แขนกลในการปาดกันแดดเพื่อความแม่นยำ คุณรวิศย้ำว่านี่คือมาตรฐานเดียวกับที่แบรนด์ระดับสากลใช้ จึงมั่นใจได้ว่าค่ากันแดดของศรีจันทร์ไม่ด้อยกว่าแบรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล

สามกลยุทธ์ตอกย้ำผู้นำ T-Beauty

แกนแรกคือการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ T-SKIN หรือผิวของคนไทย ภายใต้แนวคิด 'ผิวจริงในชีวิตจริง' ที่คุณรวิศมองว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะต้องเผชิญสภาพอากาศร้อนชื้น แสงแดด ฝุ่นมลภาวะ และการสลับเข้าออกห้องแอร์ที่อุณหภูมิต่างกันมากตลอดวัน ตั้งแต่นั่งมอเตอร์ไซค์ขึ้นรถไฟฟ้าจนเหงื่อท่วม เข้าออฟฟิศแอร์เย็นเฉียบ แล้วออกไปเจอแดดเที่ยงอีกรอบ โจทย์นี้กลายเป็นทั้งจุดแข็งและทิศทางการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development หรือ R&D) เพราะถ้าสินค้าอยู่รอดในเมืองไทยได้ ก็มีโอกาสไปรอดในตลาดอื่น

แกนที่สองคือการมองพรีเซ็นเตอร์ในฐานะสะพานเชื่อมวัฒนธรรม (Cultural Bridge) ไม่ใช่แค่ตัวสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยที่ช่วยส่งซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีโลก ปีที่ผ่านมาศรีจันทร์สหโอสถใช้พรีเซ็นเตอร์รวมสองแบรนด์ถึง 13 คน ซึ่งมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตั้งแต่แบมแบม (BamBam), ใบเฟิร์น, ซี, นุนิว, เก้า, เก่ง, น้ำปิง ไปจนถึงศิลปินวง PROXIE ทั้ง 6 คน โดยตั้งใจเลือกศิลปินที่มีแฟนคลับอยู่ทั่วโลก เพื่อส่งต่อเรื่องราวความเป็นไทยไปพร้อมกับกระแส T-Pop และซีรีส์ไทย

จุดที่ทำให้กลยุทธ์นี้ต่างจากแบรนด์อื่นคือสูตรการตลาดแบบแฟนคลับ (Fandom Marketing) ที่คุณรวิศสรุปเป็นสามข้อ ข้อแรกคือซีอีโอต้องเป็นแฟนคลับตัวจริง อย่างกรณีศิลปิน BamBam ที่คุณรวิศตามไปทำยอดเป็น Top Spender และติดตามผลงานล่าสุดอย่างเพลง Wondering ข้อสองคือซัพพอร์ตศิลปินตัวจริงแม้จะไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้แบรนด์อื่น และข้อสามคือดูแลหัวใจแฟนคลับ ทั้งการเขียนการ์ดขอบคุณด้วยลายมือตัวเองหลักพันใบต่องาน การไปดูแลแฟนคลับตั้งแต่เช้า ไปจนถึงการสนับสนุนกิจกรรมของแฟนคลับอย่างการบริจาคเลือด คุณรวิศย้ำว่า 'แฟนคลับเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำงานตรงนี้'

แกนที่สามคือการขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน ที่คุณรวิศมองว่าสมเหตุสมผลเพราะอยู่ใกล้กันทางภูมิศาสตร์ และสภาพอากาศที่ใกล้เคียงกันทำให้ลักษณะผิวและความต้องการของผู้บริโภคคล้ายกัน เอื้อต่อการต่อยอดสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อ T-SKIN โดยศรีจันทร์สหโอสถวางแผนรุกตลาดพม่าเป็นด่านแรกในครึ่งปีหลังของปี 2026 ก่อนจะเดินหน้าขยายสู่เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ภายในปี 2027 ต่อยอดจากตลาดต่างประเทศที่เติบโตสูงถึง 135% เมื่อเทียบปี 2024 ถึง 2025 ทั้งนี้ ตลาดต่างประเทศที่ทำผลงานโดดเด่นอยู่แล้วได้แก่ สปป.ลาว ที่เติบโตถึง 162% ญี่ปุ่นที่พัฒนาแป้งสูตรพิเศษเจาะตลาดผิวคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ และฟิลิปปินส์ที่ขยายช่องทางจากออนไลน์สู่การวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า

เป้าหมายข้างหน้า เดิมพันใหญ่อยู่ที่ R&D และเวียดนาม

สำหรับทิศทางต่อไป คุณรวิศตั้งเป้าธุรกิจปีนี้เติบโตราว 15% พร้อมประกาศว่าจะลงทุนด้าน R&D หนักกว่าที่เคย โดยเฉพาะฝั่งสกินแคร์ เพราะมองว่าการจะขึ้นไปยืนระดับสากลได้ต้องอาศัยการวิจัย การทดสอบ และการลงทุนกับมาตรฐานต่าง ๆ ซึ่งใช้เงินมากแต่คุ้มค่า ส่วนหนึ่งคือการพัฒนาส่วนประกอบจากพืชของไทยที่หลายตัวศรีจันทร์เป็นผู้ใช้รายแรก ๆ

ในช่วงถาม-ตอบ คุณรวิศเปิดเผยว่าปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากตลาดในประเทศราว 90% โดยตลาดต่างประเทศปีล่าสุดเติบโตถึง 135% แม้ฐานยังเล็ก และตั้งเป้าให้สัดส่วนต่างประเทศแตะเกิน 10% ก่อนจะค่อย ๆ ขยับไปสู่ระดับ 30 ถึง 40% ในระยะยาว ในกลุ่มตลาดอาเซียนที่จะรุกในปี 2027 เวียดนามเป็นตลาดที่คุณรวิศให้น้ำหนักเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลเรื่องประชากรกว่า 90 ล้านคนที่อายุน้อย กลุ่มวัยทำงานช่วง 18 ถึง 30 กว่าปีที่มีกำลังซื้อ ตลาดค้าปลีกและร้านบิวตี้สโตร์ที่เติบโตเร็วหลังโควิด รวมถึงเศรษฐกิจที่โตต่อเนื่องจนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) แซงหน้าไทยไปแล้ว ขณะที่ Made in Thailand ยังเป็นตราสัญลักษณ์ของคุณภาพที่หลายประเทศยอมรับ

คุณรวิศ เสริมว่าปีนี้บริษัทวางแผนแบบระมัดระวังเพราะมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารห่วงโซ่อุปทานและคุมต้นทุนเพื่อรักษาอัตรากำไรโดยไม่ต้องขึ้นราคา ขณะเดียวกันก็ยังให้น้ำหนักกับการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดในสินค้าทั้งสามกลุ่ม ปัจจุบันหากนับรวมทั้งบริษัท กลุ่ม Makeup ครองส่วนแบ่งอันดับ 2 และเป็นแบรนด์ไทยอันดับ 1 ส่วนสกินแคร์เป็นแบรนด์ไทยอันดับ 1 อ้างอิงข้อมูลจาก NielsenIQ ขณะที่กันแดดยังเป็นหมวดที่เติบโตสูง

เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอต่อภาครัฐ คุณรวิศมองว่าการช่วยเหลือภาคธุรกิจต้องทำแบบแม่นยำตรงจุดเพราะรัฐบาลมีงบจำกัด พร้อมยกประเด็นที่บริษัทจดทะเบียนในไทยถูกปฏิบัติต่างจากผู้นำเข้าสินค้า จนกลายเป็นการแข่งขันคนละกติกาที่อันตราย หากแก้กฎระเบียบให้แข่งบนกติกาเดียวกันได้ ผู้ประกอบการไทยที่เก่งจำนวนมากก็พร้อมสู้ ส่วนเรื่องนวัตกรรม คุณรวิศมองว่าไทยมีงานวิจัยจำนวนมากอยู่แล้ว โจทย์จริงคือทำอย่างไรให้ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ และรองรับการผลิตที่เติบโตได้

ภาพการครองใจคนรุ่นใหม่ยังสะท้อนผ่านสองรางวัลในปีนี้ ทั้งรางวัล QMAC 2026 บริษัทที่คนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด อันดับ 13 จาก 55 บริษัท โดย QGEN Consultant และรางวัล GEN Z TOP BRAND 2026 สุดยอดแบรนด์ครองใจ Gen Z แห่งปี โดย BrandBuffet เมื่อถามถึงเหตุผลที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ คุณรวิศยกเครดิตให้ทีมทรัพยากรบุคคล (HR) และช่อง Srichand Life ที่เล่าเรื่องชีวิตในบริษัท พร้อมนิยามวัฒนธรรมองค์กรแบบผู้ท้าชิง ที่พร้อมสู้และต้องสมดุลระหว่างการทำงานหนักกับความสุข ปัจจุบันพนักงานอายุต่ำกว่า 30 ปีมีสัดส่วนราว 60 ถึง 70%

บทเรียนสุดท้ายที่คุณรวิศทิ้งไว้คือเรื่องแผนสำรอง โควิดสอนให้ศรีจันทร์เข้าใจว่าต้องมีเส้นทางขนส่งสำรองเสมอ แต่วิกฤตครั้งนี้ต่างออกไป เพราะบางช่วงมีเงินก็แก้ปัญหาไม่ได้ในเมื่อของขาดตลาดจริง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติกที่มาจากปิโตรเลียม สิ่งที่ช่วยให้ผ่านมาได้คือความสัมพันธ์ระยะยาวกับซัพพลายเออร์ และการที่ห่วงโซ่อุปทานของโลกเริ่มสั้นลงเรื่อย ๆ จนแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นตามก็ตาม

ทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปที่เป้าหมายองค์กรที่คุณรวิศยืนยันว่าไม่เปลี่ยน นั่นคือการเป็นแบรนด์ไทยที่คนไทยภาคภูมิใจ และพิสูจน์ว่าในคืนที่มืดมิดที่สุด พระจันทร์ก็ยิ่งฉายแสงสว่าง

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

หมดยุครอเวลาราชการ 'D-Value' ฟีเจอร์ประเมินราคาที่ดินออนไลน์ ออกไฟล์รับรอง 'สำเนาถูกต้อง' ส่งเข้าเมลใน 10 นาที

กรมธนารักษ์ เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ 'D-Value' รับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินทรัพย์สินออนไลน์ ภายใต้แนวคิด “สะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งเป็นบริการที่รัฐจัดให้แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งย...

Responsive image

ภาพใหม่ของจีนในยุค China Opportunity 2.0 สรุป Keynote จาก Li Qiang ในงาน Summer Davos 2026

บนเวที Summer Davos 2026 ที่เมืองต้าเหลียน Li Qiang นายกรัฐมนตรีจีน ได้ขึ้น Keynote สำคัญเพื่ออธิบายเศรษฐกิจจีนผ่าน 4 คำ คือ Stability, Innovation, Dynamism และ Integration...

Responsive image

8 หน่วยงานรัฐจับมือเปิดตัว ‘Thailand FastPass’ เปลี่ยนรัฐจากผู้กำกับดูแลสู่ผู้อำนวยความสะดวก ร่นเวลาอนุมัติลงทุนได้ถึง 50%

รัฐบาลเปิดตัว Thailand FastPass ผนึก 8 หน่วยงานรัฐลงนาม MOU ร่นเวลาอนุมัติลงทุน 20-50% มอบบัตรล็อตแรก 25 โครงการ มูลค่า 223,000 ล้านบาท ดันเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจรวมกว่า 700,000 ล...